Loading...

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

ทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
11 กันยายน พ.ศ. 2551 05:00:00
'ทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง'

:

ถ้าพรรคพลังประชาชน อ้างว่าความผิดของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นเรื่อง "เล็กน้อย"

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : เพราะเกี่ยวกับการทำรายการทำอาหารทางทีวีเท่านั้น จึงควรจะสามารถได้รับเสียงข้างมากในสภา ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็กรุณากลับไปอ่านคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเสียใหม่ให้ละเอียด

ประเด็นที่นายสมัคร ผิดอย่างชัดเจนและหนักหน่วงคือเรื่อง "การขัดแย้งผลประโยชน์" ของคนที่อาสามาเป็นผู้ปกครองประเทศ ที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนตน และอะไรคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ

และที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่า ประเด็นแรก ก็คือ การทำหลักฐานเท็จของนายสมัคร เพื่อต่อสู้คดีนี้... เพราะถ้าหากคนเป็นนายกฯ ยังสร้างเอกสารปลอมย้อนหลัง เพื่อผลประโยชน์แห่งตนได้ ก็แปลว่าเขาจะทำอะไรชั่วๆ ที่เราคาดไม่ถึงได้

คำวินิจฉัยหลายตอนของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ควรจะเป็นบทเรียนสอนเยาวชนไทยและคนไทยทั่วไปว่าด้วยความสำคัญของจริยธรรมและศีลธรรม

ตอนหนึ่ง คำวินิจฉัยบอกว่า

"...ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ซึ่งบัญญัติห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างของบุคคลใดเพื่อให้การ ปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นไปโดยชอบ ป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์...อาจจะก่อให้ เกิดสถานการณ์ขาดจริยธรรมซึ่งยากต่อการตัดสินใจ...ทำให้ต้องเลือกอย่างใด อย่างหนึ่งระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ...

...เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งคำนึงถึง ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันใน ลักษณะที่ประโยชน์ส่วนตัวจะได้มาจากการเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ...

...การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวบรรลุผล จึงมิใช่แปลความคำว่าลูกจ้างในรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือตามกฎหมายภาษีอาการ เท่านั้น เพราะกฎหมายแต่ละฉบับย่อมมีเจตนารมณ์แตกต่างกันไปตามเหตุผลและการบัญญัติ กฎหมายนั้นๆ...ทั้งกฎหมายดังกล่าวก็เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ...ทั้งยังมีเจตนารมณ์ที่จะ ป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย..."

พูดง่าย ๆ ก็คือว่านายสมัคร แยกไม่ออกว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนตน และอะไรคือผลประโยชน์ของประชาชนโดยทั่วไป

ดังนั้น ใครที่อ้างว่าเข้ามามีอำนาจตามครรลองประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้แปลว่าเขารู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ และอะไรคือผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวกเลยแม้แต่น้อย

อีกตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยบอกว่า

"...หลักฐานทางภาษีอากรดัง กล่าวข้างต้นที่ว่า ก่อนหน้านั้นผู้ถูกร้อง (สมัคร สุนทรเวช) ได้รับค่าจ้างแสดงไม่ใช่ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นการทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้ถูกร้อง..."

การ "ทำหลักฐานย้อนหลังเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง" นั้น เป็นความผิดร้ายแรงสำหรับคนธรรมดาแค่ไหน หากคนเป็นนายกฯ กระทำเช่นนั้น ในสามัญสำนึกก็ต้องถือว่าความผิดนั้นรุนแรงกว่าหลายเท่า และการลงโทษก็จะต้องหนักหน่วงกว่าหลายเท่าเช่นกัน

คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และเคยเป็นมือกฎหมายสำคัญคนหนึ่งในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ตอบคำถาม (ตีพิมพ์ใน "ไทยโพสต์" ฉบับเมื่อวานนี้) ประเด็นนี้ว่า

"....ถ้าเป็นผม จะไม่กลับมา มันคงอธิบายให้โลกทั้งโลกฟังไม่ได้ว่า นายกฯ กระทำการขัดในเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม... ในคำวินิจฉัยบางส่วนยังระบุว่า เชื่อได้ว่ามีการทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จึงเป็นเรื่องจริยธรรมที่ลึกซึ้ง"

ความผิดของนายสมัคร ครั้งนี้จึงหนักหนาสากรรจ์กว่าที่พรรคพลังประชาชน จะพยายามสร้างภาพปิดบังอำพรางประชาชนคนไทยทั่วประเทศหลายเท่านัก

หากสมัคร กลับมาอีกครั้ง คนที่จะออกมากลางถนนไม่ใช่แค่ที่กลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาลแน่นอน

คนทั้งประเทศจะลุกฮือขึ้นมาทวงคืนประเทศ จากพวกชั่วช้าทำลายชาติอย่างแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น: