Loading...

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กัมพูชา..กับ "ไทย 2 ฝ่าย"

การเมือง

ท่านขุนน้อย

27 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ

กัมพูชา..กับ "ไทย 2 ฝ่าย"
ถือ ว่าเป็นเรื่องที่ดี...ที่บรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ว่าในระดับผู้นำต่อผู้นำ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนหรือระดับเจ้าหน้าที่คณะกรรมการชายแดน (อาร์บีซี) ที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันสองวันมานี้เป็นไปด้วยดี หรือ เป็นไปอย่างฉันมิตร ดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาได้กล่าวเอาไว้เอง...ถ้าหากเป็นยังงี้ซะ ตั้งแต่แรก...ก็คงไม่ต้องเสียเวลาให้ใครก็ไม่รู้??? ออกมาคำรามว่า พร้อมจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับประเทศไทย หรือต้องยิงกันจนบาดเจ็บล้มตายไปข้าง...
-----------------------------------------------------
สรุป เอาเป็นว่า...อะไรต่อมิอะไรเท่าที่ผ่านมา ก็คงต้องปล่อยให้มันเลยตามเลยไปก็แล้วกัน แม้นว่า...จนกระทั่งบัดนี้...บรรดานักสังเกตการณ์ต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ยังคงงงๆ อยู่ว่า เมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นเพราะผู้นำกัมพูชาอย่าง สมเด็จฮุน เซน เกิดอาการประจำเดือนไม่มา หรือเป็นเพราะริดสีดวงทวารกำเริบ หรือไม่? อย่างไร? ก็มิอาจทราบได้ จู่ๆ ถึงได้ออกมาฟาดงวงฟาดงา ประกาศว่าจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับประเทศไทย เพียงเพราะข้ออ้างว่าด้วยกรณีทหารไทยไม่กี่สิบนาย เข้าไปกอบกู้วัตถุระเบิด ในพื้นที่บริเวณที่ประเทศไทยยังอุตส่าห์ใช้คำสุภาพๆ เรียกว่า พื้นที่ทับซ้อน ขณะที่กัมพูชาแสยะปาก โมเม แบบรวบหัวรวบหาง ว่าเป็นอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์...
-------------------------------------------------
ยิ่ง ไปกว่านั้น...ถ้ามองเลยไปถึงท่าทีของประมุขกัมพูชาอย่าง สมเด็จนโรดม สีหนุ ก็สรุปไม่ได้เช่นกันว่า จะเป็นเพราะมะเร็งในถุงอัณฑะกำเริบ หรือเป็นเพราะ ต่อมริษยา ทำงานผิดปกติ ระยะหลังๆ มานี้ จึงชั่งกระทบกระเทียบเปรียบเปรย เหน็บแนม ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยมีส่วนไม่น้อย ในการช่วยประคับประคอง กอบกู้ ให้เกิดเอกภาพ และความสมานฉันท์ ขึ้นมาในกัมพูชา ตั้งแต่ยุคที่ เขมร 3 ฝ่าย ยังรบกันไม่เลิก...โดยเฉพาะครั้งล่าสุด ถึงแม้นว่าจะเกิดกรณี ไทย 2 ฝ่าย กระทบกระทั่งกันมานาน แต่สำหรับคนที่เป็นถึงองค์พระประมุขของประเทศ ก็ไม่น่าที่จะแสดงความกระหาย กระเหี้ยนกระหือรือ ยุให้ตำรวจไทยกระทืบราษฎร แบบไร้ลักษณะอาการของผู้ที่พึงมีขัตติยะ มานะกษัตริย์ เอาเลยแม้แต่น้อย...
-------------------------------------------------
อย่าง ไรก็ตาม...แม้นว่าการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา จะหวนคืนกลับมาสู่บรรยากาศปกติ เป็นไปอย่างฉันมิตร และแสดงออกถึงความยึดมั่นอยู่ในสันติวิธีด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ในเวทีหารือระดับคณะกรรมการชายแดน ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชานั้น...รายงานข่าวบางช่วง บางตอน ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ฉบับวันเสาร์ที่ผ่านมา ถึงสีสันบรรยากาศประชุม ได้ระบุถึงปรากฏการณ์บางสิ่ง บางอย่าง อันเป็นอะไรที่...ก่อให้เกิดความตะขิดตะขวง น่าฉงน สนเท่ห์ใจอยู่ไม่น้อย...
-----------------------------------------------
รายงานที่ว่าเป็นไปดังนี้... ระหว่าง การประชุม ได้มีผู้นำใบปลิวมาแจกจ่ายให้แก่สื่อมวลชน ทั้งของกัมพูชา และสำนักข่าวต่างประเทศที่มาติดตามทำข่าวกันเป็นจำนวนมาก โดยใบปลิวดังกล่าว เป็นภาพแผนที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร และมีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ อ้างว่า...เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา นอกจากนี้ยังพาดพิงไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าอยู่เบื้องหลังม็อบคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก จนทำให้รัฐบาลไทยต้องยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ (ในขณะนั้น) ได้ลงนามไว้...
---------------------------------------------------
อัน ที่จริง ใบปลิว มันก็แค่ใบปลิวนั่นแหละ...ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะต้องหยิบมาถือสา หาความ หรือจะต้องเอามาใส่ใจอะไรมากมายนัก...แต่ก็อย่างว่า ถ้าหากใบปลิวที่ว่านี้ มันแจกกันในฝั่งไทย หรือแจกกันแถวๆ ตลาดโรงเกลือ ก็คงพอเป็นอันเข้าใจได้ เพราะมันคงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงของพวกที่ชอบ ป่วนกรุง หรือ ป่วนป๋า มาโดยตลอด พวกที่ชอบหลุดปากกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม ด้วยถ้อยคำว่า มือที่มองไม่เห็น ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ หรือ พวกชนชั้นสูง ฯลฯ อะไรประมาณนั้น...ประเภทนี้นี่แหละที่ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นต้องยัดเยียดให้กับ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หรือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ กันเต็มๆ...
----------------------------------------------------
แต่ อย่างที่รายงานข่าว ไทยโพสต์ ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า มันดันบุกเข้าไปแจกถึงเมืองเสียมราฐโน่น แล้วก็แจกในบริเวณที่ประชุมของคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชาซะอีกต่างหาก แม้นว่า พลโท วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 หนึ่งในคณะกรรมการชายแดนฝ่ายไทย ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ จะสรุปว่า แผนที่ที่ปรากฏในใบปลิวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการประชุมอาร์บีซีครั้งนี้ และแผนดังกล่าวไม่มีคุณค่าทางกฎหมาย หรือทางปฏิบัติใดๆ แต่ก็นั่นแหละ...ลักษณะอาการในแนวนี้ มันทำให้อดคิด อดตั้งข้อสังเกตขึ้นมาไม่ได้ว่า...ไปๆ มาๆ แล้ว พวกที่ชอบ ป่วนกรุง ในเมืองไทย กับพวกที่ชอบป่วนชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อยู่ในประเทศกัมพูชา มันมีอะไรโยงใย เกี่ยวดองเป็นญาติห่างๆ กันในทางไหนหรือไม่? ประการใด? ถึงทำให้มันพูดจาภาษาเดียวกัน คิดคล้ายๆ กัน หรือ มีศัตรูรายเดียวกัน ...อย่างแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้!!!
---------------------------------------------------
แน่ นอนว่า...ถ้าหากมันเป็นเช่นนั้น ก็แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เสียเวลาปวดหัว ว่าเหตุใด??? ในขณะที่รัฐบาลไทย อันเป็นรัฐบาลแทบจะชุดเดียวกัน กับรัฐบาลที่ได้ให้ความสนับสนุนกัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว กำลังอยู่ในภาวะที่ถูกบด ถูกบี้ จนแทบอุจจาระแตกอุจจาระแตนไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งสาม รวมไปถึงผู้บัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการกระทำของรัฐบาล อันเนื่องมาจากการปราบปรามราษฎร เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จู่ๆ...ผู้นำกัมพูชาก็เกิดอาการ สติแตก ซะยังงั้น!!! ออกมาประกาศพร้อมจะทำสงครามกับประเทศไทยเต็มรูปแบบ เคลื่อนกำลังทหารเข้ามาประชิดพรมแดน ดึงความสนใจกองทัพไทยให้ต้องเบนไปกระจุกอยู่ที่ชายแดนกันเป็นหลัก...
----------------------------------------------------
ความ น่าตะขิดตะขวง น่าฉงน สนเท่ห์เช่นนี้...มันอาจจะเป็นความสนุก ความเมามันซ์ซ์ซ์ โดยเฉพาะของไอ้มือใบปลิวที่สิงสถิตอยู่ ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว...ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าทางกฎหมาย ทางปฏิบัติ หรือในทางใดๆ ก็ตาม แต่มันเป็นสิ่งที่... ไม่น่าสบายใจ กันซักเท่าไหร่นัก พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากต้องเจอกับอาการทางประสาทของผู้นำเขมรล้วนๆ มันคงไม่เท่าไหร่...ในแง่ชาติต่อชาติ ที่ต่างก็ต้องยึดถือปฏิบัติตาม กฎ กติกา สากล ยังไงๆ ก็คงพอพูดจากันได้ แต่ถ้าหากต้องเจอกับอาการเคียดแค้น พยาบาท ชิงชัง แถมโลภซะอีกด้วย...ของ คนไทยใจเขมร เข้าไปสอดแทรกอยู่ด้วย...อันนี้...ลำบาก!!! ถ้าหากปล่อยเอาไว้แบบเลยตามเลย...อาจจะเจ๊งโดยยังไม่ทันได้รบกับเขมรเอาเลย ก็ไม่แน่...???
---------------------------------------------------------
ปิด ท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก วิลล์ โรเจอร์ นักเขียนอเมริกัน... "นักการเมืองก็คือจุดเริ่มต้นของสงคราม...และนักการทหารก็คือจุดลงท้ายที่จะ ทำให้สงครามจบลงไปได้..."

ไม่มีความคิดเห็น: