Loading...

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

พัฒนาการของการเมืองไทย

ทัศนะวิจารณ์

ไชยันต์ ไชยพร
11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:55:00
พัฒนาการของการเมืองไทย

ไชยันต์ ไชยพร

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ การเมืองไทยของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่สาเหตุของวิกฤติคืออะไร แต่ละฝ่ายก็คงตอบไม่เหมือนกัน บ้างก็ว่าสาเหตุของวิกฤติเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้อง บ้างก็ว่าสาเหตุมาจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ ขณะเดียวกัน ถ้าลองสวมวิญญาณของนักรัฐศาสตร์ที่มองสถานการณ์อย่างไม่เลือกข้างเลย ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายใต้วิกฤติการเมืองนี้ ก็มีดัชนีชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการทางการเมืองในแนวประชาธิปไตย เพราะประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ต่างมีความตื่นตัวทางการเมืองในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และกระแสการตื่นตัวทางการเมืองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะกลุ่มคนบางช่วง วัย-เพศ การศึกษา หรือเฉพาะกลุ่มที่มีสถานะทางเศรษฐกิจการเมืองใกล้เคียงกัน เพราะ "ประชาชน" แต่ละฝ่ายประกอบไปด้วยคนทุกระดับชั้นและวัยที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะเห็นเพศหญิงเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยมากกว่าเพศชายก็ตาม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นักสังคมวิทยาการเมืองน่าจะได้เข้าไปเก็บข้อมูลเพื่อทำ การศึกษาหาคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว

ความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางการ เมือง ถือเป็น "input" ที่สำคัญสำหรับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะความตื่นตัวในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจะช่วยให้ รัฐบาลตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชน รวมทั้งตีกรอบการทำงานของรัฐบาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบถอดถอนนักการเมือง ถ้ามองอย่างไม่เข้าข้างใคร ต้องยอมรับว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าวของประชาชนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ประชาธิปไตย เข้มแข็ง

แม้ว่าข้อเรียกร้องและการประท้วงของ ประชาชนจะมีความแตกต่างและขัดแย้งกัน หน้าที่ของรัฐบาล ก็คือ การพยายามหาจุดที่เป็นศูนย์รวมที่ความต้องการอันแตกต่างของแต่ละฝ่ายพบกัน หรือซ้อนทับกันได้ หรือที่เรียกว่า "focal points" แต่ถ้ารัฐบาลมองประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นมิตรหรือศัตรูไปเลย ก็จะทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่ทำงานลำบาก จริงอยู่ว่า รัฐบาลอาจจะมาจากคะแนนเสียงของประชาชนฝ่ายหนึ่ง แต่ในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคน

การมองประชาชนที่ไม่ได้เลือกหรือสนับ สนุนตนเป็นศัตรูหรือเป็นปฏิปักษ์เกิดขึ้นชัดเจนในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยกตัวอย่างเช่น การกล่าวว่าจะให้งบประมาณช่วยเหลือแก่พื้นที่ที่เลือกพรรคไทยรักไทย การกล่าวเช่นนี้ถือได้ว่าถ้าไม่ใช่พวกมือใหม่ทางการเมือง ก็ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมืองแท้ๆ เพราะเท่ากับเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นมิตร-ศัตรูกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งไม่มีรัฐบาลในประเทศเสรีประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วเขาทำกัน

ขนาดรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ก็ยังพยายามที่จะดำรงสถานะของการเป็นรัฐบาลของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ ภาพลักษณ์ที่ปรากฏออกมาจึงถูกฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยวิพากษ์ วิจารณ์โจมตีไม่น้อย ทั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์สามารถดำรงความเป็นรัฐบาลที่ไม่อยู่ฝ่ายไหนชัดเจนได้ดี กว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ หรือแม้แต่รัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช แม้ว่ารัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีจากฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็มิได้ออกมาตอบโต้รุนแรงหรือยั่วยุอย่างที่คุณสมัครได้ทำไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำว่า "แตกหัก" ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม หรือใช้คำว่า "ฆ่า" กับประชาชนที่เห็นต่างจากคุณสมัคร หรือแม้กระทั่งการพูดว่าจะแก้เนื้อหามาตรา 63 และประกาศไปว่า พันธมิตรคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะกลัวแก้มาตรา 63 ทั้งๆ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องมาตรา 63 เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำแบบนี้ เท่ากับเป็นการยั่วยุบิดเบือน รังแต่จะทำให้คนมาร่วมชุมนุมมากขึ้นเปล่าๆ ถ้าคุณสมัครตั้งใจให้คนออกมาร่วมชุมนุมมากๆ ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับนักการเมืองเก๋าเกมอย่างท่าน เพราะจะว่าไปแล้ว ทำไปก็ไม่ได้ผลดีอะไรในทางการเมือง มีแต่ความสะใจเท่านั้น

จะว่าไปแล้ว ส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคนยังมีความเป็นผู้แทนราษฎรที่ไม่ปฏิเสธประชาชนฝ่าย ตรงข้ามตนไปเสียทุกเรื่องอย่างไร้เหตุผล ของแบบนี้ บางทีเงียบเฉยไว้น่าจะเป็นผลดีเสียกว่าออกมาตอบโต้โวยวาย

กลับมาที่เรื่องความตื่นตัวทางการ เมืองของประชาชนทั้งสองฝ่าย ในเมื่อความตื่นตัวเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับการเมืองแบบประชาธิปไตย ครั้นจะหาทางสยบให้มันสงบเงียบเรียบร้อยเหมือนสมัยที่ประชาชนยังเฉื่อยชาทาง การเมืองอยู่ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับประชาธิปไตยแน่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนจำนวนมากรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพการณ์การต่อสู้ทางการเมืองของทั้งฝ่ายนี้ บ้างก็ว่า สภาพดังกล่าวนี้ไม่เอื้อต่อการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งต้องขอเรียนว่า ในประเทศตะวันตกในยุโรปที่มีการเดินขบวน การประท้วงอยู่เป็นประจำ ก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจไปได้ดี ขอเพียงแต่ว่า การเดินขบวนและการประท้วงนั้นดำเนินไปอย่างสันติ และไม่นำไปสู่การยึดอำนาจรัฐประหาร

แซมมวล ฮันติงตัน นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่นักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ไทยรู้จักกันดีมาเป็นเวลา สามสิบกว่าปีแล้ว เคยชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่หากการตื่นตัว การเรียกร้อง การประท้วงนั้นอยู่ในระดับที่สูงหรือก้าวหน้าเกินกว่าที่รัฐบาลจะตอบสนองได้ ก็อาจจะนำไปสู่ความไร้ระเบียบและการพังทลายของระบอบประชาธิปไตยได้ ซึ่งในขณะที่ฮันติงตันเสนอสมมติฐานดังกล่าวนี้ การเมืองโลกอยู่ในช่วงเวลาของสงครามเย็น เป็นการต่อสู้กันระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นำ กับค่ายสังคมนิยมที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยเช่นกัน โดยมีโซเวียตและจีนเป็นผู้นำ ในสมัยนั้น ทางเลือกทางการเมืองของประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทยเรา ก็ดูจะมีอยู่เพียง 2 ทาง นั่นคือ ถ้าไม่อยู่กับสหรัฐ ก็ต้องเลือกทางสังคมนิยมเป็นโซเวียตหรือจีน ดังนั้น หากการเมืองไทยเกิดระส่ำระสาย เพราะประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง และมีข้อเรียกร้องที่ก้าวหน้าเกินกว่าที่รัฐบาลจะสนองตอบได้ ก็อาจจะทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพและพังทลายลงได้ และอาจนำมาซึ่งการสะดุดล้มของระบอบประชาธิปไตยด้วย นั่นคือ ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร เลิกประชาธิปไตยไป แต่ยังเป็นทุนนิยมอยู่ ก็อาจจะเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมนิยม อย่างเวียดนาม ลาว และเขมร

แต่ปัจจุบัน การเมืองโลกมิได้อยู่ในทางสองแพร่งแบบสงครามเย็น และประสบการณ์การยึดอำนาจรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าจะยุติสถานการณ์ที่อาจจะเกิดการนองเลือดได้ แต่กระนั้น กระแสของประชาชนโดยส่วนรวมทุกฝ่าย ไม่ต้องการที่จะให้ประเทศอยู่ในสภาพแบบนั้น

ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะต่อสู้ทางการเมืองภายในกรอบที่จะไม่นำไป สู่ภาวะอันสับสนไร้ระเบียบจนถึงขั้นจลาจลนองเลือด-สงครามกลางเมือง และหากช่วยรักษาสมดุลของการต่อสู้ทางการเมืองนี้ไว้ได้ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่าการเมืองไทยก็จะพัฒนายกระดับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า กว่าหลายๆ ประเทศ และเชื่อว่าจากฐานทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ในบ้านเรา ยากที่ทุนต่างประเทศจะหันหลังให้ได้

ไม่มีความคิดเห็น: