Loading...

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

การเมืองใหม่กับรัฐบาลแห่งชาติ...กับการเมืองเก่าที่เน่า เหม็น ฟอนเฟะ

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
15 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00
การเมืองใหม่กับรัฐบาลแห่งชาติ...กับการเมืองเก่าที่เน่า เหม็น ฟอนเฟะ

:

ทำไม "การเมืองใหม่" และ "รัฐบาลแห่งชาติ" จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นทุกวัน?

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คำตอบก็คือ ยิ่งนับวันนักเลือกตั้งบ้านเมืองก็ยิ่งพิสูจน์ว่าตนไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้

และยิ่งนับวัน คำว่า "ประชาธิปไตย" ของไทย ก็ยิ่งมีความหมายเพียงแค่การแข่งขันกันหาเสียงเพียงเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภา มากกว่าพรรคอื่น และเพื่อยึดกุมอำนาจทางการเมือง เพื่อจะสามารถแสวงหาประโยชน์แห่งตนเท่านั้น

เพราะพรรคการเมืองในสภาทั้ง 7 พรรค เล่นเกมชิงไหวชิงพริบมากกว่าการทำงานเพื่อแก้วิกฤติ คำว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" จึงมีความหมายที่สำคัญมากขึ้นกว่าทุกครั้งที่บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤติ

เพราะเมื่อ "รัฐบาล" หมายถึง เพียงการยื้อแย่งตัวเลขของมือที่จะยกสนับสนุนใครมาเป็นนายกฯเท่านั้น แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการแก้ปัญหาที่หนักหน่วงของบ้านเมือง แน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ตั้งคำถามว่าการเมืองแบบเก่าอย่างนี้จะมิยิ่งนำพา ประเทศไปสู่วิกฤติหรือ?

เมื่อสภาไม่อาจจะแก้ปัญหาประเทศชาติ ได้ และมิหนำซ้ำกลับกลายเป็นตัวสร้างให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนมากขึ้น เจ้าของประเทศที่แท้จริงส่วนใหญ่ก็ย่อมจะต้องถามหา "รัฐบาลที่สะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน"

นั่นคือที่มาของคำว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" ซึ่งไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาตั้งรัฐบาลร่วม กันโดยไม่มีฝ่ายค้านหรือแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีตามโควตาบนพื้นฐานของจำนวนที่ นั่งในสภาเท่านั้น

แต่ "รัฐบาลแห่งชาติ" ในยามวิกฤติเช่นนี้ ยังหมายถึงการเปิดทางให้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกให้กับประเทศชาติ และให้เชิญคนดีคนเก่งข้างนอกที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเลือกตั้งเข้ามาร่วม บริหารประเทศ เพื่อยืนยันว่าประเทศชาติไม่ได้มีแค่พรรคการเมืองในสภา และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ ที่เป็นพลังเงียบ และพร้อมที่จะแสดงจุดยืนของตนเพื่อไม่ให้ประเทศชาติต้องล่มจมต่อหน้าต่อตา เพราะฝีมือของตัวละครไม่กี่ตัวบนเวทีการเมืองระดับชาติเท่านั้น

ในทำนองเดียวกัน คำว่า "การเมืองใหม่" ก็เริ่มจะเป็นประเด็นที่มีสาระที่น่าถกแถลงกันให้ลุ่มลึกมากขึ้น เพราะ "การเมืองเก่า" ที่เห็นอยู่วันนี้ไม่สามารถจะตอบโจทย์ของชาวบ้านที่ถูกนักการเมืองและนัก เลือกตั้ง "จับตัวเป็นประกัน" ตลอดเวลาอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

นักเลือกตั้งอ้างคำว่า "ประชาธิปไตย" เข้าไปทำมาหากินในสภาและมองเห็นการเมืองเป็น "ธุรกิจ" ของตน ที่มี "กำไร" เป็นเป้าหมายสูงสุด แต่เอาคำว่า "ตัวแทนประชาชน" มาเป็นหน้ากากเพื่อหลอกลวงคนทั้งประเทศ

การเมืองเรื่องเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ เต็มไปด้วยความฉ้อฉล และกลเม็ดเด็ดพรายที่ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติสามารถฝ่าข้ามไปสู่จุดของการ พัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง

ก็วิกฤติที่สร้างความปั่นป่วนให้ ประเทศชาติที่เราเห็นกันอยู่วันนี้มิใช่เป็นฝีมือของนักเลือกตั้งที่ไม่สนใจ จริยธรรม ความโปร่งใส และ ความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ?

วิกฤติที่ประเทศไทยเจอมาหลายปีไม่ใช่ เป็นเพราะคนชื่อทักษิณ ชินวัตร นำเอา "ระบอบทักษิณ" ที่อาศัยเงินและอำนาจเพื่อกุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาเพื่อผลักดันสิ่งที่เป็น ประโยชน์เฉพาะตนหรือ?

วิกฤติวันนี้มิได้เกิดเพราะ "นอมินี" ของทักษิณ ที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทักษิณ และพวกไม่ให้ต้องได้รับโทษตามกฎหมายหรือ?

วิกฤติวันนี้ไม่ใช่เพราะ สมัคร สุนทรเวช ดื้อด้านตั้งตัวเองเป็น "ผู้ปกปักรักษา" สิ่งที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยหรือ?

ด้วยเหตุนี้แหละที่คนไทยสิ้นหวังกับนัก เลือกตั้งและกำลังต้องการเห็น "การเมืองใหม่" และ "รัฐบาลแห่งชาติ" ที่จัดระบบให้ภาคประชาชนมีบทบาทในการเมืองระดับชาติอย่างคึกคักและเป็นกิจจะ ลักษณะอย่างแท้จริง

ประชาธิปไตยต้องมิใช่เพียงแค่ให้ ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงแล้วปล่อยให้นักเลือกตั้งปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติ อย่างไรก็ได้โดยอ้างว่า "ฉันมาจากการเลือกตั้ง"

"การเมืองใหม่" ที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีสูตรเดียว และไม่จำเป็นที่จะต้องถูกนิยามโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็ได้ประกาศแล้วว่าสูตร 70:30 เป็นเพียงตุ๊กตาที่ต้องการกระตุ้นให้คนไทยทั้งสังคมช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ และถกแถลงเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในทำนองเดียวกัน "รัฐบาลแห่งชาติ" ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นไปตามสูตรเดิมๆ ที่ให้พรรคการเมืองทั้งหมดตั้งรัฐบาลร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายค้าน... แต่จะต้องเป็นรัฐบาลในสถานการณ์พิเศษที่เปิดทางให้คนในสภาและนอกสภามีโอกาส ได้ร่วมกันแสวงหาทางออกให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติ

การเมืองเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองแต่เพียงกลุ่มเดียว

วัน "สภาล่ม" เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ก็สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของความฟอนเฟะของ "การเมืองเก่า" แล้วมิใช่หรือ?

ไม่มีความคิดเห็น: