Loading...

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

หนทางไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสังคมไทย

ทัศนะวิจารณ์

ไชยันต์ ไชยพร
8 กันยายน พ.ศ. 2551 00:17:00
หนทางไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสังคมไทย

ไชยันต์ ไชยพร

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ในสมัยโบราณ เมื่อเกิดความขัดแย้งของผู้มีอำนาจในสังคม ยกกำลังไพร่พลเข้าประหัตประหารกันทีไร ชาวบ้านก็เดือดร้อนกันไปหมด ดั่งคำพังเพยโบราณที่ว่า "หญ้าแพรกก็แหลกลาญ" ยิ่งรบกันนานยืดเยื้อเป็นหลายสิบปี ชาวบ้านก็ยิ่งทุกข์ยากกันถ้วนหน้า เพราะไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ชาวบ้านก็ไม่ได้ดิบได้ดีอะไรไปด้วย ความดีอย่างเดียวที่ชาวบ้านจะได้ ก็คือ ความสงบสันติเท่านั้น แต่นั่นเป็นเรื่องของยุคโบราณที่การปกครองอยู่ในมือของกษัตริย์หรือขุนนาง ไม่กี่คน

เมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ที่ว่ากันว่า อำนาจอยู่ในมือของประชาชนคนส่วนใหญ่ หากมีความขัดแย้งระหว่างผู้มีอำนาจอิทธิพลเกิดขึ้น ประชาชนย่อมไม่ยอมนิ่งเฉยเป็น "หญ้าแพรกแหลกลาญ" แต่จะใช้กลไกของอำนาจเสียงส่วนใหญ่เป็นตัวตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะจริงอยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเสียงที่เที่ยงธรรม ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด แต่กระนั้น มันก็สามารถทำหน้าที่เป็นตัวตัดสินปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า การตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะมีฝ่ายที่เห็นว่า คำตัดสินนั้นไม่เป็นธรรม แต่กระนั้น ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มันก็เป็นคำตอบสุดท้ายของปัญหา หากไม่ยอมตามแล้ว เสียงส่วนใหญ่ย่อมมีพลังมากพอที่จะยุติและลงโทษผู้ฝ่าฝืนมติมหาชน

แม้จะรู้สึกไม่พอใจ เพราะเห็นว่า ไม่เป็นธรรม แต่ก็ต้องยอมรับคำพิพากษาของมหาชน การกล้ำกลืนยอมรับเสียงมหาชนที่ตนคิดว่าไม่เป็นธรรมนั้น ย่อมหมายถึงการสูญเสียอัตลักษณ์หรือหลักการแห่งความยุติธรรมที่ตนเชื่อถือ เพื่อแลกกับการผสมกลมกลืนอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมต่อไป แต่ถ้านานๆ ไป ถึงจุดหนึ่ง คนบางคนก็คงไม่สามารถยอมรับเสียงส่วนใหญ่ได้อีกต่อไป หากมันถึงจุดที่ความเป็นตัวตนของตนนั้นต้องถูกทำลายจนไม่เหลืออะไร หากทนจำนนต่อเสียงมหาชนต่อไป ก็เหมือนตายทั้งเป็น

ดังนั้น ในบางครั้ง เราจะพบคนที่ไม่ยอมจำนนต่อเสียงส่วนใหญ่ และเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตนเชื่อ แม้จะต้องเจ็บปวดทรมานหรือตายก็ยอม ดีกว่าอยู่อย่างตายทั้งเป็น ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ใดๆ หลงเหลืออยู่

ที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมของชีวิตคนเรา ที่เมื่อเดินเข้าสู่สถานการณ์ความขัดแย้ง ย่อมต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และเมื่อเลือกอย่างหนึ่งก็จะต้องเสียอีกอย่างหนึ่งไป หากเลือกยอมรับคำตัดสินของเสียงข้างมาก ก็ต้องเสียหลักการและตัวตนของตัวเอง แต่ก็ทำให้ชีวิตของผู้คนในสังคมดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดความสับสนวุ่นวาย หรือหากเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อหลักการความถูกต้องที่ตนยึดถือ ตัวเองก็จะกลายเป็นแกะดำ เป็นตัวสร้างปัญหาความวุ่นวาย และอาจนำตัวเองไปสู่ความหายนะวิบัติได้ แต่กระนั้น ก็ยังสามารถรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองได้จนวินาทีสุดท้าย

แต่กระนั้น ก็ไม่ใช่ว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม จะอยู่ในเงื่อนไขของการได้อย่างเสียอย่างเสมอไป เพราะในบางครั้งบางครา ไม่ว่าจะตัดสินเลือกเดินทางไหน ก็หายนะทั้งสองทาง ซึ่งถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่สุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง

ในวิกฤติการเมืองขณะนี้ ดูเหมือนว่า สังคมไทยกำลังเข้าสู่วิกฤติร้ายแรง ที่ไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหน ก็เสียหายทั้งนั้น ไม่ใช่ได้อย่างเสียอย่าง เพราะแม้จะเสียอย่างแต่ก็ยังได้อย่าง

ก่อนหน้านี้ การเลือกเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย่อมถือว่าอยู่ในเงื่อนไขของการได้อย่างเสียอย่าง นั่นคือ ผลที่จะได้จากการต่อสู้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงหรือล้มไป คือ การยืนยันหลักการความเสมอภาคทางกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมของคนทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องหนีศาลลอยนวลไป และสาเหตุที่จำเป็นต้องชุมนุมยืดเยื้อ ก็เพราะรัฐบาลทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เคยทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่า จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่กลับแสดงอาการลับๆ ล่อๆ ชักเข้าชักออกอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งการดำเนินนโยบายที่สร้างความเสียหายในเรื่องปราสาทพระวิหาร และอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลเสียต่อสาธารณะที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อก็ย่อมต้องมีไม่ น้อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากมุมมองของผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจในเป้าหมายของฝ่ายพันธมิตร

แต่ขณะนี้ สถานการณ์ได้ก้าวเข้าสู่เงื่อนไขที่ว่า ไม่ว่าจะเลือกเดินไปทางไหน ก็แลเห็นแต่ความสูญเสีย หากพันธมิตรเลือกที่จะสลายการชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาล และแกนนำยอมมอบตัวต่อข้อหากบฏอันเป็นข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด เป้าหมายของการต่อสู้ก็อาจจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ ขณะเดียวกัน หากตัดสินใจที่จะชุมนุมต่อไปและไม่ยอมมอบตัว ผลที่ตามมาก็อาจจะชนะ ทำให้นายกรัฐมนตรียอมลาออก แต่กระนั้น ผลที่ตามมา ก็คือ หลักแห่งความเสมอภาคตามกฎหมายก็จะเสียหายไปทันที และอาจเกิดปรากฏการณ์ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นๆ จะใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ยอมเคารพเชื่อฟังกฎหมายอีกต่อไป

และเช่นเดียวกันที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชน ก็ตกอยู่ในทางสองแพร่งแห่งความหายนะนี้ด้วย ไม่ว่าจะลาออก-ยุบสภา หรือดื้อรั้นอยู่ต่อ ก็เสียหายทั้งนั้น

ความหายนะครั้งใหญ่ของสังคมไทยที่จะ เกิดขึ้นตามมาจากการไม่เชื่อฟังกฎหมายของฝ่ายพันธมิตร ก็คือ การลุกฮือขึ้นของฝ่ายตรงข้ามและรวมทั้งประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการขัดขืนคำ สั่งกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเหตุผลอันชอบธรรมในการลุกขึ้นมาต่อต้านฝ่ายพันธมิตร เพื่อปกป้องความเป็น "นิติรัฐ" ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นการแก้แค้นอันชอบธรรมที่ฝ่ายพันธมิตรเคยโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่หลบหนีกระบวนการยุติธรรม และประชาชนเหล่านี้จะไม่ยอมเชื่อฟังกฎหมายด้วย และจะยกการกระทำของแกนนำพันธมิตรขึ้นเป็นข้อโต้แย้ง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หนทางเดียวที่จะทำให้ไม่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสังคมของเรา ก็คือ ต้องเริ่มจากการที่นายกรัฐมนตรียอมลาออกหรือยุบสภา หรือไม่ก็พรรคร่วมรัฐบาลต้องเปลี่ยนขั้ว และต่อมา อย่างน้อยแกนนำพันธมิตรก็ควรจะย้ายการชุมนุมออกจากทำเนียบไปที่สะพานมัฆวานฯ และยอมมอบตัวสู้คดี (หากความพยายามในการร้องต่อศาลในกรณีที่มีการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินไปไม่ เป็นผล) และรักษาการต่อสู้เพื่อ "ประชาธิปไตยใหม่" และการเป็น "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้กลายเป็นสถาบันทางการเมืองต่อไป โดยไม่สร้างข้อกังขาให้กับคนในสังคม และรวมทั้งผู้สนับสนุนขบวนการพันธมิตรเองด้วย

หากนายกรัฐมนตรีไม่ยอมลาออกหรือยุบสภา การประท้วงของฝ่ายพันธมิตรก็จะยังคงปักหลักยืดเยื้ออยู่ที่ทำเนียบต่อไป และเชื่อว่า จะมีการประท้วงที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว ยากที่นายกรัฐมนตรีจะทนอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

เพราะขณะนี้ ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (และก็อย่าลืมว่า ผลโพลล์ที่สำรวจความเห็นของประชาชนชี้ว่า คนที่เห็นด้วยการกับประกาศ พ.ร.ก. มีจำนวนพอๆ กันกับคนที่ไม่เห็นด้วย) แต่ในขณะที่ยังบังคับใช้ พ.ร.ก.นี้อยู่ การชุมนุมของพันธมิตรในเขตกรุงเทพมหานครนั้นย่อมถือว่าขัดต่อ พ.ร.ก.ในขณะนี้ฝ่าย นปก.ได้เคลื่อนย้ายการชุมนุมออกไปจากกรุงเทพมหานครแล้ว ภาพที่ปรากฏออกมา ก็คือ ฝ่ายพันธมิตรไม่เคารพกฎหมาย

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นหรือ ไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนสามฝ่าย นั่นคือ ตัวนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาล และพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ไม่มีความคิดเห็น: