Loading...

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แถลงการณ์ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 3/2551

แถลงการณ์ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 3/2551

ชมรม นักธุรกิจมีความเชื่อว่า นักธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่สังคมต้องการความสงบ และอยากเห็นเรื่องยุติเสียที โดยให้ความยุติธรรมกับทุกๆฝ่าย เมื่อได้เห็นการที่อดีตนายกฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หลังจากไม่ให้การต่อศาล หนีศาลไปต่างประเทศ ทนายในคดีมีพฤติกรรมพยายามให้สินบน ศาล 2 ล้าน บาทจนถูกพิพากษาให้จำคุกแล้ว ไม่เข้ารับฟังคำพิพากษาของศาล หนีโทษไปต่างประเทศ แต่กลับให้พวกพ้อง จัดรายการโทรทัศน์ของรัฐแบบสัญจร แล้วกล่าวกับประชาชนกลุ่มหนึ่ง ว่า ท่านโดนยัดเยียดคุก 2 ปี เพราะกระบวนการ ยุติความเป็นธรรม และอีกหลายประเด็นนั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งในหลายๆประการ ดังนี้

1. ท่านควรยึดหลักการประชาธิปไตย ที่สื่อความ 2 ด้าน ทุกครั้งที่มีปัญหาในประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยแท้จริง เขาจะต้องพร้อมตอบผู้เห็นต่าง และผู้รู้ทัน อย่างเปิดเผยกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้นำสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ หรือกระทั่ง อลัน กรีนแสปนอดีตผู้ว่าการธนาคารกลาง หรือประธานเลห์แมน บราเธอรส์ ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งความขัดแย้ง จะพร้อมตอบทุกคำถาม แม้เป็นคำถามจากผู้เห็นต่าง ก็เพราะจะทำให้ พูดเท็จไม่ได้ ด้วยจะถูกจับได้ การที่ท่านไม่เคยตอบกระทู้ในสภา ไม่ตอบการซักถามของศาล แต่ต้องพูดฝ่ายเดียวมาตลอดนั้น ท่านไม่ควรจะอ้างว่า ท่านเป็นตัวแทนระบอบเสรีประชาธิปไตย

2. ท่านควร เริ่มเคารพรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยท่านมีพฤติกรรม ซุกหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งลูก คนใกล้ชิด และกองทุนลับ จนบัดนี้ ยังไม่มีคำตอบว่า เมื่อพ่อแม่โอนหุ้นมูลค่า 700 ล้านบาท แล้ว ทำไม 1 วันก่อนหน้านั้น ลูกจึงต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงิน 4,500 ล้าน บาทให้กับแม่ด้วย อันเป็นช่องทางจ่ายปันผลทั้งหมด กลับไปให้แม่ และเมื่อมีการขายหุ้น ก็มีการโอนไปซื้อสโมสรฟุตบอลโดยท่าน เป็นการผิดรัฐธรรมนูญเรื่องการเปิดเผยทรัพย์สินอย่างซ้ำซาก ภรรยาของท่านถูกตัดสินแล้วว่ามีการซื้อขายหุ้นปลอมในตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้เงินของภรรยาท่านจ่ายแทนพี่บุญธรรม และรับเอาเช็คจ่ายคนรับใช้ผู้โอนหุ้นเข้าบัญชีภรรยาเพียงเพื่อหนีภาษี ซื้อที่ดินจากหน่วยงานของรัฐ โดยมีการปรับเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ เช่นยกเลิกราคากลาง ขึ้นเงินมัดจำ และยกเลิกข้อจำกัดความสูงอาคารหลังภรรยาซื้อไว้ โดยทุกกรณีท่านมิได้ชี้แจงหลักฐานโต้แย้ง แต่กลับจัดหาพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เพียงเพื่อให้ปกป้องตนเอง การที่อดีตผู้นำประเทศ เป็นแบบอย่างของการไม่เคารพกฎหมาย จะทำให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือในเรื่อง นิติรัฐ ได้อย่างไร ?

3. ท่านไม่สมควรที่จะกล่าวหาว่า ต้นตอวิกฤตชาติ เกิดจากรัฐประหาร 19 กันยายน เพราะท่านเองเป็นผู้ที่ได้รับอำนาจจากระบอบประชาธิปไตย กลับได้ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ด้วย พฤติกรรมของท่านเอง ท่านละเลยเรื่องการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญ มีการทำรายการที่มีความขัดแย้งของประโยชน์ของรัฐกับส่วนตัวมากมาย ทั้งการลดส่วนแบ่งรายได้ของภาครัฐในมือถือระบบพรีเพดเพื่อความได้เปรียบของ กิจการของท่าน การให้ภาครัฐเท่านั้นที่รับภาระภาษีสรรพสามิตทั้งๆที่ได้ส่วนแบ่งรายได้ส่วน น้อย ซื้อที่ดินจากหน่วยงานภาครัฐ ฯลฯ กดดันและแทรกแซงองค์กรอิสระและหน่วยงานภาครัฐเพื่อตนเอง ทั้ง ปปง. ปปช. อสส. ดีเอสไอ กลต. ฯลฯ จึงเป็นเหตุให้การรัฐประหารชั่วคราวเป็นที่ยอมรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

ทาง ด้านเศรษฐกิจเอง วิกฤตเศรษฐกิจในโลกเองก็เกิดจาการกู้เกินตัว ใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งชมรมนักธุรกิจเห็นว่า หากดูจากพฤติกรรมการบริหารงานประเทศโดยการสร้างหนี้ และซ่อนหนี้ทั้งระดับภาครัฐ และหนี้ประชาชน เพื่อมุ่งกระตุ้นการบริโภคจนมักจะเกินตัวตลอดมา ในวิกฤตการเงินโลกเช่นนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบหนึ่ง เหมือนสมัยที่ท่านเป็นรองนายกฯในรัฐบาลก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ที่ผ่านมา

โชคดีที่ประเทศไทยมีรัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาบริหารบ้านเมือง ได้ล้างหนี้กองทุนน้ำมัน ได้ลดหนี้ตั๋วเงินคลังจาก 2.5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 1.7 แสนล้านบาท ฯลฯ ท่านจึงไม่ควรสร้างภาพว่า เป็นการยึดอำนาจเพื่อเอา นายกฯ ที่บ้างานออกไป แล้วเอาคนแก่ที่ควรจะเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาเป็นแทนเป็นต้นตอวิกฤต ด้วยสถานการณ์วิกฤตการเงินโลกในครั้งนี้ ได้ช่วยให้คนไทยเข้าใจแล้วว่า เศรษฐกิจพอเพียง ได้สร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงให้ประเทศรอดจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้เป็น อย่างดี และกำลังเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆที่กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ในขณะนี้อีก ด้วย

ชมรม นักธุรกิจฯขอเรียกร้อง สังคมไทยได้เสียหายเพราะปัญหาของท่านคนเดียวมามากและมานานแล้ว ในเมื่อท่านไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพศาล โดยท่านไม่ได้ใช้ ความจริง โต้แย้ง ท่านก็ไม่สมควรปลุกปั่นสร้างพวกพ้องบนข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเพื่อสร้างปัญหา อีกต่อไป และไม่สมควรส่งสาส์นใส่ร้ายประเทศไทยซึ่งเป็นแผ่นดินแม่ของคนไทยเราทุกคนออก ไปทั่วโลกอีกด้วย

ชมรมนักธุรกิจฯประกาศจุดยืนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการจัดตั้ง สสร. 3 ซึ่งมีเป้าหมายจะแก้กฎให้ปกป้องการทำความผิด และจะรณรงค์ในหมู่นักธุรกิจและประชาชนทั่วไปให้ร่วมต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อความประสงค์ดังกล่าวทุกรูปแบบ

ชมรมนักธุรกิจฯขอเรียกร้องให้นักธุรกิจและประชาชนได้แสดงพลัง ส่ง email ต่อ ส่งแฟกซ์ต่อ เพื่อแสดงจุดยืนว่า เราต้องการ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องการระบบนิติรัฐ และต้องการความสงบ ประเทศต้องเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณธรรม และความรักสามัคคีไปเท่าไรแล้ว เพียงเพราะคนๆเดียวต้องการใช้ปกป้องความผิดของตนเอง จึงขอให้ท่าน

หยุดทำร้ายประเทศชาติเสียที

คนเราอาจลวงตนได้ตลอดเวลา แต่จะลวงคนไม่ได้ทั้งโลกา

คนเราอาจลวงตนได้ตลอดเวลา แต่จะลวงคนไม่ได้ทั้งโลกา

“ความจริงที่ตกหล่นไป จากจดหมายของอดีตนายกฯ ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของแผ่นดินแม่”
จากจดหมายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งส่งออกไปผ่านสื่อมวลชนทั่วโลกทำให้ข้อเท็จจริงสับสน ทำให้คนไทยต้องทนอยู่กับการต่อสู้กับความเท็จ และการใช้ความจริงเพียงครึ่งเดียวอีกนานเท่าใด
สิ่งที่น่าเศร้าใจและน่าแปลกใจคือ อดีตนายกรัฐมนตรีของเรายังไม่มีความเข้าใจในเรื่อง “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” และ “บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน” หลังจากที่ได้ถูกร้องเตือน ตำหนิ ต่อต้าน กล่าวหา และในที่สุดถูกพิพากษาโทษเป็นที่สิ้นสุด
ท่านอ้างในจดหมายของท่านว่า
“ผมถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี ไม่ใช่เพราะข้อหาทุจริต เหตุผลเดียวที่ผมถูกสั่งจำคุก เพราะในช่วงเวลาที่ภรรยาของผมซื้อที่ดินโดยการเปิดประมูลนั้น ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผมได้ฟังคำตัดสินเมื่อวันก่อนและจนถึงตอนนี้ ผมยังคงสับสน เพราะไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการฉ้อฉล คอร์รัปชั่น หรือกระทั่งการใช้อำนาจในทางมิชอบที่เกี่ยวเนื่องกับประมูล คำถามคือ ภรรยาของผมเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและตัดสินใจยื่นประมูลที่ดินดังกล่าว เป็นผู้ยื่นเสนอราคาจำนวนมากแก่ผู้ขายซึ่งคือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มากกว่าผู้ยื่นประมูลรายอื่นๆ เป็นผู้เซ็นสัญญาซื้อขายกับผู้ขาย จ่ายเงินค่าที่ดินโดยที่สามีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย ยกเว้นเมื่อต้องเซ็นชื่อยินยอมในเอกสาร”
น่าเสียดาย ที่ท่านจงใจไม่เอ่ยถึง สาระและหลักฐานหลายประการตามคำพิพากษา หลายประการที่จะทำให้ไม่มีความสับสน และเห็นถึงความเป็นธรรมอย่างยิ่งของกระบวนการยุติธรรมของประเทศดังต่อไปนี้
1. ดังที่ท่านกล่าวว่า ภรรยาซื้อกองทุนฟื้นฟู แต่สิ่งสำคัญคือ กองทุนฟื้นฟูฯ ก็เป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งท่านขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลหน่วยงานของรัฐทั้งปวงอยู่ แล้ว
2. กองทุนฟื้นฟูฯได้จัดประมูลครั้งแรกในวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 โดยกำหนดราคาขั้นต่ำ 870 ล้านบาท และผู้เข้าประมูลจะต้องวางเงินมัดจำการยื่นซอง 10 ล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้แสดงความจำนงจะซื้อ 8 ราย แต่มีผู้ลงทะเบียนยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำ 10 ล้านบาท เพียง 3 ราย คือ แต่ผู้ลงทะเบียนยื่นซองเสนอราคาทั้ง 3 รายดังกล่าว ไม่เสนอราคาประมูลมาให้พิจารณาจึงมีการยกเลิกการประมูลขายที่ดินขั้นต้น (โดยไม่ทราบเหตุผลใดๆ)
3. ต่อมากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวใหม่ โดยกันส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ออก แล้วประกาศประมูล เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 โดยกำหนดให้ผู้เข้าประกวดราคาต้องวางเงินมัดจำการยื่นซองเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเกิน 10% ตามที่ระบุในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นระเบียบที่นำมาใช้ในการปฏิบัติ
4. ในครั้งนี้ มีผู้ซื้อแบบ 4 ราย แต่มีผู้ยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำการยื่นซอง 3 ราย คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 730,000,000 บาท, บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 750,000,000 บาท และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสจำเลยที่ 1 เสนอราคา 772,000,000 บาท เป็นผู้ประมูลสูงสุด และชนะการประมูล
5. เป็นที่สังเกตว่าราคาประมูลของอีก 2 รายที่แพ้การประมูลมีราคาเป็น “จำนวนกลมๆ” ซึ่งไม่เป็นลักษณะปกติของการประมูลแบบปิดซองประมูล ซึ่งมักจะมีหลักเศษๆ เพื่อหวังจะชนะรายอื่นๆด้วยเศษๆส่วนเพิ่มนั้นๆ
6. มีการยกเลิกข้อจำกัดเรื่องความสูงในการก่อสร้างอาคาร ภายหลังที่จำเลยที่ 2 ประมูลได้ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น
7. ศาลได้พิพากษาโดยยึดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์สำคัญในการห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้โอกาสจากการมีอำนาจใน ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จากหน่วยงานของรัฐ ที่ตนมีหน้าที่กำกับดูแล หรือควบคุม อันอาจทำให้เกิดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของรัฐ โดยถือว่าการกระทำของคู่สมรสเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง ดังในกรณีนี้ กองทุนฟื้นฟูฯมีหน้าที่จะประมูลขายให้ได้ราคาสูงสุดเพื่อบรรเทาความเสียหาย และ คุณหญิงพจมาน ซื้อเพื่อเป็นธุรกิจ จึงน่าจะมีความประสงค์จะให้เป็นภาระต้นทุนที่ต่ำ อันเป็นความขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของรัฐโดยชัดแจ้ง
8. ศาลจึงได้ตัดสินลงโทษท่านจำคุก 2 ปี ฐานมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 ว่าด้วยการกระทำอันทำให้เกิดการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างของรัฐกับส่วน บุคคลเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ศาลจะให้ความกรุณาไม่พิพากษาเอาโทษท่าน ในกรณีที่มีการไม่กำหนดราคาขั้นต่ำของที่ดินพิพาท ในการประกวดราคา มีการเพิ่มเงินมัดจำในการยื่นซองประกวดราคาเป็น 100 ล้านบาท และมีการยกเลิกข้อจำกัดในเรื่องความสูงในการก่อสร้างอาคารบริเวณที่ดินที่ ขายแก่ภรรยาของท่าน ทำให้ที่ดินพิพาทมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม ด้วยเห็นว่ายังไม่พอให้รับฟังว่าเป็นการกระทำ หรือท่านมีส่วนกระทำ หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับท่าน แต่ก็นับว่าเป็นการส่อถึงข้อพิรุธในการซื้อขายที่ดินพิพาท ระหว่างกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กับภรรยาของท่าน ซึ่งสนับสนุนว่า “ความขัดกันของประโยชน์” อาจได้เกิดขึ้นแล้ว ในฐานที่ท่านเป็นผู้มีอำนาจและอิทธิพลสูงเหนือทั้งหน่วยงานของรัฐ และธุรกิจภาคเอกชน
9. ท่านยังได้ปกปิดบิดเบือนว่า “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกขับพ้นจากตำแหน่ง เพียงเพราะว่าเขาทำรายการโทรทัศน์” แต่ท่านอดีตผู้นำในการเป็นถึงสัญลักษณ์ของรายการโทรทัศน์ดังกล่าว อาจมีความขัดกันของประโยชน์ กับผู้สนับสนุนรายการ เวลาการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ ฯลฯ นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานการปลอมแปลงการจ้างงาน ซึ่งเปลี่ยนเป็นค่าเดินทางโดยให้คนขับรถเป็นผู้รับ แม้บางวันจะเป็นการถ่ายทำที่บ้านของตน ข้อเท็จจริงเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตัดสินคดีความอย่างยุติธรรมเพื่อไม่ ให้เกิดโอกาสแห่งความขัดกันของประโยชน์ของภาครัฐกับประโยชน์ของส่วนตัว
10. ท่านมักจะอ้างว่าเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย แต่ในระยะเวลากว่า 5 ปีที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ในสภา ยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จัดการเลือกตั้งปลอม ครอบงำคณะกรรมการอิสระผู้จัดการการเลือกตั้ง ใช้สื่อสารเยี่ยงเผด็จการด้วยการสื่อความข้างเดียว ไม่ยอมให้มีการโต้วาทีในกระบวนการการเลือกตั้ง ไม่เคารพกฎหมายด้วยการใช้กลอุบายของภรรยาซื้อขายหุ้นแทนการโอนหุ้นเพื่อ เลี่ยงภาษี ยังมีพฤติกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยการซุกหุ้นและสินทรัพย์ในต่างประเทศ ที่ใช้ซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ และซื้อตัวนักกีฬาและผู้บริหารเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นดังกระบวนการฟอกเงินสกปรกเป็นเงินสะอาด เช่นกรณีวินมาร์ค ไม่รับฟังและปิดกั้นสื่อสารมวลชนต่อประชาชนที่แสดงความเห็นทางการเมืองที่ แตกต่างอย่างสงบและปราศจากอาวุธ มีปัญหาทนายความพยายามติดสินบนศาลยุติธรรม ใช้อำนาจที่ได้จากประชาชนแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงปัญหาความขัด กันของประโยชน์ภาครัฐกับประโยชน์ส่วนตน
โดยล่าสุด มีแผนที่ท่านจะกล่าวกับประชาชนโดยฝ่ายเดียวผ่านสื่อของรัฐ ทั้งๆที่ท่านหลบหนีในการชี้แจงให้ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม หลบหนีการชี้แจงต่อสภาผู้แทนซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐด้วย แต่ท่านยังคงสื่อความโดยไม่ให้ความจริงที่ไม่ครบถ้วนเพียงเพื่อปกป้องตนเอง โดยการทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยซึ่งเป็นแผ่นดินแม่ของท่าน
ยากที่จะเข้าใจว่าเป็นการสะท้อนถึงจิตประชาธิปไตย หรือเป็นการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนและสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพียงเพื่อปกป้องความผิดของท่านกันแน่ และยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในหลักการของการต้องระมัด ระวังไม่ให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์ ซึ่งบทบาทของรัฐบาล ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ก็มักจะสบสน และมีโอกาสเกิดความขัดกันของประโยชน์สูง ด้วยเหตุ “นายกรัฐมนตรีเป็นน้องเขยของนักโทษแผ่นดิน”
หวังอย่างยิ่งว่าท่านจะเริ่มทำความเข้าใจถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของ ประชาธิปไตย ที่มุ่งสร้างให้เกิดระบบการปกครองที่มีความสมานฉันท์ท่ามกลางความแตกต่างทาง ความคิดของประชาชนตามจิตวิญญาณแบบเสรีประชาธิปไตย เป็นกระบวนที่ให้ได้มาซึ่งผู้นำมีมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง มิใช่เป็นเพียงช่องทางธุรกิจโดยการผูกขาดอำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด
การดำรงอยู่ในความเท็จมากมาย โดยยังเชื่อว่า ท่านเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย แต่ด้วยการใช้ประชาธิปไตยเยี่ยงเผด็จการผูกขาด คงต้องใช้การหลอกตัวเองอยู่มาก แต่ไทยทนเชื่อว่า “คนเราอาจลวงตนเองได้ตลอดเวลา แต่จะลวงคนไม่ได้ทั้งโลกา” หวังว่า ความถูกต้อง คุณธรรม ความยุติธรรม จะได้รับการปกป้องให้อยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป
ไทยทน

ความจริง (ที่หายไป) วันนี้ จากรายการโฟนอินของนักโทษกิตติมศักดิ์

ความจริง (ที่หายไป) วันนี้ จากรายการโฟนอินของนักโทษกิตติมศักดิ์

ได้เห็นสาระของรายการ ความจริง (ที่หายไป) วันนี้ที่จัดให้มีโฟนอินของนักโทษหนีคุกกิตติมศักดิ์แล้วรู้สึกหนักใจครับ มีประโยคเด็ดๆ เช่น โดนยัดเยียดคุก 2 ปี เพราะกระบวนการยุติความเป็นธรรม ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ ชดใช้กรรมที่ตัวเองไมได้ก่อ” “รัฐประหาร 19 กันยาฯ คือต้นตอวิกฤติชาติ แค่ต้องการจะจัดการกับคนๆ เดียว แต่ทำประเทศชาติเสียหาย และ พระบารมีกับพลังของประชาชนจะช่วยให้กลับไทยได้

ในขณะที่สังคมเรียกร้อง สานเสวนาเพื่อสันติ ได้รับการตอบรับกล่าวขานไปทั่ว ก็เพราะหลักการประชาธิปไตยยอมรับความเห็นต่าง และใช้ความเห็นต่างในทาง กำกับดูแล และ ตรวจสอบ ความคิดกันโดยการเสวนาบน ความจริง แทนที่จะเป็นการปล่อยหรือกระพือ ความแตกต่าง จนเป็น ความแตกแยก ด้วย ความเท็จ

ด้วยผู้ที่เสวนา ย่อมต้องพูดด้วยกันกับผู้ที่เห็นต่าง ไม่ใช่พูดคนเดียว เพราะเป็นที่รู้กันว่า คนเราอาจ โกหก ได้ แต่ยากที่จะโกหกต่อหน้า คนรู้ทัน

ในอารยประเทศที่ เขาเป็นประชาธิปไตยแท้ กรณีมีผู้สงสัยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กรณีมีผู้ตำหนิทหารอเมริกันที่มีปัญหาการดูแลเชลยศึกอิรัก กรณีมีผู้กล่าวหาว่านายกฯอังกฤษเดินตามก้นสหรัฐอเมริกาเกินไปในเรื่องสงคราม อิรัค กรณีสงสัยว่าวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์จะมีส่วนเกิดจากอดีตผู้ว่าการธนาคาร กลาง อลัน กรีนแสปนผู้เป็นปราชญ์เศรษฐกิจ หรือกรณีคนจำนวนมากไม่พอใจประธานเลห์เมบราเธอร์สที่เพิ่งล้มละลายไป ทุกคนที่ถูกสงสัยซักถาม พร้อมตอบทุกคำซักถาม จึงเป็น สานเสวนาเพื่อสันติ อย่างแท้จริง

เพราะทุกกรณี มีผู้ไม่พอใจจำนวนมาก แม้ว่าจะมากหรือน้อยกว่า ผู้ไม่สนใจ + ผู้ไม่พอใจ ก็ยังสำคัญที่จะต้อง สานเสวนา ให้โปร่งใส ให้ผู้คนเห็นมากมาย เพราะถ้าไม่ สานเสวนา ให้โปร่งใส ให้เป็นที่รู้กัน แต่ ปกปิด สื่อความข้างเดียวในกลุ่ม ประชาชนของตนเอง ก็จะเกิด ความแตกแยก ในหมู่ประชาชน

พฤติกรรมของท่านในครั้งนี้ยืนยันว่าท่านไม่เคยเปลี่ยนแปลง นิยมพูดกับประชาชน ฝ่ายเดียว

...ตอนเป็นนายกฯ ไม่เคยตอบกระทู้ในสภา

...เมื่อสภาจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยุบสภาหนี

...ศาลเรียกหลักฐาน และสอบปากคำ ให้โอกาสโต้แย้งข้อสงสัย ก็ ไม่ตอบ

... หนีศาล หนีคุกไปต่างประเทศ แต่ใช้วิธีโทรศัพท์เข้ามาหาประชาชนเป็นพวก ให้ข้อมูลไม่ครบกับประชาชนกลุ่มหนึ่ง ให้ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม

ผมเห็นว่า พฤติกรรมของท่าน ขัดกับหลักการและกระแส สานเสวนาเพื่อสันติอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกลุ่มผู้เรียกร้องการ สานเสวนาเพื่อสันติ ทั้งท่าน ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล รศ.ดร.โคทม อารียา ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้อาวุโสของสังคมผู้เสนอความคิด น่าจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การพูดความจริง (ที่หายไป) วันนี้ แบบคนเดียวเช่นนี้ สำหรับผู้เป็นศูนย์กลางความคิดต่างเช่นนี้ แทนที่จะเป็นรูปแบบ เสวนา จะนำไปสู่สันติได้อย่างไร

จริงๆแล้ว อดีตผู้นำรักษาศักดิ์ศรีพูดจา ความจริง ให้ครบด้าน สังคมก็ยังควรยอมรับ แต่เผิญเป็นความเท็จ เพราะมี ความจริง (ที่หายไป) อันเป็นสาระสำคัญจำนวนมาก

1. โดนยัดเยียดคุก 2 ปี เพราะกระบวนการยุติความเป็นธรรมจริงๆแล้ว ท่านย่อมไม่ถูกตัดสินติดคุก โดยใช้คำว่า โดนยัดเยียด ถ้าท่านไม่ทำผิด ศาลก็ให้โอกาสมาให้การอยู่แล้ว แต่ท่านก็หนีศาล แล้วจะมาพูดอะไรคนเดียว สามีเป็นนายกฯ มีอำนาจเหนือหน่วยราชการ รวมถึง ธปท. และกองทุนฟื้นฟูฯใช่หรือไม่ ? มีอำนาจบารมีเหนือเอกชนมากมายใช่หรือไม่ ? แล้วให้ภรรยาเข้าประมูลการขายที่ดิน กองทุนฟื้นฟูฯ ย่อมเป็นเหตุให้เกิด ความขัดกันของผลประโยชน์ อย่างชัดเจน ดังพิรุธที่เห็นว่า รอบแรกมีผู้สนใจ 8 ราย มีผู้ลงทะเบียนยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำ 10 ล้านบาทแล้ว 3 ราย แต่กลับไม่มีใครประมูลเลย ต่อมายกเลิกราคากลาง 870 ล้านบาท กลับมีการเพิ่มเงินวางประกันเป็น 100 ล้านบาท ทำให้ผู้ประมูลน้อยลง เสนอตัวเลขกลมๆถ้วนๆราวไม่แข่งจริง จนภรรยาท่านชนะการประมูล แล้วหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐยกเลิกข้อจำกัดความสูงอาคารของพื้นที่ดังกล่าวหลังจากภรรยาของท่านซื้อไปแล้ว ความจริงที่หายไป ทำให้สิ่งที่ท่านพูดคนเดียวกลายเป็น ภาพเท็จ ไป

2. ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ ชดใช้กรรมที่ตัวเองไมได้ก่อความผิดหลายครั้งที่ได้ทำ ยากที่จะยอมรับว่าเป็น ความบกพร่องโดยสุจริต อีกต่อไป ตั้งแต่ซุกหุ้นในชื่อคนรถ คนใช้ ซื้อสนามกอล์ฟ NPL ก็ในชื่อคนรถคนใช้ (หวังเป็น Strategic NPL ชัก ดาบ ไม่จ่ายหนี้แล้วขอส่วนลด ??) โอนหุ้นจากคนใช้ให้ คุณบรรณพจน์ ก็ปลอมการซื้อขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ด้วยเงินคุณหญิงทั้งหมด เพื่อเลี่ยงภาษี ภรรยาก็ประมูลที่ดินอย่างมีสติ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ประมูลเองบ่อยๆ ไม่ได้หาซื้อที่ดินทั่วๆไปบ่อยๆ แต่เจาะจงซื้อที่ดินงามจากภาครัฐและมีนโยบายรัฐเปลี่ยนเงื่อนไขความสูงอาคาร ในภายหลัง ฯลฯ คงไม่เหมาะที่จะพูดเท็จว่า ชดใช้กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ เพราะ ท่านมักจะก่อ ร่วมกับภรรยาของท่าน และโนมินีของท่านมากมาย

3. รัฐประหาร 19 กันยาฯ คือต้นตอวิกฤติชาติ ไม่มีใครอยากเห็นรัฐประหารอีก แต่นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย ไม่ตอบกระทู้ในสภาฯ ปกปิดหุ้นไม่เคารพรัฐธรรมนูญ แล้วใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ส่วนตัวนับแสนล้านบาท และใช้อำนาจรัฐกดดันองค์กรอิสระ และหน่วยราชการ เช่น ปปง. ปปช. สรรพากร สำนักงานอัยการฯ กลต. ฯลฯ ไม่มีใครทำให้ประชาธิปไตยสั่นคลอนได้นอกจากผู้ได้อำนาจจากประชาธิปไตยและใช้ ไปในทางที่ผิดจริงๆ ประชาชนไม่นิยมรัฐประหาร กลับยอมรับรัฐประหาร 19 กันยาฯ ด้วยดอกไม้ทั่วไป เพราะหนักใจกับท่านจริงๆ

ท่านว่า เป็นการยึดอำนาจเพื่อเอา นายกฯ ที่บ้างานออกไป แล้วเอาคนแก่ที่ควรจะเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาเป็นแทนลืมบอกไปว่า บ้าเอาอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์งานของตัวไป ลดส่วนแบ่งรายได้รัฐสัมปทานมือถือ เพิ่มประโยชน์ส่วนตัว ปล่อยกู้ธนาคาร EXIM Bank เพื่อเอื้อรัฐบาลพม่าซื้อธุรกิจจากดาวเทียมของตัว ให้ ทศท. รับภาระภาษีสรรพสามิต 100% ทั้งที่ ทศท. ได้ส่วนแบ่งรายได้ส่วนน้อย ฯลฯ

และโชคดีที่เราได้ รัฐบาลขิงแก่ บริหารบ้านเมืองด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในยุคฟองสบู่โลกพองตัว ทั่วโลกกำลังมีปัญหา เกาหลีและอินโดนีเซียลูกโป่งแตกซ้ำ แต่ประเทศไทยรอด ก็เพราะเราได้รัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ รัฐบาลเป่าลูกโป่งอย่าง ท่าน ที่บริหารบ้านเมืองโดยพร้อมเอาประเทศไปเสี่ยง เพื่อสร้างความนิยมปกป้องตัวเอง และหากินส่วนตัวไปด้วยกัน กองทุนหมู่บ้านเติบโตคู่กับการขยายผู้ใช้มือถือ สะสมหนี้ตั๋วเงินคลังอย่างต่อเนื่องสูงสุดเป็นประวัติการณ์จาก 5 หมื่นล้านบาท เป็น 2.5 แสนหมื่นล้านบาทในช่วง 5 ปี สะสมหนี้กองทุนน้ำมันนับแสนล้านบาท ให้คนยังจับจ่ายเต็มที่ต่อไป หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากมาย หนี้ซ่อนมากมาย เช่นกองทุนศูนย์กลางราชการอีกร่วม 2 หมื่น ล้านบาท ฯลฯ ปัญหาซับไพรม์ที่อเมริกาว่าแย่แล้ว ดูภาระของการเคหะฯเนื่องจากโครงการบ้านเอื้ออาทรจะยิ่งเลวร้าย โกงกันตั้งแต่ก่อนเสร็จโครงการมหาศาล ฯลฯ

ดีใจที่ท่านสารภาพว่า ตนอยู่ที่อังกฤษ ไม่มีอะไรทำจึงไปซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตีมาบริหารเป็นการสารภาพตรงกับที่ชาวโลกรู้อยู่ว่า ท่าน คือผู้ซื้อ ไม่ใช่ ลูก ของท่าน ยืนยันว่า ที่ลูกถือหุ้นก่อนขาย ก็คือถือแทน ท้ายที่สุดพอลงจากตำแหน่งแล้ว ก็เอาเงินนั้นกลับมาใช้เอง แล้วเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าตัวนักกีฬา เอาเงินที่ไหนซื้อผู้จัดการอย่างเสวน เป็นการฟอกเงินใช่ไหม ? ปปง. ทำไมไม่ตรวจสอบ ? เอาเงินสกปรกมาเพิ่มมูลค่า เมื่อขายไปจะเป็นเงินสะอาดใช่หรือไม่ ?

ท่านยังพูดอีกว่า อยู่ เมืองนอกก็มีนักธุรกิจ ผู้นำหลายประเทศสนใจมาติดต่อไปเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ ช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้เขา ซึ่งคิดดูก็น่าภูมิใจ แต่ก็เศร้าใจที่ทำให้ประเทศไทยไม่ได้ ทำให้นึกถึงช่วงที่ท่านตั้ง ชินอินเตอร์ ท่านทำให้ทุกคนเชื่อว่า ท่านเก่งโทรคมนาคมอย่างในไทย จะไปทำได้อีกในหลายๆประเทศ ปรากฏว่า หลอกเงินสถาบันมากมายไปขาดทุนกับท่าน ใครหา Google เก่งๆ ลองดูคำประเภท ชินอินเตอร์ เชนนิงตัน อินโฟเซล แล้วจะงงว่ามีอะไรซ่อนเร้น โดยมีการเปลี่ยนผู้สอบบัญชีช่วงนั้นด้วย ที่ชินอินเตอร์ขาดทุนจนล้มละลาย เพราะจ่ายสินบนเอาธุรกิจไม่ได้อย่างเมืองไทยใช่ไหม ? หรือเพราะถ่ายเทประโยชน์ออกไปอีกด้วย ?

แล้วท่านอ้างว่าจะไปทำ ช่วย ประเทศอื่น เขาจะยอมให้ท่านทำเช่นนี้หรือ ? นอกจากจะเอาเงินสกปรกที่ได้จากโกงประเทศไทยไปช่วยเขา หาทาง ฟอกเงิน อีก ก็เป็นกรรมของไทยต่อไป

ในช่วงที่ท่านบริหารไทยเราเองต้องมีหนี้เพิ่ม เช่นตั๋วเงินคลัง กว่า 2 แสนล้านบาท หนี้ซ่อนทั้งกองทุนน้ำมัน กองทุนศูนย์ราชการ กองทุนวายุภักย์ รวมอีกกว่า 2 แสน ล้านบาท ขายสมบัติชาติมากมาย และใช้เงินไปแล้ว ก็ทำให้ดูว่าใช้จ่ายได้มากกว่ารัฐบาลอื่นๆ แต่ใช้ทรัพยากรและขายสมบัติของชาติมากมาย สร้างหนี้ซ่อนหนี้มากมาย ถ้าท่านอยู่ช่วงลูกโป่งเศรษฐกิจโลกพองตัว ประเทศไทยวิกฤตอีกครั้งแน่นอน

4. แค่ต้องการจะจัดการกับคนๆ เดียว แต่ทำประเทศชาติเสียหาย ยิ่งเห็นพฤติกรรมซ้ำซาก ไม่ยอมเลิกทำบาปกับประเทศในวันนี้ ยิ่งยืนยันว่า ต้องจัดการให้อยู่ หลังจากองค์กรภาครัฐเช่น ปปง. สำนักงานอัยการฯ ดีเอสไอ กลต. สรรพากร ถูกครอบงำ แต่กระบวนการยุติธรรมยังดำเนินไปตามหน้าที่ ตรงไปตรงมา จนท่านไม่สามารถตอบได้ กลับตั้งกลุ่มแก๊งใช้การโกหก บอก ความจริง (ที่หลายส่วนหายไป) เอาการเมืองแก้ปัญหาความทุจริตของท่าน ช่างเป็นอันตรายต่อประเทศไทยจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่า คนๆเดียว จะกล้าลงทุนทำประเทศ แตกแยก อยู่ในความเท็จ ทะเลาะกัน เพื่อปกปิดการทุจริตของคนๆเดียวอีกนานแค่ไหน

5. พระบารมีกับพลังของประชาชนจะช่วยให้กลับไทยได้ผมว่าท่านพูดถูก เพราะพระองค์ทรงคุณธรรม ยุติธรรม และเมมตาธรรม ผมยึดถือคำสอนที่พระองค์ทรงสอนให้พสกนิกรไทยอยู่ตลอดว่า รู้รักสามัคคี และ การสุจริตเป็นเรื่องธรรมดา

ท่านควรกลับใจ ต่อสู้ความด้วยหลักฐาน และเหตุผล ใช้ความจริงครบด้านเผชิญความจริง ถ้าท่าน ถูก ทุกคนก็ศรัทธา ถ้าท่าน ผิด ก็ยอมเข้าคุก ให้ประชาชนเห็นข้อมูลเท่ากัน โดยไม่มีความแตกแยก และ เห็น คุณค่า ของ ความชอบธรรมให้คู่กับแผ่นดินไทย หลังจากนั้น ท่านก็จะมีชีวิตที่สง่างามขึ้น และบ้านเมืองก็จะมีมาตรฐานคุณธรรมสูงขึ้น และสงบสุขร่มเย็นต่อไป

ไทยทน

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

“สงครามประชาชน”ของระบอบทักษิณ: ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรม(บทความที่คนใส่เสื้อสีแดงควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง)

“สงครามประชาชน”ของระบอบทักษิณ: ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรม(บทความที่คนใส่เสื้อสีแดงควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง)
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง--รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย...คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 27 ตุลาคม 2551 16:00 น.
บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “ไพ่ใบสุดท้าย” ที่ทักษิณ ชินวัตรได้หงายออกมาเพื่อแพ้ในวันที่ 21 ตุลาคม 2551 นี้ก็คือ “สงครามประชาชน”เพื่อทักษิณ ที่มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนคือ

1.ชาวรากหญ้าและคนชั้นกลางในชนบท

ผู้คนเหล่านี้ นอกจากจะขาดข่าวสารที่รอบด้านแล้ว ยังถูก “เงิน” จากคนของระบอบทักษิณซื้อเอาไว้ได้ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในการเมือง ระดับท้องถิ่น แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ได้ถูกคนของระบอบทักษิณปลุกระดมให้ “ตื่นตัวทางการเมือง” ขึ้นมาในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่า “ประชาธิปไตย” ที่พวกเขาลุกขึ้นมาปกป้องนั้น ที่แท้ก็คือ ธนาธิปไตยหรือระบบเลือกตั้งแบบซื้อเสียง หาใช่ประชาธิปไตยตามความหมายที่แท้จริงและตามหลักการที่บริสุทธิ์ยุติธรรมแต่อย่างใดไม่

2.แนวร่วมของระบอบทักษิณ

ผู้คนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นแนวร่วมกับระบอบทักษิณที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความเชื่อทางการเมือง แบบ “ซ้ายตกขอบ” ที่พลัดตกลงไปในหลุมพรางของกับดักทางวาทกรรม “ประชาธิปไตย” (จอมปลอม) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาหรือถูกหลอกนำมาใช้เพื่อให้มาเผชิญหน้ากับระบอบอำมาตยา ธิปไตยและสถาบันกษัตริย์นั่นเอง คนเหล่านี้คือคนที่เข้าร่วมทางความคิดอย่างเอาการเอางานใน เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ที่มีเนื้อหามุ่ง “ถอดรื้อ” ระบอบอำมาตยาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ในเชิงความคิด และในเชิงวาทกรรมอย่างโจ่งแจ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยยังไม่รวมเอาเว็บไซต์อื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่มีอยู่มากมาย

ผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อวาทกรรมของ เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน และได้เข้าร่วมในกิจกรรมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างเอาการเอางาน จนถึงขนาดขึ้นเวทีอภิปรายที่ท้องสนามหลวงและพูดจาจาบจ้วงหมิ่นเบื้องสูงจน ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่างก็มีจุดจบในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน เช่น ในกรณีของ นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดา ตอร์ปิโดที่ถูกจองจำในขณะนี้ หรือ นายสุชาติ นาคบางไทร ที่อยู่ในระหว่างหลบหนีการจับกุม เป็นต้น

3.สมุนของระบอบทักษิณ

ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องระบอบทักษิณเป็นเพราะตนเองมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่อาจเป็นเงิน หรืออำนาจจากระบอบทักษิณ ได้แก่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย หัวคะแนน และนักวิชาการและ/หรือข้าราชการที่ขายตัวขายจิตวิญญาณเสรีไป

องค์ประกอบทั้งสามประการข้างต้นจึงเป็นตัวขับเคลื่อน “สงครามประชาชน” เพื่อทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของยุทธศาสตร์ของทักษิณ ชินวัตรและคนในระบอบทักษิณก่อนหน้านั้น

ยุทธศาสตร์ของทักษิณ ชินวัตรและคนในระบอบทักษิณก่อน 21 ต.ค. 51 นั้นอาจกล่าวได้ว่ามุ่งไปที่การแบ่งแยกและก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองเพื่อ ให้ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวสามารถได้ประโยชน์จากการพ้นผิดในคดีความต่างๆ ที่มีอยู่ในศาล และสามารถนำไปใช้อ้างกับทางการอังกฤษเพื่อพิจารณาคำขอลี้ภัยทางการเมืองได้ การดำรงไว้ซึ่งการปกครองโดยตัวแทนไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นโดยรัฐบาลที่นำโดย สมัคร สุนทรเวช จนมาถึง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ในปัจจุบันจึงเป็นกลยุทธ์ที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอดเพื่อสนองตอบ ต่อยุทธศาสตร์ข้างต้น

อย่างไรก็ตาม หลังคำพิพากษาตัดสินคดีที่ดินรัชดาภิเษก โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อ 21 ต.ค. 51 ที่ได้ ตัดสินจำคุก ทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญาเนื่อง จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นหน่วยงานของรัฐในขณะที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแลผ่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหน่วยงานที่อาศัยเงินสนับสนุนจากรัฐ การเข้าไปประมูลที่ดินและเป็นคู่สัญญากับรัฐจึงเป็นความผิดตาม กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 ตามที่กล่าวโทษ

ภูมิศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทยจึงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่มีวันจะหวนกลับไปเหมือนเดิม ได้อีก กล่าวคือ

ความชอบธรรมทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณได้หมดไปอย่างสิ้นเชิงโดยคำพิพากษานี้

คดีที่ดินรัชดาภิเษกเป็นคดีที่ถูกจำหน่ายออกจากสารบบการพิจารณาของ ศาลในวาระแรกเนื่องจากอัยการไม่สามารถนำตัวจำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลได้ เพราะทักษิณ ชินวัตรไม่ยอมกลับเข้าประเทศเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองตามกระบวนการ ยุติธรรม แต่หลังจากที่พรรคพลังประชาชนที่เป็นตัวแทนของทักษิณ ชินวัตรได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีพรรค พลังประชาชนเป็นแกนนำเมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตรจึงได้กลับมากราบแผ่นดินเกิดอีกครั้ง และนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเวลาต่อมาเพราะคาดว่าตนเองจะสามารถ หลุดจากคดีเหมือนกรณีที่เคยถูกกล่าวหาโดย ป.ป.ช.ในช่วงปี 2544 ในข้อหาว่าซุกหุ้นได้เช่นกัน

ทักษิณ ชินวัตรได้กล่าวในวันแรกๆ ของการกลับเมืองไทยในช่วงต้นปี 2551ได้ความว่า ตัวเขาเชื่อมั่นในความยุติธรรมที่ศาลจะมีให้ การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของทักษิณ ชินวัตรจึงเป็นไปเหมือนดังเช่นที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ถูกกล่าวหา มีการเบิกความของพยานทั้งสองฝ่ายเพื่อค้นหาความจริง จนกระทั่งเมื่อมีเหตุการณ์ติดสินบนภายในบริเวณศาลกรณีเงินในถุงขนม 2 ล้านบาทเกิดขึ้นจนทำให้ศาลสั่งลงโทษจำคุกทนายที่ว่าความให้ทักษิณ ชินวัตรและผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 3 คนในเบื้องต้น ทำให้ ทักษิณ ชินวัตรตระหนักได้ว่าคำพิพากษาในคดีที่ตนเองกำลังต่อสู้อยู่นั้นจะมีผลลัพธ์ ออกมาเป็นเช่นใด การหลบหนีไปจากประเทศไทยและจากกระบวนการยุติธรรมไทยอีกครั้งหนึ่งของทักษิณ ชินวัตรหลังจากนั้นจึงขัดแย้งกับคำพูดของตนเองที่เคยบอกว่าเชื่อมั่นใน กระบวนการยุติธรรม และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมของตัวเขาและของ ระบอบทักษิณ

มีผู้ใกล้ชิดกับทักษิณ ชินวัตรได้กล่าวถึงทักษิณ ชินวัตรในวันที่กลับมากราบแผ่นดินเกิดที่สนามบินอย่างเอิกเกริกในช่วงต้นปี 2551ว่า ทักษิณเป็นคนเหนือดวง แต่มาวันนี้ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทักษิณ มิได้อยู่เหนือกฎแห่งกรรม และมิอาจรอดพ้นจากกฎแห่งกรรมไปได้

หากทักษิณ ชินวัตรคิดจะอุทธรณ์ตามช่องทางที่มีอยู่น้อยนิด จงตรึกตรองดูก่อนให้ถี่ถ้วนเถิดว่า คุณได้เคยปรามาสกล่าวให้ร้ายกระบวนการยุติธรรมไทยในระหว่างที่คุณหลบหนีการ ฟังคำพิพากษาว่าไม่ยุติธรรม แล้วคุณยังจะกลับมาขอความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมไทยที่คุณเคยกล่าวหา ว่าไม่ยุติธรรมสำหรับคุณได้อย่างไรหากศาลรับอุทธรณ์คุณแล้วคุณจะกลับเข้ามาฟังคำพิพากษาอุทธรณ์อีกหรือไม่ หรือจะเอาแต่ได้เหมือนเช่นที่คุณเคยทำมาตลอดโดยให้ทนายมายื่นอุทธรณ์ และรอฟังผลอยู่ต่างประเทศ หากอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้นก็ไม่กลับอย่างนั้นหรือ คุณทักษิณคุณนี่ช่างสมกับเป็นชายชาติตำรวจผู้กล้าจริงๆ!!

การ สมานฉันท์ที่ดีที่สุดคือการเชื่อถือในความจริง เผชิญหน้ากับความจริงและเปิดใจยอมรับความจริง และศาลก็ได้เปิดเผยความจริงดังกล่าวออกมาแล้ว

หากคนในระบอบทักษิณจะต่อสู้เพื่อทักษิณ ชินวัตรโดยสิ่งที่พยายามเรียกว่า “สงครามประชาชน” ขอได้โปรดทบทวนดูจากข้อเท็จจริงต่างๆ อีกครั้งว่า พวกคุณจะสู้เพื่อคนที่ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมคนนี้ต่อไปอีกได้หรือ

หากพวกคุณไม่ใช่คนในระบอบทักษิณก็จงอย่าสับสนระหว่างการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยกับการต่อสู้เพื่อทักษิณ ชินวัตร เพราะทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณไม่เคยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแต่อย่างใดเลย

การดำรงอยู่ของรัฐบาลสมชายที่เป็นตัวแทนทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณเป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าเขาและระบอบของเขา มีประชาธิปไตยที่อาศัยเพียงการเลือกตั้งซื้อเสียงเป็นเครื่องมือเข้ามาสู่ อำนาจเท่านั้น มิใช่เป็นเป้าหมายที่หวังเอาไว้ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด การอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งจึงเป็นปกติวิสัยของการหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมของโมฆชนเหล่านี้ที่เห็นได้ตลอดเวลา

สมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในเขตเลือกตั้งเดียวกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ได้ถูกศาลพิพากษาว่าซื้อเสียงและเป็นเหตุให้ถูกยื่นต่อศาลในเวลาต่อมาว่า พรรคที่ตนเองสังกัดอยู่คือพรรคพลังประชาชนจะต้องถูกยุบพรรคเพราะไม่ได้เคารพ กติกาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ตามมาตรา 237 แสดงให้เห็นถึงที่มาของเขาก็มีปัญหา

สมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นอดีตผู้พิพากษาที่ควรรู้กฎหมายเป็นอย่างดี แต่เมื่อถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.ว่ามีความผิดจากกรรมในอดีตสมัยที่เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีโทษเพียง 2 สถานที่จะต้องชดใช้ในอนาคตคือ ไล่ออก หรือปลดออก สมชายก็ยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดีกลับอ้างว่าตนเองต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการใน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

สมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกับที่ได้เคยประพฤติ ผิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งมีผลทำให้ไทยต้องเสียอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหาร ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีคนอื่นๆ ในรอบ 45 ปีที่ผ่านมาจะชั่วดีถี่ห่างสักเพียงใดก็ไม่เคยกระทำเรื่องเสียอธิปไตยของ ชาติได้มากเท่านี้ไม่ว่าพวกรัฐมนตรีเหล่านั้นจะมาจากเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง มาก็ตาม

สมชาย วงศ์สวัสดิ์กำลังจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้ง ส.ส.ร.3 ทำการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้านและวุฒิสภาไม่เอาด้วย ในขณะเดียวกันก็มีการผลักดันให้มีการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหมอเหวง โดยคนในพรรพลังประชาชน อยาก รู้นักว่าจะร้อนรนรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเพื่ออะไร เพราะประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนได้อย่างไร และจะยอมให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งก็คือนักการเมืองเข้ามาแก้ไขกติกา ตามรัฐธรรมนูญที่พวกเขาต้องเคารพและปฏิบัติตามได้อย่างไร

รัฐบาลสมชายยังเป็นรัฐบาลที่ถูกคนกลางที่เป็นอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนรายงานว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตและบาดเจ็บของ ประชาชนจำนวนมากเมื่อ 7 ต.ค. 51 อย่า หลอกลวงซื้อเวลาเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกเลยว่าผลการสอบสวนของคนที่รัฐบาล ตั้งขึ้นมาจะมีความชอบธรรมและยุติธรรม หากจำเลยจะสอบความผิดของจำเลยเสียเอง

รัฐบาลสมชายไม่สามารถหาคนดีมาบริหารงานเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤต อยู่ในขณะนี้ได้ ดังนั้นอย่าได้หลอกลวงว่าปัญหาเศรษฐกิจไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการ เมือง หรือพยายามบอกว่าหากการเมืองนิ่งเศรษฐกิจก็จะนิ่งตาม เพราะฉะนั้นต้องให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปเพื่อจะได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ได้

หาก คุณเป็นคนเสื้อแดง คุณคิดว่าจะปกป้องคนอย่างทักษิณ ชินวัตรไปเพื่ออะไร? จงคิดทบทวนให้ดีเถิดว่าจะสู้เพื่อทักษิณไปทำไม? ลองถามตัวเองอย่างจริงจังดูเถิดว่าตนเองกำลังทำ (ก) เพื่อเงิน หรือ (ข) เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยในฐานะสุจริตชน หรือ (ค) เพื่ออนาคตของทักษิณ ชินวัตรคนที่ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมที่ไม่มีวันหวนกลับมายังแผ่นดินเกิดในฐานะสุจริตชนได้อีกแล้ว

หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด

21 ตุลาคม 2551 วันชี้ชะตาประเทศไทยกับการล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า (บทความที่คนใส่เสื้อสีอะไรก็ควรอ่าน)

21 ตุลาคม 2551 วันชี้ชะตาประเทศไทยกับการล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า (บทความที่คนใส่เสื้อสีอะไรก็ควรอ่าน)
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง,รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย 15 ตุลาคม 2551 17:00 น.
1.อะไรคือการ “ล้มทุน”

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยใน พ.ศ. 2540 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกลุ่มทุนในประเทศไทยเป็นอย่างมาก กลุ่มทุนเดิมเกือบทุกกลุ่มไม่เว้นแม้แต่ กลุ่มธนาคารอันทรงพลัง ได้ถูกมรสุมเศรษฐกิจพัดผ่านจนไม่สามารถเกาะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจจากทุนที่ตน เองเคยมีอยู่ได้ พวก เขาเหล่านั้นได้กลายมาเป็น “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” ภายในชั่วเวลาข้ามคืน ยกเว้นแต่เพียงกลุ่มเดียวที่รอดอยู่ได้อย่างน่าประหลาดคือกลุ่มทุนสื่อสาร ซึ่งเป็นทุนสัมปทานผูกขาดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระบวนการ “ล้มทุน” จึงเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการก่อตัวของระบอบทักษิณหรือทักษิโณมิคส์ใน พ.ศ. 2544

การเปลี่ยนแปลงลดค่าเงินบาทที่ได้เกิดขึ้นในช่วงกลาง พ.ศ. 2540 ไม่ได้มีผลในทางลบกับกลุ่มทุนของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลุ่มทุนของเขากลับได้รับผลประโยชน์จากการลดค่าเงินบาทอย่าง เต็มที่ในขณะที่นักธุรกิจไทยและคนไทยหลายหมื่นหลายแสนคนกลับต้องรับผลกระทบ ดังกล่าว

เมื่อกลุ่มทุนเดิมถูก “ล้ม” ไป กลุ่มทุนใหม่ที่เป็นทุนสัมปทานผูกขาดอย่างกลุ่มทุนสื่อสารของทักษิณจึงเข้า มามีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้เข้ามาใช้จังหวะในช่วงที่มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วง พ.ศ. 2541-2543 ที่อยู่ในช่วงรัฐบาล ชวน หลีกภัยโจมตีในประเด็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ จนทำให้เมื่อมีการเลือกตั้งในตอนต้นปี 2544 พรรคไทยรักไทยที่นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ในที่สุด

เพื่อให้สามารถ “ล้มทุน” ที่มีอยู่เดิมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐบาลทักษิณในช่วง 4 ปีแรกที่ดำรงตำแหน่งจึงเป็นรัฐบาลที่นำเสนอนโยบายในลักษณะของ “ประชานิยม”ผ่านโครงการต่างๆมากมาย ลักษณะของนโยบายประชานิยมที่ทำก็คือการใช้เงินจากภาครัฐทั้งทางตรงและทาง อ้อมในการทำโครงการที่ดูเผินๆ ในช่วงสั้นๆ เหมือนกับว่าประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ การเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดอย่างขาดตรรกะเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับจึงเป็น คุณลักษณะที่สำคัญที่พบเห็นได้อยู่เสมอๆ ในโครงการประชานิยมของรัฐบาลทักษิณเพราะการแทรกแซงดังกล่าวสามารถเข้าถึง กลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและมีข้อจำกัดต่ำ

เมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการ “ยาขม” ในการแก้ไขปัญหาโดยการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายๆ ด้านจากรัฐบาล ชวน หลีกภัยที่ได้กระทำมาในช่วง พ.ศ. 2541-43 และมาเริ่มมีผลในช่วงรัฐบาลทักษิณ ผลที่เกิดขึ้นก็คือเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด และผู้ที่ชุบมือเปิบในผลสำเร็จดังกล่าวก็คือรัฐบาลทักษิณที่ได้โอ้อวดว่าการ ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นผลงานของตนเอง เฉกเช่นเดียวกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชายที่ได้รับผลพวงจากรากฐานการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจกว่า 7 ปีของรัฐบาลพล.อ.เปรม ด้วยเหตุนี้กลุ่มทุนเดิมจึงไม่สามารถมีที่ยืนในระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้น ได้

กระบวน การ “ล้มทุน”ยังได้แผ่ขยายจากกลุ่มทุนเดิมที่เป็นทุนใหญ่ลุกลามไปถึงทุนเล็กทุน น้อย อย่างร้านโชวห่วย ที่เป็นนายทุนย่อยที่ใกล้ชิดกับชีวิตทางเศรษฐกิจของผู้คนในสังคมไทยมากที่ สุด โดยที่รัฐบาลทักษิณได้แต่ดูดายเพิกเฉย ปล่อยให้บรรษัทค้าปลีกข้ามชาติสัญชาติต่างๆ เข้ามายึดครองและทำลายธุรกิจโชวห่วยอย่างไม่ไยดีตามนโยบายโลกาภิวัตน์อย่าง หน้ามืดตามัวและขาดสติของรัฐบาลทักษิณ จะว่าไปแล้วการ “ล้มทุน”ที่เป็นทุนเล็กทุนน้อยอย่างร้านโชวห่วยเป็นกระบวนการที่โหดร้ายและเป็นโศกนาฏกรรมของสังคมเศรษฐกิจไทยยิ่ง กว่าการล้มทุนเดิมที่เป็นทุนใหญ่เสียอีก เพราะมันหมายถึงการถอนรากถอนโคนความสัมพันธ์ในระดับชุมชนที่มีอยู่ในสังคม ไทยให้ล่มสลายไปอย่างสิ้นเชิง และแปรเปลี่ยนผู้คนในสังคมไทยให้กลายเป็นผู้บริโภคสินค้าที่ร้อนเงินและ กระหายการบริโภคโดยไม่ยั้งคิด

อย่างไรก็ตาม ผลพวงของนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณก็ปรากฏผลเสียที่เป็นหายนะทาง เศรษฐกิจอย่างแท้จริงของมันออกมาเหมือนเช่นที่หลายประเทศในแถบภูมิภาคละตินอ เมริกาได้เคยประสบมาก่อน ความยากจนที่ลดลงในช่วงแรกในรัฐบาลทักษิณก็กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสีย อีกเมื่อหาที่ใส่เงินลงไปอีกไม่ได้ สาเหตุหลักก็คือการแก้ไขความยากจนไม่สามารถทำได้ด้วยการเอาเงินไปแจกแต่ เพียงอย่างเดียว คนจนจะหายจนก็ต่อเมื่อรู้วิธีจับปลาแต่หากแบมือขอรับปลาไปวันๆ ดุจยาจกแต่เพียงอย่างเดียวจะไม่มีวันหายจนได้

สิ่งที่รัฐบาลทักษิณได้ทิ้งเอาไว้ก็คือบรรดาโครงการประชานิยมต่างๆ ที่ปรากฏผลของความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงแบบน้ำลดตอผุดท่ามกลางโครงสร้าง เศรษฐกิจที่มิได้มีการปฏิรูปให้มีความก้าวหน้าติดตามโลกที่เปลี่ยนไปแต่ ประการใด ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการศึกษาที่ควรจะเป็นพื้นฐานในการที่จะสร้าง กระดานสปริงให้เกิดการก้าวกระโดด การปฏิรูปการศึกษาและการปฏิวัติการเรียนรู้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในรัฐบาล ทักษิณเพราะการที่มีประชาชนที่ “รู้ทันทักษิณ”เป็นจำนวนมากจักเป็นอันตรายต่อตัวระบอบทักษิณดังเหตุการณ์ที่ ได้เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

2.อะไรคือ “ล้มปืน”

กระบวนการ “ล้มปืน”ก็เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงเช่นกัน โดยที่กระบวนการ “ล้มปืน”เป็นผลอีกอันหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณได้กระทำในช่วงที่ตนเองได้ครอง อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยผ่านการสร้างรัฐตำรวจขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือข่มขู่ฝ่ายตรงกันข้ามฝ่ายต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเมืองแบบเก่าที่ “ผู้ชนะกินรวบ”หรือ winner takes allของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ในอดีตที่ผ่านมาตัวอย่างของการสร้างรัฐตำรวจก็ คือในยุคของอธิบดีกรมตำรวจที่ชื่อ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ที่มีอัศวินแหวนเพชรพร้อมกับคำขวัญที่ว่า “ไม่มีอะไรใต้ฟ้าที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” แต่การล้มปืนด้วยรัฐตำรวจในยุคนั้นก็มาสิ้นสุดเมื่อ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ผู้บัญชาการทหารบกได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจและสถาปนารัฐเผด็จการทหาร ขึ้นมาแทน

ผลจากการผูกขาดทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสามานย์ที่ใช้เงินเป็นใหญ่หรือ ธนาธิปไตยของกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้สามารถ “ล้มทุน” ได้อย่างนัยสำคัญ และทำให้การ “ล้มปืน” ได้กลายมาเป็นเป้าหมายต่อมาของระบอบทักษิณ แต่วิธีการ “ล้มปืน”ด้วยทุนสามานย์ของระบอบทักษิณได้มีการกระทำอย่างแนบเนียนด้วยการใช้เงินเข้าซื้อจิตวิญญาณความภักดีของทหารบางคน ทำให้ความฮึกเหิมอาจหาญของเหล่าทหารหาญเสื่อมถอยลงด้วยการปรนเปรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ

ล่าสุดปรากฏการณ์ การ ยืนเคียงข้าง (ศพ) ประชาชนของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันที่ให้การสนับสนุนนายกฯ หุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยอาศัยตรรกะของความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด จึงเป็นหลักฐานที่ทำให้มองเห็นกระบวนการ “ล้มปืน”ของรัฐบาลทักษิณที่ได้ดำเนินมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เพราะการ “เป็นกลาง”โดยไม่ยอมทำอะไรขณะที่ฝ่ายตำรวจกำลังเข่นฆ่าประชาชนอย่างเมามันก็คือการเลือกข้างอยู่แล้วว่าตนเองสนับสนุนฝ่ายใด

3.อะไรคือ “ล้มเจ้า”

ถ้าดูเผินๆ ในส่วนของกระบวนการ “ล้มเจ้า” ประจักษ์พยานอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนนักในช่วงแรกๆ ของการครองอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีก็เพียงแต่ความสงสัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลระดับแกนนำและผู้ใกล้ชิด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บางส่วนเป็นผู้ที่เคยเข้าป่าไปร่วมจับปืนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทยมาแล้ว

อย่างไรก็ตามความชัดเจนของกระบวนการ “ล้มเจ้า” ก็เริ่มที่จะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่พรรคพลังประชาชนได้เข้าบริหารประเทศแทนพรรคไทยรักไทยที่ได้ถูกยุบ พรรคไปพร้อมกับการตัดสิทธิทางการเมืองแกนนำพรรค 111 คน ดัง จะเห็นได้จากการสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ที่มีการบรรจุเป็นญัตติแล้วโดย ส.ส.พรรคพลังประชาชน โดยมีการนำเอาฉบับ พ.ศ. 2540 ที่เสนอโดยนายแพทย์เหวง โตจิราการ มาเป็นร่างเกือบทั้งฉบับยกเว้นแต่เพียงไม่ตัดหมวดที่เกี่ยวกับพระมหา กษัตริย์ออก แต่ตัดในส่วนขององคมนตรีออกไป การไม่รับรององคมนตรีโดยกฎหมายสูงสุดให้ดำรงอยู่ก็เท่ากับเป็นการก้าวล่วง พระราชอำนาจเพราะการแต่งตั้งองคมนตรีเป็นการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และหากไม่มีองคมนตรีใครเล่าจะเป็นผู้สนองงานระหว่างรัฐและประชาชน ให้กับพระมหากษัตริย์ นี่ยังไม่นับการเคลื่อนไหวของ นปก.และแนวร่วมที่เคลื่อนไหวจาบจ้วงอย่างชัดเจนดังที่ปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ และการปราศรัยที่มีหลักฐานให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง

4. วันที่ 21 ตุลาคม 2551: สงครามครั้งสุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ วันชี้ชะตาประเทศไทย

จากช่วงเวลานี้จนถึงวันที่ 21 ต.ค. 51 ถือเป็นช่วงเวลาอันตรายที่สังคมไทยควรเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันที่ 21 ต.ค.51 ที่จะถึงนี้เป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจะได้มีการอ่านคำ พิพากษาคดีที่ดินย่านรัชดาฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและภรรยาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตในการซื้อขายที่ดินดังกล่าว

ถึงแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะได้หลบหนีการประกันตัวไม่มาฟังคำพิพากษาใน ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนที่แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าศาลฯ คงจะอ่านคำพิพากษาในวันดังกล่าวหลังจากที่ได้เลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งแม้จะมี จำเลยทั้งสองจะมาปรากฏตัวหรือไม่ก็ตาม

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ผลของการอ่านคำพิพากษาจะทำให้สภาพแวดล้อมทางการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันที่จะหวนกลับมาเหมือนเดิมได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับจำเลยทั้งสองและพวก เพราะฝ่ายจำเลยหรือฝ่ายโจทย์ก็ไม่สามารถอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวต่อไปได้อีก และหากถูกตัดสินว่ามีความผิด บุคคลทั้งสองก็จะเปลี่ยนสถานะจากผู้ถูกกล่าวหามาเป็นจำเลยคดีอาญาที่ถูกตัดสินโดยศาลว่ามีความผิด การหลบหนีหรือการขอลี้ภัยก็จะมีความยุ่งยากเพราะเป็นความผิดส่วนบุคคลในการ ฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดส่วนตัว มิใช่ความผิดทางการเมืองดังที่ทั้งสองพยายามที่จะกล่าวอ้างกับสาธารณชนอยู่ ตลอดเวลา

การต่อสู้ของฝ่ายทักษิณจึงนับได้ว่า เป็นสงครามครั้งสุดท้ายเช่นกัน มิใช่เป็นการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรฯ แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นของทักษิณและพวกด้วย

ความรุนแรงที่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 ที่ผ่านมาจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการเปิดฉากสงครามครั้งสุดท้ายของฝ่ายระบอบ ทักษิณที่กระทำต่อฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่า การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้นรุนแรงและแหลมคมเพียงใด และนี่คงเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย”ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะหงายเพื่อแพ้

หมายเหตุ :
เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด

ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย

ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย
โดย ขอสงวนชื่อ-นามสกุล 27 ตุลาคม 2551 13:08 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

กัปตันคฑาทอง สุวรรณทัต กัปตันการบินไทยผู้เปิดเผยตัวบนเวทีพันธมิตรฯ

พนักงานบริษัทการบินไทยบางส่วนที่เข้าร่วมชุมนุมและให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ ตลอดมา

ดิฉัน ... ปัจจุบันทำงานอยู่กับ บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประจำอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ก่อนหน้าที่จะมาเข้าร่วมการชุมนุม ดิฉันมีความรู้ค่อนข้างน้อยในเรื่องการเมือง เพราะสาเหตุที่ทำงานไม่เป็นเวลา ถ้าเข้างานกะเช้าจะต้องเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เลิกงานบ่าย 3 บ่าย 4 ในช่วงเย็นจึงจะมีโอกาสดูข่าวบ้าง ส่วนวันที่เข้างานกะบ่ายก็เริ่มงานประมาณบ่ายโมง กว่าจะเลิกงานก็ตี 1 ตี 2 จึงไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก เพราะต้องดูแลลูก 2 คน อายุ 14 ปี และ 6 ปี โดยลำพัง และที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน 55 กม. เวลาที่เหลือจากการทำงานจึงมีน้อย ดิฉันหวงเวลาในช่วงวันหยุดมาก ดิฉันเครียดกับงานมาแล้วเพราะเป็นการบริการผู้คน วันหนึ่งๆ เกือบร้อยคนที่เข้ามาติดต่อ จึงทำให้ไม่อยากสนใจกับเรื่องการเมืองนัก แต่จากการที่ทำงานมานานจึงได้รับทราบเรื่องราวของพวกนักการเมืองมาทุกยุคทุก สมัย ทั้งเรื่องลับ เรื่องไม่ลับ เพราะได้เกี่ยวข้องกับบริษัทซึ่งเป็นทางตรงโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การที่แต่งตั้งบุคคลเข้ามาเป็นผู้บริหารในระดับสูงโดยคนที่รัฐบาลจัดมา

จากการบริหารงานของกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อการกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าจะมาช่วยให้บริษัท เจริญรุ่งเรือง เห็นได้ชัดจากการกระทำต่างๆ ที่ฉ้อโกง ไม่มีความกระจ่างในการบริหารจัดการ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจนระบบงานรวนไปหมด กิจการและเงินทองก็หดหาย แถมเอาเปรียบพนักงานชั้นผู้น้อยโดยวิธีการที่ไม่ยุติธรรม จนดิฉันท้อแท้ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอายุมากแล้ว การหางานใหม่เป็นเรื่องยาก แม้แต่จะย้ายไปอยู่ในแผนกอื่นๆ ก็ต้องอาศัยเส้นสายมากกว่าความเหมาะสม

วันหนึ่งดิฉันมีเพื่อนที่เป็นพันธมิตร ชักชวนให้ไปเข้าร่วมการชุมนุม ตั้งแต่รายการของคุณสนธิยังจัดอยู่ที่สวนลุมฯ ดิฉันยังไม่ตอบรับเพราะอยากมีเวลาอยู่กับลูกๆ แต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่เซ้าซี้ เขาก็ไปคนเดียวบ้าง ไปกับครอบครัวเขาบ้างตั้งปี 49 จนกระทั่งวันที่ดิฉันได้ยินข่าวว่าจะมี D-Day สงครามครั้งสุดท้าย ดิฉันรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะแพ้ไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียว แล้วการเอาชนะจำเป็นต้องมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เลยชักจะสนใจ แต่เวลาทำงานไม่อำนวยเลย จึงฝากเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนนำไปช่วยเหลือ ASTV แทน จนกระทั่งวันที่ 29 ก.ย. หลังจากฟังข่าวว่าพันธมิตรถูก นปก. มาบุกทำร้าย เลยทำให้ดิฉันทนไม่ไหวกับการกระทำชั่วครั้งนี้ จึงขอให้เพื่อนพาไปร่วมชุมนุมด้วย

ครั้งแรกที่ได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบ มองไปรอบๆ ตัว จะเห็นผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งล้วนแต่ดูดี มีการศึกษา ต่างอาชีพ ต่างบุคลิก ปะปนกัน แต่ละคนล้วนแต่มาด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยอุดมการณ์ที่รักชาติ รักความถูกต้องเป็นธรรม (สัญชาตญาณเป็นเช่นนั้นจริงๆ) ตอนนั้นที่นั่งยังไม่สะดวกเท่านี้ เวลาฝนตก ดินแฉะ ยุงกัด แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ เวลานั้นมีการรับบริจาคไม้ PALLET มาปู ก็มีอาสาสมัครช่วยกันด้วยความขะมักเขม้น แม้จะร้อนจนเหงื่อเข้าตา บางคนเด็ก บางคนแก่ คนเหล่านี้บางคนก็ดูมีฐานะดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจต่อกันโดยไม่ถือตัว กองทัพธรรมก็มีคนมาดูแลความสะอาดทั้งห้องน้ำและดูแลเรื่องอาหารการกิน ดิฉันประทับใจจริงๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งสวยงาม เต็นท์พยาบาลก็ดูแลคนเจ็บ คนป่วยอย่างเต็มที่ บรรดาแม่ยกก็นำอาหารมาบริจาคตลอด ล้วนแต่เป็นของดี ไม่ใช่ของเหลือเดน

เคยมีครั้งหนึ่ง ดิฉันซื้อของที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ แล้วไม่ได้ตรวจเงินทอน เดินเลยผ่านไปแล้ว พอขากลับมาทางเดิม พ่อค้าที่ขายของให้ก็รีบเรียกให้กลับมารับเงินที่ทอนขาด รู้สึกประทับใจมากขึ้นอีก เพราะถ้าไม่ใช่พวกพันธมิตรก็คงไม่มีทางได้เงินคืน แต่เพราะพันธมิตรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ จึงทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ดิฉันก็ขอบคุณเขาและกล่าวชมน้ำใจเขาด้วย

วันไหน ดิฉันพอมีแรง ไม่เหนื่อยงานก็จะต้องมาที่ทำเนียบเสมอ แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 ชม. จึงกลับบ้าน เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ทุกครั้งที่มาก็ได้พบกับเพื่อนๆ พันธมิตรที่มีอัธยาศัยกันเอง ช่วยเหลือ แบ่งปันกัน เช่น แบ่งขนม แบ่งที่นั่ง แบ่งปันประสบการณ์กัน ทุกอย่างล้วนเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนที่เสียสละเวลา ความสุขส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมมือกันขับไล่คนเลวที่คุกคามประเทศชาติให้ออกไปต้องอดทนอย่างมาก

การที่เรามาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ต้องตั้งมั่นอยู่ด้วยความสามัคคี เชื่อมั่นแกนนำ อะไรที่ผิดพลาดบ้าง เราต้องอภัยกัน อีกทั้งยังต้องหนักแน่น เมื่อใครมาพูดกล่าวว่าพันธมิตรในทางที่ไม่ดี เราต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องโดยไม่รู้สึกโกรธ เพราะเรากำลังต่อสู้กับระบอบทักษิณ ถ้าใจร้อนทำอะไรด้วยอารมณ์ คนอื่นจะมองภาพรวมของชาวพันธมิตรในทางไม่ดี อีกทั้งการแสดงตัวตนของเราเองในที่สาธารณะก็เสี่ยงอันตรายในระดับหนึ่ง เช่นที่ทำงานที่มีคนมากๆ จะมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน พอเขารู้ว่าเรากับเขาเป็นคนละพวกกัน เขาก็จะใส่ร้ายและจ้องจะหาเรื่องเรา ทำให้ต้องคอยระวังตัว หากไปไหนมาไหนคนเดียวก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี เพราะมีเพื่อนชาวพันธมิตรถูกขูดรถบ้าง ถูกข่มขู่บ้าง

อย่าง ไรก็ดี ดิฉันได้สั่งสอนลูกๆ ว่าหากวันใดที่ลูกโตขึ้นและมีกลุ่มคนเลวมาใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือทำลายประเทศชาติ เขาต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสังคม อย่ามัวแต่ห่วงตัวเองมากเกินไป อย่าเมินเฉยกับสิ่งเหล่านี้ แต่ขอให้ฉลาดในการต่อสู้เพราะเราต้องอยู่ในโลกใบนี้ ประเทศนี้ตลอดไป สังคมจึงควรถูกพัฒนาให้เดินในทางที่ถูกที่ควร มิฉะนั้น ภายหลังจะสายเกินแก้

ดิฉันรับ CD (ตำรวจฆ่าประชาชน – กอง บก.) และเอามา WRITE ให้เพื่อนๆ พร้อมแจกแจงให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้พวกที่ไม่รู้ หรือ ยังไม่รู้จักพันธมิตรดีพอ ทำให้เขาไม่ไขว้เขวกับข่าวที่บิดเบือนตาม TV ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล พยายามบอกให้เขาฟังวิทยุ ดูข่าวของ ASTV ให้มากขึ้นก่อนสรุปว่าใครดี ใครไม่ดี บางคนก็รับฟัง บางคนก็ยังไม่สนใจเท่าที่ควร แต่ดิฉันจะพยายามทำไปเรื่อยๆ เหมือนที่คุณจำลองสอนให้น้องบอลพูดว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริง”

ตั้งแต่มาที่ทำเนียบ ดิฉันมีความรู้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกชอบบรรยากาศที่นี่มาก แม้จะไม่ได้อยู่ในห้องปรับอากาศ เก้าอี้นุ่มๆ ยุงไม่กัด แต่ก็มีความสุข คนอื่นๆ ที่มาก็เป็นเช่นนี้ด้วย บางครั้งที่นั่งเต็ม เหลือแต่ที่เลอะเทอะ ก็ไม่ยี่หระ ทุกคนก็นั่งที่พื้นได้ ใครมีอะไรก็แบ่งปันกันกิน ยิ้มแย้มให้กัน ยิ่งเห็นคนแก่ คนเฒ่ายิ่งประทับใจ ขนาดเรายังมีแรงมาก มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นจะให้เพิกเฉยกับสิ่งที่เป็นความชั่วช้าได้อย่างไร แล้วลูกหลานเราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร

วันไหนฝนตกแรง จะรู้สึกสงสารพันธมิตรมาก กลัวจะไม่สบาย ดิฉันศรัทธาแกนนำทุกๆ คน รู้สึกดีๆ กับพันธมิตรทุกท่าน โดยเฉพาะพวกที่ปักหลักพักค้าง เขาเสียสละมากจริงๆ ตัวเองมีภาระทางบ้าน ไม่สามารถมาค้างคืนบ่อยๆ แต่ถ้ามาช่วงข้ามคืน ก็จะตาค้าง ไม่กล้าหลับ เพราะจะคอยระแวดระวัง เกรงจะมีพวกแอบแฝงเข้ามา ทุกวันนี้ตื่นนอนขึ้นมา ต้องรีบเปิดฟัง ASTV ก่อน เพราะกลัวถูกสลาย ถ้าไม่ได้ดู ไม่ได้ฟังจะไม่สบายใจ กลัวตกข่าว เดี๋ยวนี้เลิกดู TV ช่องปกติไปเลย เวลาอยู่ที่ทำงานก็กระวนกระวายใจ คอย CHECK ข่าวตลอด ถ้าเมื่อไรสถานการณ์ล่อแหลม ต้องโทรฯ ตามเพื่อนๆ ที่เป็นพันธมิตรว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหน ทุกวันนี้นอนฝันเป็นเรื่องพันธมิตรอยู่บ่อยๆ เพื่อนห่างๆ ในที่ทำงานหลายคนรู้สึกแปลกใจที่ดิฉันเปลี่ยนไปมาก เดิมทีชอบดูหนัง ฟังเพลง ชอบสบายๆ ไม่ชอบลำบาก กลับมาเป็นคนที่สนใจสังคมสิ่งรอบข้าง โดยไม่ห่วงเรื่องเที่ยวเตร่อีก บางคนก็ชมว่าเก่ง มีน้ำใจ มีความกล้าหาญ เสียสละ จนรู้สึกภูมิใจตัวเองเหมือนกัน

ทุกคนที่รวมตัวกันมาชุมนุมที่นี่ (ทำเนียบรัฐบาล – กอง บก.) ล้วนแต่เป็นคนที่เห็นแก่ประเทศชาติ บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดิฉันนับถือจิตใจทุกคน ไม่เว้นกระทั่งนักร้อง นักวิชาการ แพทย์ พยาบาล พิธีกร ฯลฯ คนเหล่านี้ทุ่มเท เหนื่อยล้ากว่าดิฉันหลายร้อยเท่า ดิฉันมานั่งฟังปราศรัย ไม่ได้ช่วยทำอะไร บางครั้งยังเหนื่อยเลย ถ้ามีอะไรที่จะช่วยใครทำอะไรได้บ้าง ดิฉันอยากช่วย ก่อนนอนเวลาสวดมนต์ ดิฉันจะขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพันธมิตรทุกคนให้ปลอดภัย เพราะชีวิตพันธมิตรเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ชะตากรรมทุกวัน รัฐบาลนี้ไว้ใจไม่ได้เลย ประมาทไม่ได้ เวลาได้ยินเพลง “เทียนแห่งธรรม” ดิฉันรู้สึกขนลุกทุกที ชอบเนื้อเพลงและทำนองมาก ไพเราะจริงๆ

รักชาวพันธมิตรทุกท่าน
ลงนาม
--------------------
หมายเหตุ : จดหมายฉบับนี้ถูกยื่นให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันที่คุ้มคลั่ง-ทรยศแผ่นดิน ปลุกสงครามมวลชน-หนีสภาพ "น.ช.ทักษิณ ชินวัตร"

วันที่คุ้มคลั่ง-ทรยศแผ่นดิน ปลุกสงครามมวลชน-หนีสภาพ "น.ช.ทักษิณ ชินวัตร"

26 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ
เป็นไปตามความคาดหมายที่หลายคนประเมินไว้ก่อนแล้วว่า หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาตัดสินให้ "ทักษิณ ชินวัตร
มีความผิดตามคำฟ้องในคดีทุจริต การจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่ "พจมาน ชินวัตร" ภริยา เป็นคู่สัญญากับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ทักษิณจะต้อง "ธาตุไฟแตก-สำแดงธาตุแท้" ไม่ยอมรับผลคำพิพากษาแน่นอน
ปฏิกิริยาที่ทักษิณแสดงออก ผ่านคำให้สัมภาษณ์และคำแถลงการณ์ที่ส่งไปยัง สื่อทั่วโลก ด้วยถ้อยคำ-ความคิดที่ "สวนกลับ" คำพิพากษาแบบไม่เคารพการตัดสินของศาล จึงมิใช่สิ่งที่ประหลาดใจของสังคม
เพียง แต่สิ่งที่ทักษิณแสดงออกมา หลายคนเห็นว่า "มันมากเกินไป" เพราะมิเพียงแต่ไม่เคารพศาล-จาบจ้วงพาดพิงถึงบุคคลอื่น ตัวทักษิณที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมา 5 ปี และใช้ผืนดินแห่งนี้สร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้กับตัวเอง-ลูกเมีย จนทำให้เป็นบันไดไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี กลับ
"ทุรยศต่อแผ่นดิน"
ด้วย การเผาบ้าน-เผาเมือง กุเรื่องเท็จหลอกลวงชาวโลก ทำให้องค์กรสำคัญของชาติอย่างศาลยุติธรรม ถูกลดความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากบุคคลที่ไม่เข้าใจข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคนต่างประเทศซึ่งไม่ได้มาติดตามเรื่องราวทั้งหมด ก็ย่อมได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประเทศไทย
เช่นการโจมตีว่า "ศาล" กับประโยค
" ไม่มีทางที่ผมจะถูกเนรเทศ เพราะศาลไทยเป็นศาลการเมือง ผมจะเปิดโปงจุดด่างพร้อยของศาลไทย พวกเขาไม่ได้ใช้หลักกฎหมาย พวกเขาใช้การเมือง พวกเขาพยายามเอาศาลมาจัดการการเมือง ประชาชนอังกฤษและชาวโลกเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย"
โปรดอ่านประโยคข้างต้นอีกครั้ง แล้วคิดตามว่านี่คือสิ่งที่ออกมาจากปากอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถือบัตรประชาชน ไทย แต่กลับใส่ความประเทศชาติ เพียงเพื่อต้องการเอาตัวรอดไม่ให้ต้องถูกส่งตัวมาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
ทั้ง ที่หากประชาชนได้ศึกษาคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้อย่างละเอียด ทั้งการลำดับเหตุการณ์-การอธิบายเหตุผล และการยกข้อกฎหมายต่างๆ มาพิจารณาประเด็นข้อโต้แย้งและคำต่อสู้คดีของ ทักษิณกับพจมาน รวมถึงการลงมติขององค์คณะตุลาการทั้ง 9 คนที่ลงมติ 9 ครั้ง
จะพบว่าศาลได้ให้ความยุติธรรมกับจำเลยทั้งสองอย่างเที่ยงธรรมแล้ว แต่ทักษิณกับพจมานเสียอีกที่ "หนีความจริง-หนีคดี ถึงกับไม่ยอมมาเบิกความในชั้นศาล" เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง
อัน แสดงให้เห็นแล้วว่า ทักษิณ-พจมานพยายามทุกวิถีทางเพื่อ "หนีคดี-ล้มคดี" ทุกรูปแบบ ไม่นับรวมกับความพยายามก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การสั่งให้ลูกพรรคพลังประชาชนพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังล้ม คตส.-และคดีความต่างๆ ในชั้นศาลที่จ่อคิวรอต่อจากนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรวมตัว ขัดขวาง และเมื่อเห็นว่า
"แทรกแซงศาลไม่ได้"
ก็ไม่พอใจและต้องการแก้แค้น จึงมีการใช้อำนาจการเมืองผ่าน "นิติบัญญัติ" จัดการ "ล้มกฎหมาย" ที่เกี่ยวกับศาล อย่าง
"ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
ที่พลังประชาชนเป็น ส.ส.เสียงข้างมากในสภาฯ คว่ำกฎหมายดังกล่าวใน "วาระที่ 3" ซึ่งจริงอยู่ว่าไม่ได้ทำให้การพิจารณาคดีต่างๆ ของทักษิณที่อยู่ในชั้นการพิจารณาคดีของศาลฎีกาเวลานี้ได้รับผลกระทบ แต่ก็ทำให้กฎหมายลูกที่ต้องรองรับการใช้อำนาจของศาลฎีกายังไม่มีผลบังคับ ใช้ ไม่นับรวมกับความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมต่อกรณี "ถุงขนม 2 ล้านบาท" ที่ทีมทนายความทักษิณหิ้วขึ้นไปบนศาลฎีกาฯ
ดังนั้น เมื่อความพยายามทั้งหมดไม่สำเร็จ แล้วตัวเองต้องถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา นั่นหมายถึงว่าสถานภาพทักษิณ วันนี้ก็คือการรอที่ต้องเป็น
"น.ช. (นักโทษชาย "ทักษิณ ชินวัตร")
หากเขาถูกจับกุมได้ หรือถูกส่งมาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน!
แม้หลายคนเชื่อว่าโอกาสที่จะได้เห็นนั้นยากเต็มกลืน โดยเฉพาะกับในยุคที่รัฐบาลพลังประชาชนกุมอำนาจรัฐ และมี "น้องเขย" อย่างสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงการไม่เชื่อน้ำยาของ "สำนักงานอัยการสูงสุด" ว่าจะมีความจริงจังในการติดตามตัวทักษิณกลับมา ดำเนินคดีในประเทศไทย หลังจากเห็นการทำงานหลายต่อหลายครั้งของอัยการที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย เช่น การสั่งไม่ฟ้องทักษิณ-พจมาน ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสทฯ ทั้งที่หลายคนเห็นว่าคดีนี้มีความสมบูรณ์ในการสอบสวนมากที่สุดคดีหนึ่ง โดยเฉพาะหลักฐานการโอนเงิน-โอนหุ้นไปซุกไว้ในต่างประเทศ แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้อง โดยคำชี้แจงค้านสายตาสังคมอย่างยิ่ง มันจึงทำให้หลายคนดูจะไม่คาดหวังมากนัก ที่จะได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมารับโทษเหมือนคนปกติ ทว่า ทักษิณเองก็ไม่ยอมตกอยู่ในสภาพตั้งรับ และเมื่อเลือดเข้าตาเช่นนี้ก็ต้องสู้แบบ "หลั่งเลือดล้างแผ่นดิน"
แน่นอน ซึ่งหากดูการเคลื่อนไหวตลอดจนช่องทางการสู้ของทักษิณ จะพบว่าได้พยายามดำเนินการอยู่หลายรูปแบบเช่น
-สู้ทางคดี
อุทธรณ์ สู้โดยใช้สิทธิตาม รธน.มาตรา 278 แต่ประเมินแล้ว แม้ทั้งทักษิณและทีมทนายความจะหวังเป็นช่องทางการสู้คดี แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าทักษิณเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถพลิกคดีได้ เห็นได้จากที่ทักษิณเปิดศึกแบบซึ่งหน้ากับศาล ประเมินแล้วน่าจะเป็นเพียง การ "ยื้อคดี" ให้เนิ่นนานออกไปเท่านั้น
เช่นเดียวกับการต่อสู้การถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งกระบวนการนี้แม้จะต้องทำหลังจากการอุทธรณ์คดีเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่เรื่องการสู้ไม่ให้ศาลอังกฤษส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน มองแล้วทักษิณน่าจะมั่นใจมากกว่าการอุทธรณ์คดีเสียด้วยซ้ำ
เหตุเพราะทักษิณที่มีคอนเนกชั่นกับทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ ที่มีอิทธิพลในอังกฤษ รวมถึงการพยายามยกประเด็นเรื่องผลของคดีเกิดจากการทำ "ปฏิวัติ" เป็นประเด็นหลัก ในการแสดงความคิดเห็นถึงเหตุผลที่ต้องหนีคดีมาอังกฤษ ก็เพราะทักษิณเชื่อ ว่าอังกฤษที่เป็นแม่แบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย จะคิดหนักกับเรื่องนี้ จนทำให้การส่งตัวกลับประเทศไทยย่อมไม่ราบรื่น ทำให้เขาตอกย้ำเรื่อง "ศาล" อย่างหนักเพื่อหวังดิสเครดิตให้มากที่สุด
-สู้ผ่านอำนาจการเมือง
การ ดิ้นพล่านของทักษิณผ่านกระบวนการนี้ จะทำอย่างแนบเนียนที่สุดเพื่อไม่ให้น้องเขยตัวเองต้องกลายเป็นเป้า เพราะแค่การที่รัฐบาลไม่เทกแอกชั่นอะไร ทั้งเรื่องการศึกษาข้อกฎหมาย เรื่องการยึดคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากทักษิณหลังต้องโทษจำคุก การไม่ยึดคืนพาสปอร์ตแดง รวมถึงแม้กระทั่งการปิดหูปิดตา ที่ทักษิณจะปลุกระดมมวลชนผ่านสื่อของรัฐอย่างเอ็นบีที แค่นี้ก็ทำให้ทักษิณกุมความได้เปรียบในฐานะใช้อำนาจรัฐทางอ้อมได้แล้ว
ไม่นับรวมกับอีกหลายกระบวนการที่ต้องจับตา เช่น การพิจารณาสั่งคดีของดีเอสไอในคดีเอสซี แอสเซทฯ เพราะดีเอสไอก็เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่คนของพลังประชาชนบัญชาการอยู่ ที่หากดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องตามอัยการก็จะทำให้คดีเกิดปัญหาแน่นอน ขณะที่ก็ยังมีอีกหลายกลไก
อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แม้จะไม่ได้มีผลอะไรกับคดีของทักษิณ หรือคดียุบพรรคพลังประชาชน แต่หากมีการเปิดช่องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็อาจมีการรื้อรัฐธรรมนูญบางมาตราที่ทำให้ระบอบทักษิณไม่ถูกทำลาย แต่จะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง รวมถึงการแก้ รธน.เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้าม เช่น ลดอำนาจองค์กรอิสระ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ-กกต.-ผู้ว่าการ สตง. หรือเปิดช่องให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงฝ่ายตุลาการ
ทั้งหมดมีสัญญาณว่า ให้จับตาการใช้อำนาจผ่านสภาสูงเพื่อทำกิจกรรมการเมืองบางอย่าง ยิ่งเวลานี้เห็นภาพชัดเจนว่า "สภาสูง" ก็มีความแตกแยก และเริ่มปรากฏกลุ่มซึ่งอาจจะอิงกับฝ่ายรัฐบาลในเวลานี้ ในชื่อ
" ส.ว.-กลุ่ม 24 ตุลา 51" เปิดตัวมาแล้วว่าจะยืนฝ่ายตรงข้ามกับ ส.ว.กลุ่ม 40 ที่เป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล อันพบว่า ส.ว.กลุ่ม 24 ตุลา 51 ส่วนใหญ่เป็น ส.ว.เลือกตั้ง มีความใกล้ชิดกับเครือข่ายนักการเมืองในซีกรัฐบาล
นำโดยประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยที่แนบแน่นกับทักษิณมาหลายสิบปี และมีข่าวมาตลอดว่าถูกทาบทามให้ไปอยู่พรรคเดียวกัน หรือนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ภริยาชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ที่มีน้องชายคือ วารุจ ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์ พลังประชาชน แม้แต่นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ลูกพี่ลูกน้องกับสุชาติ ตันเจริญ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน สายบ้านริมน้ำ ที่กำลังต่อสายทักษิณเพื่อนำทีมกลับไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย
ซึ่งหากระบอบทักษิณกลับมากุมอำนาจทั้งสภาสูง-สภาล่างได้อีก ประสบความสำเร็จในการลดอำนาจองค์กรอิสระ ทำลายอำนาจตุลาการ ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายบางฉบับ มันก็คือการแสดงให้เห็นว่าคำประกาศของทักษิณก่อนหน้านี้ที่ว่า
"วันนี้ไม่ใช่วันของผม ขอให้อดทนรอ"
กำลังจะมาถึงในไม่ช้า!!!!!!
-สู้ผ่านพลังมวลชน
การ สู้ของทักษิณผ่าน "พลังมวลชน" ถือเป็นสิ่งที่หลายคนหวั่นวิตกมากที่สุด เหตุเพราะหากสงครามมวลชนเกิดขึ้นเต็มรูปแบบแล้วนำมาเผชิญหน้ากัน เหตุการณ์ "ไทยฆ่าไทย" อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 กันยายน 2551 ที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ จนมีคนเสียชีวิตหนึ่งคน ก็ย่อมเกิดขึ้นอีกครั้ง
การระดมมวลชนผ่านเครือข่าย ส.ส.พลังประชาชน และหัวคะแนนในชื่อต่างๆ เช่นคนรักเชียงใหม่ 51 -ชมรมคนรักอุดรฯ ให้รวมกลุ่มกันในกรุงเทพฯ วันที่ 1 พ.ย.นี้ ที่เพื่อฟังทักษิณเปิดใจ จึงเหมือนกับพิธีกรรมเพื่อให้
"ทักษิณปลุกเสก"
คาถาสู้เพื่อทักษิณ สู้เพื่อพลังประชาชน ห้ำหั่นพันธมิตรฯ ก็อาจเป็นการเริ่มต้นของสงครามการเมืองเต็มรูปแบบ โดยมีทักษิณบัญชาการอยู่ในต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายอำนาจรัฐในรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน ซึ่งยากต่อการคาดการได้ว่า ศึกนี้จะรบแบบเต็มอัตราศึกหรือไม่ ทุกอย่างจึงต้องรอฟังสัญญาณในวันที่ 1 พ.ย.นี้.
แต่เห็นเค้าลางหลังอดีตนายกฯ ผู้นี้ดิ้นหนีสภาพ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ก็คาดได้ไม่ยากว่า สงคราม-การต่อสู้ครั้งนี้ หากไม่แพ้ชนะกันแบบถอนรากถอนโคนกันไปข้าง ก็ยากจะเห็นภาคจบบริบูรณ์!!!!!!!
ทีมข่าวการเมือง