Loading...

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

ศาสตร์แห่งการนอน หนึ่งวิถีชีวิตชาวม๊อบ

ศาสตร์แห่งการนอน หนึ่งวิถีชีวิตชาวม๊อบ [2 ก.ย. 51 - 16:47]

เสียงกรน ครอกๆระบายจากจมูกชายวัย 50 ปีเศษ บอกให้รู้ว่าเจ้าของ ร่างกำลังเข้าสู่ห้วงแห่งนิทรารมณ์อันหฤหรรษ์

เสียงคนปราศรัยบนเวทีในทำเนียบรัฐบาลกำลังเข้มข้น ฝูงชนโห่รับและปรบมือเกรียวกราวดังมาเป็นระยะๆ แต่ละคราวแสบประสาทหู แต่เจ้าของเสียงกรนยังมั่นอยู่ในอุเบกขา ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น

เสียงกรนหยุด เจ้าของเสียงลืมตาตื่น เห็นคนยืนชวนคุยอยู่ข้างๆ

“มาจากบางกรวยนี่เองครับ มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ง่วงก็เลยออกมานอน”

บอกแล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อ บนเสื่อสีเขียว วางหัวบนเก้าอี้พลาสติกสีขาวต่างหมอน ข้างๆ กายยังมีร่มอีก 1 คัน

บริเวณที่เขานอน คือริมถนนพิษณุโลกฝั่งเหนือ ข้างกำแพงโรงเรียนราชวินิตมัธยม มีผู้คนเดินผ่านไปมา ระหว่างทำเนียบรัฐบาลกับสนามม้านางเลิ้ง

บางคราวคลื่นฝูงชนเหมือนสายน้ำไหล ทำให้เกิดเสียงฝีเท้ารบกวนอยู่ตลอดเวลา

ใกล้ๆกับชายที่นอนบนฟุตปาท ชายสูงวัยอีกคนหนึ่งนอนอยู่บนเปลยวน ใช้ต้นตะแบกริมทางเท้าเป็นเสาเปล เป็นคนมานอนอีกคนหนึ่ง

“เดินมาเหนื่อยๆ ก็ผูกเปลนอนก่อน”

เจ้าของเปลกล่าวอย่างอารมณ์ดี แล้วอธิบายต่ออย่างเป็นกันเองว่า

“ผมเอาเปลมาทุกครั้ง เราแก่แล้วมันเหนื่อยง่าย หาที่เหมาะๆได้ก็ผูกนอน”

ชายชราบอกว่า สะดวกวันไหนก็มา เพราะเป็นข้าราชการเกษียณอายุ

“คนแถวๆ บ้านก็มากันครับ บางวันผมนั่งรถเมล์ บางวันอาศัยรถเพื่อนๆ”

ส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาในม็อบแล้วก็พลัดหลงกัน ทำให้ต่างคนต่างไปและเมื่อถึงเวลาเหมาะควร ต่างคนก็ต่างกลับบ้าน

“เผลอไม่ได้หรอกครับ เผลอเป็นหลง และผมก็ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือด้วย จึงติดต่อกันไม่ได้”

เมื่อถึงเวลากลับบ้าน “ถ้าดึกมากก็อาศัยแท็กซี่ครับ ถ้าไม่ดึกก็ใช้ รถเมล์ โดยมากแล้วผมใช้แท็กซี่ เพราะเราเดินไปขึ้นรถเมล์ไม่ไหว กว่าจะหาป้ายรถเมล์ได้มันต้องเดินไกล แท็กซี่รวดเดียวจบ”

สาเหตุที่ต้องติดเปลมานอน ชายชราบอกว่า ระหว่างอยู่ในม็อบผู้คนแออัด หามุมพักผ่อนไม่ได้ จึงต้องเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง

ศาสตร์แห่งการหามุมผูกเปล ท่านบอกว่าไม่ยุ่งยากอะไรมากขอให้ มีเสาผูกเปลเป็นใช้ได้

ภารกิจวันนี้ ออกจากบ้านตั้งแต่เช้า โดยสารรถเมล์มาลงที่คุรุสภาเดินเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เลยเข้าไปยังสะพานมัฆวานรังสรรค์ ดูร่องรอยของการรื้อที่พักของชาวม็อบ

วนเวียนอยู่พักใหญ่ ก็เดินเข้าไปยังทำเนียบอย่างสบายอารมณ์ วันเวลานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอนตัวออกไปหมดแล้ว เดินสำรวจทำเนียบเสร็จแล้วจึงมาหาที่ผูกเปลนอน

ก่อนจะมานอนเปล ที่นอนของชายชรา ไม่แน่นอน

“คืนก่อนผมนอนในทำเนียบ ฝนตกลงมามากเลย จะนอนในเต็นท์คนมากเกินไป ท่อนบนผมได้พลาสติกคลุม ท่อนล่างไม่มี อะไรคลุมจึงเปียกหมดเลย”

เปียกแล้วก็ “ปล่อยให้มันแห้งไปเอง จริงๆ ผมจะออกจากทำเนียบกลับบ้านก็ได้ แต่เมื่อตั้งใจมาแล้วก็ต้องอยู่ เปียกก็เปียกไป ผมรอถึงเช้าค่อยกลับไปอาบน้ำที่บ้าน แล้วกลับมาใหม่อีก”

หนึ่งราตรีในทำเนียบ แม้จะทุกข์เพราะเปียกปอน แต่ด้วยใจและพลังศรัทธา ทำให้ชายชราสามารถหยัดอยู่

“ตัวผมชุ่มไปด้วยน้ำฝน หนาวนะไม่หนาวมากมายอะไรหรอก แต่ มันเพลีย เหนื่อย มีคนนอนด้วยกันเยอะแยะ กลุ่มหนึ่งนอนในเต็นท์ผ้าใบ กลุ่มหนึ่งนอนข้างนอก นอนค้างในม็อบหนนี้ ผมเพิ่งค้างคืนเดียวครับส่วนใหญ่ผมจะกลับบ้าน”

อยู่ในม็อบถ้าหิว ชายชราบอกว่าไม่มีปัญหา “เรื่องหิวไม่มีหรอกครับ อาหารการกินของเขาเหลือเฟือ ทั้งข้าวกล่อง อาหารแห้งและอาหารที่ทำกันสดๆ”

ต้นทางของอาหาร ชายชราบอกว่า อาหารที่ทำกันสดๆ เป็นฝีมือของกองทัพธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อาหารแห้ง ข้าวกล่อง น้ำไข่ต้ม ผลไม้ ส่วนใหญ่ได้รับบริจาค “เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงครับ ขาดเหลืออะไรประกาศออกไปหน้าเวที ไม่นานก็จะมีคนนำเอามาให้ ไม่รู้หรอกครับว่ามาจากไหน”

ใช่แต่อาหารการกินเท่านั้น “ไฟฉายและข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ก็มีคนมาบริจาค”

พร้อมฉายภาพว่า คืนที่ค้างอยู่ทำเนียบนั้น “เครื่องดื่มเพียบเลยครับ อยากกินกาแฟ โอวัลตินเข้าแถวหยิบมากินได้เลย มีเหลือเฟือ”

เวลาผูกเปลนอนข้างทาง ท่ามกลางเสียงปราศรัยชวนฮึกเหิม เสียงโห่ฮาเกรียวกราว และเสียงฝีเท้าผ่านไปมาไม่หยุดหย่อน ชายชราบอกว่า

“ผมนอนไม่หลับเหมือนเขาหรอกครับ ผมเพียงแค่พักผ่อน ให้ผ่อนคลายเท่านั้น”

ระหว่างสนทนา เสียงระเบิดดังสนั่น เมื่อหันไปมองต้นเสียง ปรากฏว่าหม้อไฟฟ้าริมถนนพิษณุโลกระเบิด ม็อบโห่สำทับตามเสียงนั้นทันที

เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุ เสียงปราศรัยก็กลับมาเหมือนเดิม

เรื่องความกลัว “จะกลัวอะไรละ ผมผ่านมาเยอะแล้ว”

เอ่ยพลางอธิบายต่อว่า ลูกๆ หลานๆ กลัวห้ามไม่ให้มาร่วมแต่ด้วยความศรัทธาในหัวใจ จึงต้องออกมาเกือบทุกวัน

แท้จริงแล้ว การร่วมขบวนการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ชายชราผ่านมาแล้วทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ชายชราย้อนอดีตให้ฟังว่า “ผมอยู่ในสนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีดนตรี มีการปราศรัย มีคนอยู่ในสนามเต็มไปหมดเลยครับกลางคืนผมก็นอนในสนามนั่นแหละ

พอยิงกันต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด ผมกลัวเหมือนกันครับ มันเอาจริงนี่”

ต่อมาเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 “ผมอยู่ในเหตุการณ์เหมือนกันครับ มีการฆ่ากันที่สนามหลวง”

เล่าถึงตอนนี้ ชายชราเหมือนจะนึกขึ้นมาได้ว่า

“ผมเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกับท่านนายกฯสมัครนะครับ คุณชวน หลีกภัย ก็เหมือนกัน เรียนนิติศาสตร์รุ่นปี พ.ศ.2501 เราเห็นๆหน้ากันอยู่”

แม้จะเรียนร่วมสถาบัน แต่อุดมการณ์ต่างกัน ต่างคนจึงต้องต่างยืนกันคนละมุม

เหตุการณ์ระทึก พฤษภาทมิฬ เมื่อ พ.ศ.2535 ชายชราบอกว่า “ผมนอนอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะกัน ผมก็วิ่งเข้าไปในซอย เดินลัดเลาะอยู่ในบางลำภู หาอาหารกินเรียบร้อยแล้วถึงกลับบ้าน”

ทำไมถึงต้องมาอยู่กินกับม็อบ ทั้งๆที่อันตราย และไม่มีความสะดวกสบายอะไรเลย คำตอบจากชายชราผู้เจนเวทีคือ

“ผมเรียนกฎหมาย เมื่อได้ฟังคนปราศรัย ก็เท่ากับได้เรียนรู้ไปด้วย”

มิเพียงแต่ความรู้ด้านกฎหมายเท่านั้น “ด้านรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เราก็ได้เรียนรู้”

เหมือนจะยืนยัน การมานอนข้างม็อบ แท้จริงคือมาเรียนนอกสถาบัน.

ไม่มีความคิดเห็น: