Loading...

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

การเมืองใหม่ที่จำเป็น ในการแก้ วิกฤติ ที่สุดในโลก

การเมืองใหม่ที่จำเป็น ในการแก้ วิกฤติ ที่สุดในโลก
โดย : สมภพ บุนนาค
เมื่อ : 22/09/2008 11:26 AM ตาม ที่มีการพูดถึงการเมืองใหม่กันอย่างกว้างขวาง ว่าจะเป็นความหวังของประชาชนที่จะได้เห็นความเลวร้ายของนักการเมืองในระบบ เก่าที่จะต้องถูกชำระล้างออกไป โดยเฉพาะการเมืองในระบอบทักษิณที่มีพฤติกรรมปฏิเสธการตรวจสอบตนเองและการทำ งานอย่างโปร่งใสขององค์กรอิสระทั้งหลายทั้งปวง ไม่เว้นแม้แต่การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ที่กล้าจะพลิกความผิดให้เป็นถูกได้ตลอดระยะการครอบครองอำนาจที่ผ่านมา

นับตั้งแต่เกิดคดีความซุกหุ้นภาค 1 เมื่อปี 2544 ที่ได้สร้าง ความสับสนให้แก่สังคมด้วยวาทะที่ว่า "บกพร่องโดยสุจริต" ท่ามกลาง การให้อภัย ของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำนวนหนึ่ง แต่ก็สะท้อนให้เห็น ถึงกระบวนการ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้า แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระ จนองค์กรอิสระเกิดความเรรวนและเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกันก็มีความพยายาม อย่างยิ่งที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับ ระบบการเมืองพรรคเดียวที่รวมศูนย์ อำนาจเด็ดขาดใน สภาผู้แทน เพื่อตนจะได้มีอำนาจสูงสุด จนภาพลักษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้กลายเป็นเทวดาของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชนบท หรือในระดับรากหญ้า ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายประชานิยม ที่ทำให้ ส.ส.ต่างจังหวัดกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลไปด้วย และ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาล เสียงข้างมากดังที่ปรากฏอยู่ขณะนี้

และหลังจากที่การเมืองใหม่ได้ มีการพูดถึงบนเวทีพันธมิตรฯ โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล และนายสุริยะใส กตะศิลา ที่ได้เห็นตรงกันและเสนอความคิดเรื่อง ส.ส. ควรมาจากการเลือกตั้งแบบเดิม ที่ 30% และมาจากการเลือกตั้งจากกลุ่มอาชีพทุกกลุ่มอีก 70% เพื่อจะได้เห็นภาพสัดส่วนตัวแทนของทุกอาชีพอย่างแท้จริงเพื่อที่จะมีการ ถ่วงดุลและ คานกันเองในการทำงานบริหารบ้านเมืองทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนทุกฝ่าย และ ทุกสาขา อาชีพโดยรวมทั้งประเทศให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวก็ได้ ทำให้เกิดความคิดเห็นที่แตกแยกแบ่งฝ่ายกันอย่างมาก และอาจเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ ต่อการที่จะได้เห็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของประชาชนจากทุกภาคส่วนว่าต้อง การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง แบบไหนอย่างไร โดยผู้ที่เห็นด้วย และยินดีร่วมในจุดยืน กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะมีจำนวนมากขึ้นหรือไม่ล้วนเป็น ปรากฏการณ์ ที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป ดังมีดัชนีชี้วัดจากการจำหน่ายจานดาวเทียม ASTVที่มียอดส่งออกไปมากกว่า 3 ล้านจาน ซึ่งน่าจะมีผู้ชมผ่านช่องทางนี้มากกว่า 15 ล้านคน โดยที่ยังไม่นับรวมยอดผู้ชมจากทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนเคเบิลทีวีและผู้มาร่วมชุมนุมที่อยู่อีกเป็นจำนวนมาก

ที่น่าสังเกตก็คือ พัฒนาการของ ASTV จากเดิมที่เคยเป็นทีวีของสื่อผู้จัดการ แต่วันนี้ ASTV กลายเป็นสื่อของประชาชนไปแล้ว ด้วยความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชน อันทำให้บทบาทของ แกนนำพันธมิตรฯทั้ง ห้าคนจะต้องคิดและวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการที่จะนำพามวลชนอันมหาศาลนี้ไปสู่การ เปลี่ยนแปลงเพื่อการเมืองใหม่ที่ดีกว่าเก่าได้อย่างไร

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะต้องช่วยกันคิดว่า หากเอาระบอบทักษิณออกไปได้ แต่ระบบการเมืองและการเลือกตั้งยังคงเหมือนเดิม การเมืองก็ยังเป็นการเมืองน้ำเน่าเหมือนเดิม เราจะทำอย่างไร ต่อไป

สำหรับผมเองแล้วอาจจำเป็นต้องประกาศจุดยืน ที่ เห็นด้วยและสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เพราะเชื่อว่า แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ไม่ได้มีอำนาจเชิงโครงสร้าง และไม่มีผลประโยชน์เชิงรูปธรรม แต่ผลประโยชน์ทางบารมีนั้นไม่แน่เพราะเป็นเรื่องศรัทธา ของแต่ละคน ที่มีต้นทุนของตนเองต่างกัน

ทั้งนี้การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาประกาศการเมืองใหม่นั้น เท่าที่เข้าใจและจับประเด็นได้มี 3 ประการ คือ ประการแรก ต้องการการเมืองที่หลุดพ้นไปจากการผูกขาดอำนาจจากคนบางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองเก่า ที่มีผลประโยชน์ อิงอยู่กับ ทหาร ราชการพลเรือน,พ่อค้า นักธุรกิจการเมือง และเจ้าพ่ออิทธิพลที่มีบารมีอยู่เหนือ มิจฉาชีพทั้งหลายในท้องถิ่นประเทศไทย ประการที่ 2 ต้องการการเมืองที่โปร่งใส เพราะปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่า การเมืองไทยไม่โปร่งใส สกปรก และเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนจำนวนมากและประการที่ 3 คือ การเมืองที่ต้องเปิดพื้นที่ให้กับการมีส่วนร่วมของ ประชาชน เพราะปัจจุบันที่ยังเป็นการเมืองแบบเก่า ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมมีแต่การถูกล่วงละเมิดอยู่เป็นประจำ

ระบบการเมืองเก่าได้สร้างลักษณะความสามานย์ไว้ 5 ประการ คือ

1. การเมืองน้ำเน่าที่วนเวียนอยู่กับกระบวนการโกงเลือกตั้งด้วยวิธีซื้อสิทธิ - ขายเสียงและการใช้อิทธิพลท้องถิ่นผ่านระบบหัวคะแนนที่เกณฑ์คนไปเลือกตั้งโดยการแจกเงินและสัญญาว่าจะให้ซึ่ง ทรัพย์สินและสิทธิต่างๆ แก่ประชาชนในพื้นที่ของตน คนเหล่านี้ล้วนติดต่อเชื่อมประสานสัมพันธ์ กันด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ตักตวงเอาจาก สินทรัพย์ และทรัพยากร ของประเทศกันอย่างเสรีมาช้านาน โดยกฎหมายและกติกาใดๆก็ควบคุมไม่ได้ ประชาชนและสังคมถูกข่มขู่ให้จำ ยอม ว่าเป็นเรื่องปรกติที่นักการเมืองส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันกันเข้า สู่โครงสร้างอำนาจจนเคยชิน ซึ่งการเมืองแบบนี้เป็นการเมืองที่น่าอัปยศอดสู ล้าหลังทำให้สังคมประเทศชาติเสื่อมทราม พัฒนาไม่ได้มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน

2. เมื่อการเมืองมันเน่าเฟะ ก็เกิดการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่นคดโกงเป็นจำนวนมากและกระทำกันได้ทุกรูปแบบ เพราะนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมาด้วยต้นทุนที่แข่งขันกันจำนวนมากดังกล่าวต่างก็ต้องการเข้าไปดำรงตำแหน่ง ต่างๆ ที่จะมีโอกาสกอบโกยเอาผลประโยชน์ที่ลงทุนไปกลับคืนมาให้มากที่สุดและเร็วที่สุด อันเป็นเหตุให้รัฐบาลที่มาด้วยระบบการเลือกตั้งเช่นนี้จะไม่สามารถบริหารประเทศให้ดีได้เพราะมีแต่คนที่จ้องแต่จะรีบถอนทุนคืน และ เร่งรัด เอาผลกำไรมาต่อยอดให้กับตนเอง เพื่อใช้เป็นทุนเลี้ยงดูพลพรรคของตนเองให้ให้เป็นหัวคะแนนต่อไป.

3. การเมืองที่ไม่คำนึงถึงข้อกฎหมายใดๆ ไม่สนใจจริยธรรมความถูกต้องหรือใช้กฎหมายเพียงเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจและ ปกป้องผลประโยชน์ของตน โดยใช้เสียงข้ามมากลากไปตามความต้องการของตนและพวกอันเป็นการละเมิดและฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะต้องออกมาเพื่อรักษาประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม

4. การเมืองเก่าที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพประชาชน ด้วยการใช้กลไก รัฐตำรวจ และเครือข่าย อันธพาลที่จัดตั้งด้วยถุงเงินของทุนสามานย์ผ่านนักวิชาการทาสและหัวคะแนนสร้างมวลชนบ้าคลั่งเข้าเผชิญหน้า และคุกคามข่มขู่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ใช้สิทธิเสรีภาพ ของตนที่ออกมาคัดค้านการเมืองสกปรกตามกฎหมาย

5. การเมืองเก่าภายใต้ระบบทักษิณที่ไม่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ดังตัวอย่างเช่นกรณีเขาพระวิหารที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นเพียงซากปราสาท ที่เราถูกศาลโลก ตัดสินให้เป็น ของเขมร ไปแล้ว ไม่ควรปลุกระดมความรักชาติให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ ขณะเดียวกัน คนทั่วไปไม่เข้าใจว่า รัฐบาล สมัคร กระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190.ที่มีผลผูกพัน ทุกองค์กรและมีนัยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่าง นักการเมืองที่ทรงอำนาจอยู่ในทั้งสองประเทศซึ่งชี้ให้เห็นว่า นักการเมืองเข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นแต่ไม่ยอมเปิดเผย ว่ามีผลกระทบต่อผลประโยชน์ประเทศชาติอย่างไร

ขณะเดียวกัน ในส่วนนักวิชาการเอง ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันชัดเจนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมา ก่อนแต่โดยรวมก็อยากวิเคราะห์ว่า น่าจะแบ่งออกได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆโดยพวกหนึ่งอาจจะ มีความคิดที่ยังติด อคติ คือ อยู่ 3 ประการ คือ

1.อคติกับสถาบัน ซึ่งนักวิชาการพวกนี้ไม่ยอมรับข้ออ้าง การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของพันธมิตร โดยมองว่าเป็นความคิด ล้าหลัง คลั่งชาติ ถอยหลัง เข้าคลองและก้าวไม่ทันโลก

2.อคติกับทหาร เพราะเขามองว่าทหารมีความคิดเผด็จการและเป็นเครื่องมือ ของอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น และ

3.อคติกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะแกนนำ (สนธิ-จำลอง) ที่ได้ออกมาเสนอการปฏิวัติประชาชน และมีแนวคิดที่จะสร้างการเมืองใหม่ ที่ยังไม่ชัดเจนว่า จะเป็นอย่างไร เช่นข้อเสนอเรื่อง สัดส่วน 70-30 ที่เป็นเพียงข้อเสนอเชิงตุ๊กตา เท่านั้นเป็นต้น

ซึ่ง ทั้ง สาม อคตินี้ จำเป็นต้องทบทวน อย่างยิ่งเพราะอาจทำให้การประเมิน สถานการณ์ปัจจุบันผิดไปจากความเป็นจริงและอาจเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกแบ่ง ขั้วในหมู่ประชาชนและกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองไปในที่สุด และแม้แต่ ความเห็นดังกล่าวนี้ ก็อาจมีบางส่วน คิดได้ว่า อคติ กับ ทักษิณเกินไปหรือเปล่า ซึ่งแท้ที่จริง ทักษิณ หรือระบอบ ทักษิณ นี้ก็เป็นเพียงผลพวง ของ ระบอบการเมืองไทย ที่ตกอยู่ภายใต้ อิทธิพล ของกลุ่มการเมือง หรือเครือข่ายการเมือง ที่สกปรก อันดำรงอยู่ในโครงสร้างการเมืองไทยมาช้านานแล้วนั่นเอง.

อนึ่ง สำหรับแนวทางการเมืองใหม่ ที่ควรพิจารณาเป็นเบื้องต้น ที่นอกจากจะต้องปกป้อง รัฐธรรมนูญปี 50 ที่ถือว่าเป็นยาแรงสำหรับ พรรคการเมืองและนักการเมืองให้ดำรงอยู่และใช้ไปอย่างน้อย สัก 5 ปีเพื่อเป็นผงฟอกขาวเผ่าพันธุ์ นักการเมืองไทยให้ใสสะอาด.ในระดับที่พอเชื่อได้ว่ามิได้มุ่งเข้ามาเพื่อ แสวงหาประโยชน์ อันมิชอบดังที่เห็นและเป็นไปอยู่ขณะนี้ การเมืองไทย ก็จะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ขอแต่เพียงคนไทย ส่วนใหญ่ต้องอดทนและอดกลั้นต่อ สภาพการณ์ ที่อาจจะมีการ ปลุกระดม ต่อต้านกันอย่างไร้เหตุผลและไร้วิจารณญาณ ที่พวกเราทั้งหลายสามารถจะใช้เหตุผลธรรมดาไตร่ตรองดูก็จะเข้าใจได้ไม่ยากนัก

ทั้งนี้ ขอเสนอ แนวทางการคัดกรองนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่มุ่งแต่จะเข้าสู่ โครงสร้างอำนาจรัฐให้ได้โดยไม่เลือกวิธีว่าผิดถูกอย่างไร เป็นตัวอย่างแบบไทยๆมาช้านาน โดยจะขออนุญาต นำบางส่วน จาก บทความ -ของท่าน ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ที่ลงใน นสพ.ผู้จัดการ เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2549.ที่ท่านได้ อ้างถึง อาจารย์.อุดร ตันติสุนทร อดีตสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้เดินทางไปดูงานการเลือกตั้งที่ประเทศญี่ปุ่น และพยายามศึกษากระบวนการปฏิรูปการเมืองของญี่ปุ่น ว่าได้ค้นพบกระบวนการพยายามแก้ไขปัญหาการใช้เงินซื้อเสียงในประเทศเขา ซึ่งมีหลายส่วนคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งที่ประเทศไทย และอาจจะอีกหลายๆประเทศ.ในโลก.

อดีตสมาชิกวุฒิสภา อุดร ตันติสุนทร ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "ญี่ปุ่นปฏิรูปการเมืองโดยปฏิรูปนักการเมืองสำเร็จแล้ว" ในบทความสั้นๆ ดังกล่าว อดีตสมาชิกวุฒิสภา อุดร ตันติสุนทร ได้มีการท้าวความถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมืองญี่ปุ่น ซึ่งเกี่ยวพันกับนายกรัฐมนตรีทานากะในกรณีขออนุมัติซื้อเครื่องบิน Lockheed L1011 และนายกรัฐมนตรีทาเกชิตะในกรณีที่บริษัทรีครู้ท ซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้ขายหุ้นให้แก่เลขา ภรรยาและลูกนักการเมือง ในราคาต่ำสุด ทำให้มีกำไรจากการขายหุ้นคืน และผลสุดท้ายนายทาเกชิตะต้องลาออก จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นตื่นตัวและเห็นพ้องต้องกันว่า การซื้อเสียงเป็นความอัปยศของชาวญี่ปุ่นทั้งชาติ ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปนักการเมืองโดยรีบด่วน

อดีตสมาชิกวุฒิสภา อุดร ตันติสุนทร ได้สรุปกระบวนการการปฏิรูปนักการเมืองของญี่ปุ่นเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการ เมืองในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยไว้โดยสังเขปว่า มี ส.ส. หนุ่มกลุ่มหนึ่ง นำโดย ส.ส. ฮาตะ และ ส.ส. โฮโซกาวา โดยได้ร่วมกันเสนอแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งใหม่ และผ่านสภาได้เป็นผลสำเร็จ มีสาระสำคัญดังนี้

1.ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะถือว่าเป็นผู้มีภาวะเป็นผู้ใหญ่แล้ว (ทั้งนี้ เพื่อให้มี วุฒิภาวะเพียงพอต่อการตัดสินใจในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ ส่วนรวมและส่วนตัว โดย คำนึงถึงอนาคต สังคมและประเทศชาติเป็นหลักได้ **ผู้เขียน.)

2.ห้ามแจกเงิน แจกของ หรือกระทำการใดๆ ที่ส่อไปในทางหาคะแนนนิยมโดยการเอาใจราษฎรในทางที่ผิดทำนองคลองธรรมทั้งนี้ ทั้งเวลาก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง

3.โปสเตอร์มีได้ขนาดเดียว 42 x 42 ซม. และต้องไปปิดไว้ที่แผ่นป้ายของ กกต. เท่านั้น ปิดที่อื่นผิดกฎหมาย

4.การปราศรัยหาเสียง ให้ทำได้ในที่ชุมชนหรือห้องประชุม จะโฆษณาไปตามท้องถนนไม่ได้ ผิดกฎหมาย

5.ระยะเวลาในการหาเสียงเลือก ส.ว./ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เวลา 17 วันนายกเทศมนตรี 14 วัน, ส.ส. 12 วัน ที่ให้เวลาน้อยเพราะเขาถือว่า คนดีนั้นเขาเป็นผู้ทำดีมาโดยตลอดแล้วไม่ใช่มาดีตอนหาเสียง

6. ให้มีศาลเลือกตั้ง คดีเลือกตั้ง เป็นคดีอาญายอมความไม่ได้

7. ผู้สมัครที่ทำผิดกฎหมายให้รวมถึงผู้เกี่ยวข้องด้วย เช่น ญาติพี่น้อง เลขา ที่ปรึกษา (Joint responsibility) ถูกลงโทษหมด แล้วแต่ใครเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด ก็รับโทษเท่านั้น

8. ผู้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งต้อง "เข้าคุก" อย่างเดียว ไม่มีการปรับ

อย่างไรก็ตามวิธีการที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่นนี้ คงนำมาใช้ในประเทศไทยไม่ง่ายนัก แต่ควรคิดที่จะเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้ไป และที่สำคัญต้องมีการลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อให้เป็นตัวอย่างและเพื่อการป้องปราม (deterrence) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทษการจำคุก เพราะในแง่หนึ่งคนที่โกงการเลือกตั้งคือคนที่ทำลายระบอบการเมืองการปกครอง ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายประเทศชาติ จึงเป็นการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม

***และสำหรับผมเองแล้ว.อยากจะเพิ่มเติม อีก สองข้อให้มีความชัดเจน ขึ้นดังนี้

1. ต้องมีข้อห้าม มิให้นักการเมืองและพรรคการเมืองกระทำการหาเสียงและสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเองและพรรค ด้วยการสัญญาว่าจะให้ ซึ่งผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่างๆ รวมทั้งการแจกข้าวของ เงินทองให้กับบุคคล และสาธารณะ ไม่ว่าก่อน หรือหลังการ เลือกตั้ง เพื่อเอาใจประชาชนในทางที่ ผิดทำนองคลองธรรม อย่างเด็ดขาด ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ให้รวมถึง คนใกล้ชิด เช่น เลขา ลูกหลาน พ่อแม่ และญาติ พี่น้อง และเพื่อนที่พิสูจน์ได้ว่ากระทำการนั้นเพื่อผลประโยชน์ ต่อการได้มาซึ่งตำแหน่งหน้าที่ ของนักการเมืองและพรรคการเมือง นั้นๆ ดังกล่าว

2.ห้ามมิให้ พรรคการเมืองให้การสนับสนุน ด้าน การเงิน แก่ลูกพรรค ทั้งก่อนและหลัง การเลือกตั้ง นอกเหนือไปจาก ค่าใช้จ่ายในงานธุรการ ของเจ้าหน้าที่ พรรค ที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีนายทุนพรรค เข้ามาแสวงผลประโยชน์ โดย ผิด กฎหมาย

อย่าง ไรก็ตามที่กล่าวมาทั้งหมด ผมเองเห็นด้วยที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่เพราะต้องการให้ สังคมพ้นไปจากสภาพที่สามานย์และเลวร้ายดังกล่าว โดยขณะนี้ทางแกนนำพันธมิตรฯ ได้เตรียมเชิญนักวิชาการมาระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบการเมืองใหม่ ขณะเดียวกันการเปลี่ยนระบอบการเมืองใหม่นั้น ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยจะต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รู้ถึงระบอบการเมืองเก่าที่มันเน่าเฟะ มีการทุจริตคอรัปชั่น เมื่อประชาชนได้รับรู้แล้ว สุดท้ายเขาก็จะเปลี่ยนแนวความคิดและยอมรับระบอบการเมืองใหม่ได้ในที่สุด

** ขณะเดียวกันได้ มีกลุ่ม 30 ส.ว.ที่ มาจากการ.เลือกตั้งและสรรหา นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว เลือกตั้งจาก.กทม. และประธานคณะกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี นายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยองและ นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ก็ได้ออกมา ร่วมกันแถลงที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายนนี้ว่าได้นำเสนอคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ว่าควร ต้องมีคุณสมบัติ 7 ประการ ดังนี้ คือ

1. ต้องมีความ อดทน ตั้งใจแก้ไขปัญหาประเทศด้วยการ ยึดหลักสันติวิธี
2. มีจิตสำนึก ซื่อสัตย์ และบริหารงานอย่าง มีธรรมาภิบาล
3. เป็นผู้ที่ทำให้ประชาชนไว้วางใจ และมี และสามารถทำให้เกิดเสถียรภาพ
4. ไม่เป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายนำไปสู่ความแตกแยก
5. มาจากกระบวนการในระบบรัฐสภา
6. ต้อง - มีวิสัยทัศน์เพื่อการปฏิรูปการเมือง ใจกว้าง และพร้อมรับฟังความคิดเห็น ผู้อื่นอย่างกว้างขวางและรอบด้าน
7. เปิดโอกาสให้ประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรต่างๆ แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้โดยไม่ถูกครอบงำ

สำหรับ จุดยืนของผม คือไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงใดๆมาแก้ปัญหานี้ เพราะเป็นความขัดแย้งในหมู่ประชาชน เป็นความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่ต้องแก้กันด้วยกระบวนการทางการเมืองที่มี สำนึกแห่งความรับผิดชอบของนักการเมืองที่แท้จริง มิใช่โจรการเมืองที่แอบแฝงเข้ามาเพื่อปล้น ชาติปล้นประชาชน เป็นว่าเล่น โดยเฉพาะ ผู้นำประเทศปัจจุบันที่ โดยมารยาทตามที่รัฐบาลของประเทศอื่นๆเขาได้ทำกันก็คือ รัฐบาลควรต้องลาออกได้ เพื่อรักษาประชาธิปไตย เพราะขณะนี้รัฐบาลหมดความชอบธรรมแล้ว

และประการสำคัญการออกมาต่อต้านรัฐบาลของกลุ่ม พันธมิตรนั้น ผมเชื่อว่าไม่ได้ออกมา เพราะความขัดแย้งที่เป็นปัญหาส่วนตัวของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาส่วนรวม ทั้งระบบ ที่มีตัวบุคคลเกี่ยวข้องโดยที่สั่งสมมาช้านานแล้ว และเมื่อถึงที่สุดแห่งความขัดแย้งนั้นประชาชนที่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ในระดับที่ แน่นอนย่อมแยกแยะได้ พวกเขาจึงได้พร้อมใจกันออกมาแสดงออกให้เป็นที่ประจักษ์ โดยมิได้เกรงกลัว ต่อภัยที่มาจากอำนาจใดๆ เพราะพวกเขาพร้อมแล้วที่จะเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่ดีกว่าในไม่ช้านี้.

สมภพ บุนนาค
เรียบเรียง และสรุป ความ เพิ่มเติมใหม่
จากการนำเสนอ ในที่ประชุม เครือข่ายผู้ร่วมพัฒนา ชาติไทย เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 ณ ห้องประชุม อาคาร ขวัญมอ มหาวิทยาลัย ขอนแก่น

ไม่มีความคิดเห็น: