Loading...

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

กองทัพกับการปฎิรูปการเมือง

กองทัพกับการปฎิรูปการเมือง

โดย พลเอก กิตติ รัตนฉายา

อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

บทนำ

ประเทศไทยตั้งแต่ก่อตั้งชาติ เมื่อยุคประวัติศาสตร์สมัยกลาง (Middle Age) ในระบบ ฟิวดัล (Feudalism) นั้น มีรูปของประเทศเป็นแบบราชอาณาจักรตลอดมากว่า 700 ปี ราชอาณาจักรนี้เป็นวัฒนธรรมตะวันออกทางการเมืองการปกครองที่ถูกหล่อหลอมเป็น จิตวิญญาณของชาติตลอดมาล่วงถึงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงประยุกต์ก่อตั้งเป็น ชาติสมัยใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย องค์คุณเอกภาพ 3 ประการ ที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าแยกแล้วจะไม่มีความเป็นชาติคือ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สะท้อนอยู่ในธงไตรรงค์ 3 สีคือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงินสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้น ยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศทั้งปวง

ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์ร่วมกับประชาชาชนช่วยกันปกครองประเทศคือ การปกครองแบบราชประชาสมาสัย ตามคติโบราณ

ก่อนปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยปกครองแบบสมบูรญาสิทธิราช อำนาจอธิปไตย เป็นของพระมหากษัตริย์ เมื่อ พ.ศ. 2475 ทรงมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชนชาวไทยผ่านคณะราษฎร์

ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2475 จนปัจจุปัน ประเทศไทยเกิดวิกฤติการทางการเมืองหลายครั้ง ล้วนเป็น การเกิดวิกฤติจากรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ตามด้วยการยึดอำนาจ การปฎิวัติรัฐประหาร การพัฒนาทางการเมืองจึงไม่ต่อเนื่อง ไม่มีทิศทางและไม่มั่นคง มีขบวนการทำลายสถาบัน พระมหากษัตริย์ ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและมีการ เคลื่อนไหว อย่างปิดลับ และอย่างเปิดเผย เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหา กษัตริย์อย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีขบวนการบ่อนทำลายประเทศโดยใช้ระบอบเผด็จการรัฐสภา เป็นเครื่องมือดำเนินยุทธวิธีแนวร่วม เพื่อก่อสงครามกลางเมือง เพื่อเปลี่ยนรูปของประเทศจากราชอาณาจักรไปสู่สาธารณรัฐ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอาวุธหลัก ก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ที่เรียกว่า ขบวนการสาธารณรัฐ มีความมุ่งหมายและดำเนินการโดยยุทธวิธีแนวร่วม เพื่อ "ล้มปืน-ล้มทุน-ล้มเจ้า"

ในสถานการณ์ปัจจุปัน เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ ระบบทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในอนาคต

รัฐบาลนอมินี

1. ระบอบทักษิณ (Thaksinocracy) เป็นคำนิยามที่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ตั้ง ขึ้นเพื่อนิยามการปกครองของประเทศไทยภายใต้การปกครองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นระบอบที่ยึดกับความคิดและตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณ จนไม่สนใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประเทศแปรสภาพไปอยู่ในรูปแบบของเผด็จการรัฐสภา บ้างก็เรียกแบบการปกครองนี้ว่า "ทักษิณาธิปไตย" ทรราชเสียงข้างมาก", และ "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์จากการเลือกตั้ง" ซึ่งทั้งหมดมาจากคำจำกัดความของระบอบทักษิณ มุ่งโจมตีนโยบายในการบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเพิ่มความชอบธรรมให้กับเหตุการณ์การขับไล่ ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เกิดขึ้นในช่วงพ.ศ. 2548-2549 อย่างไรก็ตาม คำนิยามนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ต้องการขับไล่พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น (1)

2. วิกฤตจากระบอบทักษิณ

-ระบอบทักษิณ ยักยอกรัฐธรรมนูญ ยึดครองประชาธิปไตย

-ระบอบทักษิณ หลงหลทุนนิยมใหม่จนลืมประเทศชาติ

-ระบอบทักษิณ โกงกินชาติบ้านเมือง

-ระบอบทักษิณ ทำให้บ้านเมืองสิ้นความสงบสุข (2)

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( พธม.)

1. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People's Alliance for Democracy: PAD) เกิดจากการรวมตัวกันของหลายองค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นองค์กรอิสระภาคประชาชน จุดประสงค์หลักของการรวมตัวเพื่อกดดันขับไล่ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเห็นว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจส่วนตัวและคนสนิทและประพฤติผิดอีกหลาย ๆ อย่างอันไม่สมควรในการเป็นผู้บริหารประเทศ โดยประสานงานโดยสุริยะใส กตะศิลา และมีแกนนำ 5 คน ได้แก่ สนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, สมศักดิ์ โกศัยสุข, พิภพ ธงไชย, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

2. สาเหตุของการกล่าวหา

3. สัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

กลุ่ม ผู้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะใส่เสื้อสีเหลือง เป็นสัญลักษณ์ และคาดผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า "กู้ชาติ" และผ้าพันคอสีฟ้า ซึ่งเป็นผ้าพันคอพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2549 (1 )

กองทัพไทย

สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพบก นั้นมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกับ การกอบกู้ชาติ และค้ำจุนราชบัลลังค์ มาโดยตลอดจนแม้กระทั่งทุกวันนี้ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก ยังมีการเขียน คำขวัญ บนแผ่นหินอ่อนว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

สถาบันกองทัพ ความสัมพันธ์ระหว่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ และกองทัพนั้นมีมาตั้งแต่เริ่มสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเมืองไทย ดังที่หลายท่านทราบอยู่แล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ มีพระราชประสงค์ให้พระราชโอรสที่ทรงส่งเสียให้ได้เล่าเรียนในต่างประเทศเรียนการทหาร เพื่อจะได้กลับมารับราชการทหารต่อไป เพราะทรงพระราชดำริว่า เมืองไทยจะเปลี่ยนไปในอนาคตอย่างไรก็ยากจะเดาได้ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็ยังจำเป็นต้องมีทหารอยู่นั่นเอง อย่างไรเสีย เมื่อเป็นทหารแล้ว ก็จะยังมีบทบาทหน้าที่รับใช้ชาติได้อยู่นั่นเอง

อำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ที่ผู้ถืออาวุธ กองทัพคือผู้ถืออาวุธและกองทัพมีพระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นจอมทัพ

ปรัชญาในการต่อสู้

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปฎิรูปการเมืองในปัจจุปันนี้ขึ้นอยู่กับองค์กร 3 องค์กร คือ

- รัฐบาล

- พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

- กองทัพ

สมการการในต่อสู้ เพื่อชนะทางการเมืองเกิดขึ้นดังนี้

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย = ต่อสู้กับ ระบอบทักษิณ

= ต่อสู้กับรัฐบาลนอมินี + อำนาจเงิน

= ต่อสู้กับรัฐบาลสมัคร + อำนาจเงิน

นั้นคือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อสู้กับ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ่ายแพ้ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

สรุป ว่าในการต่อสู้เพื่อเอาชนะระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับระบอบทักษิณ ( รัฐบาลนอมินี+พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร )นั้นคือ พันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อสู้กับ อำนาจรัฐ+ อำนาจเงิน ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย่อมสู้ไม่ได้ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แพ้อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

ในโลกนี้ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุปันมีสัจธรรมที่ต้องยอมรับว่าอำนาจรัฐที่แท้จริง คือ ผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือ กองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจรัฐที่แท้จริง จึงเกิดสมการต่อสู้ใหม่ดังนี้

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

ซึ่ง เป็นสูตรสำเร็จ เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งกองทัพและพันธมิตรต้องยอมรับและต้องศึกษา และต้องกำหนดยุทธวิธีทำให้สูตรการต่อสู้ให้เป็นจริงโดยเร็วหากต้องการปฎิ รูปการเมืองหรือปฎิวัติประชาธิปไตย

บทตาม

อำนาจอธิปไตย ซึ่งประกอบด้วยอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการซึ่งเป็น อำนาจรัฎฐาธิปัตย์ ของพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ทรงมอบให้ราษฎร เมื่อปี 2475 ผ่านคณะราษฎรโดยถูกบีบบังคับ คณะราษฎร จึงยังมีความหวาดกลัวต่ออำนาจเดิม ยังมีความสงสัยในชะตาของตนเอง จึงมีการหวงและสงวนอำนาจไว้เพื่อความปลอดภัยของตนเองไม่ได้ใช้ หลักการปกครองโดยธรรม ตามคติการปกครองแบบราชประชาสมาสัยคือพระมหากษัตริย์และราษฎรร่วมกันปกครองประเทศเป็นหลัก อันได้แก่ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีซึ่งเป็นการปกครองโดยธรรม เช่น ทศพิศราชธรรม นิติธรรม ศาสนธรรม ซึ่งมีอยู่ในสถาบันพระมหากษัตริย์และ สถาบันศาสนา ล้วนเป็นสถาบันที่ค้ำจุนบ้านเมืองมาตั้งแต่โบราณจึงทำให้เกิด ปัญหาการปกครองบ้านเมืองตลอดมาตั้งแต่ ปี 2475-ปัจจุปัน

การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองจากพระมหากษัตริย์มาสู่ บุคคลหรือกลุ่มบุคคล หรือหลายบุคคล กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวเป็นแบบมีพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ โดย มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศโดยเลียนแบบหลักการของรัฐ ธรรมนูญที่เป็นสาธารณรัฐหรือมหาชนรัฐแบบฝรั่งเศสและแบบตุรกี และต่อมาได้เลียนแบบ หลักการรัฐธรรมนูญของ สวิตเตอร์แลนด์และอียิปต์ ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญแบบจารีตประเพณีแบบของอังกฤษหรือรัฐธรรมนูญของเดนมาร์ก ฯลฯ ซึ่งเป็นราชอาณาจักร บ้านเมืองของเราจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สับสนวุ่นวาย ขาดความร่มเย็น เป็นสุข เกิดปัญหาต่างๆ ตามกันมามากมาย ทำให้ประเทศเกิด ปัญหารัฐธรรมนูญหรือวิกฤตรัฐธรรมนูญ ตลอดมา

อำนาจรัฎฐาธิปัตย์หรือ อำนาจอธิปไตย ยังคงเป็นของพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระองค์อาจทรงเรียกคืนหรือ ราษฎรถวายคืน ก็ได้ ซึ่งมีการปฏิบัติกันหลายประเทศในยุโรป เพื่อแก้วิกฤติชาติและเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ

การปกครองแบบประชาธิปไตย ตามคติราชประชาสมาสัย จึงเหมาะสมและสอดคล้องกับสังคม จารีตประเพณีของไทย

รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้อำนาจรัฐเมื่อปี 2544 มีพฤติกรรมไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่แนวความคิดที่จะล้มล้าง สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดอำนาจสถาบันพระมหากษัตริย์ และได้พัฒนาเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ใน เวลาต่อมาจนเป็นสาเหตุข้อหนึ่งในหลายข้อที่พันธมิตรประชาชนออกมาต่อต้าน รัฐบาล ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้ใช้สื่อทุกประเภท ประกอบด้วย วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ซีดี อินเตอร์เน็ต และสิ่งพิมพ์อื่นๆ เป็นเครื่องมือโดยทางลับและทางเปิดเผย ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ 2547 ปัจจุปัน ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป

นพ.ประเวศ วะสี ให้ความเห็นว่า "ทุนใหญ่ ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" โดย

๑. ใช้เงินขนาดใหญ่ และการสร้างภาพเข้ามายึดอำนาจทางการเมือง ทำให้อำนาจเสียสมดุลอย่างรุนแรง
๒. ใช้เงินและอำนาจเข้าแทรกแซงองค์กรต่างๆ ทำให้ตรวจสอบไม่ได้
๓. ครอบงำและแทรกแซงสื่อทำให้การรับรู้ของผู้คนไม่ตรงกับความจริง
๔. แต่งตั้งญาติ เพื่อนร่วมรุ่น เข้าไปคุมตำแหน่งสำคัญๆ ทางทหาร พลเรือน ธุรกิจ เป็นการทำลายสถาบันให้แตกแยกและอ่อนแอ
๕. ความที่เป็น Megamania ต้องการให้ทุกคนทุกองค์กรมาขึ้นกับคนคนเดียว ทำให้ประเทศทั้งประเทศอ่อนแอลง
๖. แสวงผลประโยชน์ตามอำเภอใจไม่มีที่สิ้นสุด
๗. ใช้เงินแจกผู้คนให้สนับสนุนตน รวมทั้งให้สินบาดคาดสินบน ไม่ให้กลไกตรวจสอบต่างๆเอาผิดตนได้
๘. ใช้อำนาจในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สร้างภาพ ให้คนเข้าใจผิด และเข้าไปสู่ความขัดแย้งกัน
ทั้งหมดนี้ทำให้ชาติอ่อนแอลงทุกๆทาง ทำให้คนขัดแย้งกัน ทำลายสถาบันทางราชการ ทหาร และพลเรือน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียทางศีลธรรม ไม่สนใจทำนุบำรุงศาสนาอย่างจริงใจ เพียงแต่ใช้เป็นเครื่องมือเท่าที่จะทำได้

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้บรรยายพิเศษได้เปิดโปงว่า มีขบวนการที่ไม่หวังดีกำลังนำประเทศไทยไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ ว่ามีขบวนการ "ล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า" กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในสังคมไทย

ขบวนการล้มปืนนั้นน่าจะหมายถึง การใช้อำนาจการเมืองเข้ามายึดอำนาจในกองทัพ ทำให้กองทัพอ่อนแอ การล้มทุนก็คือการรวบอำนาจกลุ่มทุนให้เหลือเพียงกลุ่มที่เป็นพวกของพรรคเท่านั้น โดยพยายามทำลายทุนของฝ่ายตรงกันข้าม ส่วนการล้มเจ้าก็คือ การล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ แนวความคิดนี้ ดังกล่าวนี้เป็นแนวความคิดที่สอดคล้องกับกลุ่มการเมืองเอียงซ้าย ที่แทรกอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอำนาจบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุปันนี้

กอง ทัพมีบทบาทสำคัญยิ่งที่จะต้อง ช่วยปกป้องและส่งเสริมประชาธิปไตย ที่แท้จริงให้กลับคืนสู่สังคม ประชาชนก็จะมั่นใจในกองทัพ อุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน กองทัพจะต้องกอบกู้ ประชาธิปไตย เสถียรภาพ ความสงบ และความมั่นคงกลับคืนมาสู่ประเทศชาติ อย่างรวดเร็ว ทันเวลาและถาวร

ระบอบ ทักษิณตระหนักดีว่า อำนาจและพลังกองทัพเท่านั้นที่จะสามารถขัดขวางการผูกขาดอำนาจในทุกๆด้านของ ระบอบทักษิณได้และ กองทัพเท่านั้นที่จะสามารถปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้และกองทัพเท่านั้น ที่จะเป็นปัจจัย ชี้ขาดในยามบ้านเมืองประสบกับวิกฤติการณ์ร้ายแรง ไม่ว่าวิกฤติรัฐธรรมนูญ วิกฤติชาติ วิกฤติสังคม ในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน" ฯลฯ

หาก มีรัฐบาลโกงกินคอร์รั่บชั่น มีทั้งอำนาจการเมืองบวกกับอำนาจการเงิน ที่มีพิษร้ายแรงยิ่งกว่าอำนาจการเมือง เพียงอย่างเดียว ปัจจัยกองทัพจึงมีความสำคัญเร่งด่วนเป็นทวีคูณ ในการช่วยปกป้องคุ้มครองประชาธิปไตยและประชาชน เพื่อมิให้ถูกรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ทำลายและนำประเทศชาติไปสู่ความหายนะ ถือเป็นภารกิจแฝงของกองทัพที่จะต้องออกมาแทรกแซง

กองทัพต้องไม่ยอมให้เกิดการรัฐประหารโดยฝ่ายรัฐบาลหรือโดยฝ่ายบริหาร

( Executive coup) เองเพื่อล้มระบอบประชาธิปไตยโดยการทำรัฐประหารตนเองเพื่อปิดปากประชาชน และการเคลื่อนไหวทุกๆด้านๆของประชาชน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

กอง ทัพถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด และมีอำนาจชี้ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน มีวิกฤติการณ์ร้ายแรง สืบเนื่องโดยตรงจากความขัดแย้ง รัฐบาลที่เป็นเผด็จการและขาดความชอบธรรมและเพื่อปกป้อง "ชาติ ศาสน์ พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ"ซึ่งตกอยู่ในภาวะสถานการณ์อันตรายยิ่ง ต้องตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เร่งด่วนว่า กองทัพจะอยู่ข้างใด หากกองทัพเพิกถอนการสนับสนุนค้ำจุนรัฐบาล ไม่ยินยอมใช้กำลังปราบปรามประชาชน รัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมย่อมล่มสลาย

และสิ้นอำนาจอย่างแน่นอนที่สุด เช่นในกรณีกองทัพโปรตุเกส ทำให้รัฐบาลเผด็จการ พลเรือนขาดความชอบธรรมล่มสลายในพริบตา เมื่อปี 2517

กองทัพต้องอยู่บนเส้นของความถูกต้อง ความเป็นกลางจึงไม่มีและมีไม่ได้ เพราะการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ ความจริงกับความเท็จ ความดีกับความชั่ว ธรรมกับอธรรม ซ้ายกับขวา ล้วนหมายถึงการต่อสู้ที่ไม่มีคำว่าเจ๊าหรือเสมอกัน จะมีได้ก็ฝ่ายหนึ่งชนะกับอีกฝ่ายหนึ่งแพ้เท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลสำคัญที่สุดเป็นเพราะว่าการต่อสู้ที่ไม่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะย่อมหมายถึงการต่อสู้ที่ ไม่บรรลุผลตามเป้าประสงค์ที่กำหนดไว้

การแยกทหารออกจากการเมืองไม่ได้หมายความว่า ทหารจะไม่สนใจการเมือง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเหตุการณ์ทางการเมือง ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความอยู่รอดของประเทศชาติและของระบอบประชาธิปไตย ตรงกันข้าม การแยกทหารออกจากการเมือง หมายถึง การที่ทหารจะไม่เข้ามาแทรกแซง ก้าวก่าย บงการ การบริหารประเทศของรัฐบาลในยามที่บ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ แต่เมื่อใดที่บ้านเมืองต้องประสพกับวิกฤติการณ์ร้ายแรง มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ กองทัพจะอยู่นิ่งเฉยมิได้ จะปัดความรับผิดชอบต่อประชาชนไม่ได้ แต่จำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการให้เหตุการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์และความขัดแย้งระหว่างบรรดาพรรคการเมืองและนักการเมืองมาทำลายประเทศและประชาชน (3)

บทสรุป

ในโลกนี้ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุปันอำนาจรัฐที่แท้จริง คือ ผู้ถืออาวุธ และผู้ถืออาวุธคือ กองทัพ ดังนั้น กองทัพจึงเป็นผู้ถืออำนาจรัฐที่แท้จริง และเป็นปัจจัยชี้ขาดจาก สมการการต่อสู้

1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แพ้ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

เป็น 2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

ดังนั้นหากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องการเป็นฝ่ายชนะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องเป็นแนวร่วมกับกองทัพ จะต้องทำให้กองทัพเข้ามาสนับสนุน ต้องทำให้กองทัพ กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นฝ่ายเดียวกันให้ได้ หากทำไม่ได้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

เคล็ด ลับอยู่ที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะทำอย่างไรให้กองทัพมาร่วมกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อทำให้ สมการการต่อสู้ สมบูรณ์ คือ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ รัฐบาล + พ.ต.ท.ทักษิณ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

กอง ทัพจะต้องตระหนักว่า มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ทหารจะต้องร่วมมือกับพลังประชาธิปไตยที่กำลัง ปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกันกับกองทัพ คือป้องกันและรักษา ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาธิปไตย นำไปสู่การปฎิรูปการเมือง หรือการปฎิวัติประชาธิปไตย

จำ เป็นอย่างยิ่งที่ กองทัพจะต้องหันมาใช้วิธีทางการเมืองที่จะส่งสัญญาณและสร้างความกดดันต่อ รัฐบาล ถ้าจำเป็นและเป็นทางเลือกสุดท้าย กองทัพจะต้องแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความห่วงใยที่กองทัพมีต่อประเทศชาติ ตลอดจนความตั้งใจจริงในอันที่จะทำทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ เพื่อจะกอบกู้อธิปไตยและความสงบสุขของบ้านเมือง อาณาประชาราษฎร์ ให้กลับสู่ภาวะปกติ เฉกเช่น กองทัพโปรตุเกส และกองทัพตุรกี

กอง ทัพจะต้องอยู่ข้างประชาชนและเป็นกองทัพของพระราชาและพระราชินีด้วยการ ปฏิบัติที่เรียกว่า ปฏิบัติบูชา ด้วยศรัทธา จงรักภักดี ด้วยวิธีอย่างสูงสุด ยิ่งยวด

กอง ทัพ สามารถมีบทบาทในการพิทักษ์ประชาธิปไตย โดยการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กระบวนการยุติธรรมและศาลยุติธรรมของประเทศ ร่วมกับประชาชนได้อย่างสมเกียรติภูมิ

เมื่อ เกิดวิกฤติร้ายแรงในบ้านเมือง กองทัพต้องสามารถแสดงจุดยืน เรียกร้องอย่างเด็ดขาดต่อฝ่ายบริหารให้เคารพต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและ ระบบยุติธรรมของบ้านเมืองและปฎิเสธการทำลายชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนในชาติ ตลอดจนการใช้อำนาจโดยมิชอบของนักการเมือง

หน้าที่สำคัญที่สุดของกองทัพก็คือ การปกป้องดูแลรักษา กติกาสังคมประเทศชาติให้มีเสถียรภาพ สันติสุขความเป็นธรรมและความก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย

ผู้บัญชาการทหารทุกระดับชั้นยศจะ ต้อง ไม่ขัดขวาง และต้องให้การสนับสนุนแนวความคิดการปฏิรูปการเมืองและการฟื้นฟูระบอบ ประชาธิปไตยอย่างแข็งขัน โดยผู้บัญชาการทหารต้องไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลนักการเมือง ต้องเห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาประชาธิปไตยและความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง รักษาและเปิดโอกาสให้การเมืองภาคประชาชน ซึ่งจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นำไปสู่การปกครองแบบราชประชาสมาสัยโดยแท้จริง และเป็นผู้ทำตามสมการการต่อสู้เพื่อเอาชนะ ให้เป็นจริง คือ

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย + กองทัพ ชนะ อำนาจรัฐ + อำนาจเงิน

กองทัพไทยมีบทบาทสำคัญยิ่งทางการเมืองที่ต้องพิทักษ์รักษาสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน กองทัพประกอบด้วยเสรีชนในเครื่องแบบ กองทัพย่อมตระหนักดีอยู่แล้วว่า ในสภาพการณ์พิเศษ ประเทศชาติและประชาธิปไตยจะอยู่รอดได้อย่างไร กองทัพต้องทำอะไรบ้าง

การรัฐประหารในตุรกีและการปฏิวัติในโปรตุเกส ได้ตอกย้ำให้เราเห็นแล้วว่า เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถทำลายประชาธิปไตยได้ การปฏิวัติ/รัฐประหาร ก็สามารถนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่บ้านเมืองได้เช่นกัน

อ้างถึง

(1 ) พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย - วิถิพิเดีย

(2 ) หยุดระบอบทักษิณ นายแก้วสรร อติโพธิ

(3 ) กองทัพกับประชาธิปไตย ท่านทูตสุรพงษ์ ชัยนาม

ไม่มีความคิดเห็น: