Loading...

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย

ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย
โดย ขอสงวนชื่อ-นามสกุล 27 ตุลาคม 2551 13:08 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

กัปตันคฑาทอง สุวรรณทัต กัปตันการบินไทยผู้เปิดเผยตัวบนเวทีพันธมิตรฯ

พนักงานบริษัทการบินไทยบางส่วนที่เข้าร่วมชุมนุมและให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ ตลอดมา

ดิฉัน ... ปัจจุบันทำงานอยู่กับ บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประจำอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ก่อนหน้าที่จะมาเข้าร่วมการชุมนุม ดิฉันมีความรู้ค่อนข้างน้อยในเรื่องการเมือง เพราะสาเหตุที่ทำงานไม่เป็นเวลา ถ้าเข้างานกะเช้าจะต้องเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เลิกงานบ่าย 3 บ่าย 4 ในช่วงเย็นจึงจะมีโอกาสดูข่าวบ้าง ส่วนวันที่เข้างานกะบ่ายก็เริ่มงานประมาณบ่ายโมง กว่าจะเลิกงานก็ตี 1 ตี 2 จึงไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก เพราะต้องดูแลลูก 2 คน อายุ 14 ปี และ 6 ปี โดยลำพัง และที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน 55 กม. เวลาที่เหลือจากการทำงานจึงมีน้อย ดิฉันหวงเวลาในช่วงวันหยุดมาก ดิฉันเครียดกับงานมาแล้วเพราะเป็นการบริการผู้คน วันหนึ่งๆ เกือบร้อยคนที่เข้ามาติดต่อ จึงทำให้ไม่อยากสนใจกับเรื่องการเมืองนัก แต่จากการที่ทำงานมานานจึงได้รับทราบเรื่องราวของพวกนักการเมืองมาทุกยุคทุก สมัย ทั้งเรื่องลับ เรื่องไม่ลับ เพราะได้เกี่ยวข้องกับบริษัทซึ่งเป็นทางตรงโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การที่แต่งตั้งบุคคลเข้ามาเป็นผู้บริหารในระดับสูงโดยคนที่รัฐบาลจัดมา

จากการบริหารงานของกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อการกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าจะมาช่วยให้บริษัท เจริญรุ่งเรือง เห็นได้ชัดจากการกระทำต่างๆ ที่ฉ้อโกง ไม่มีความกระจ่างในการบริหารจัดการ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจนระบบงานรวนไปหมด กิจการและเงินทองก็หดหาย แถมเอาเปรียบพนักงานชั้นผู้น้อยโดยวิธีการที่ไม่ยุติธรรม จนดิฉันท้อแท้ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอายุมากแล้ว การหางานใหม่เป็นเรื่องยาก แม้แต่จะย้ายไปอยู่ในแผนกอื่นๆ ก็ต้องอาศัยเส้นสายมากกว่าความเหมาะสม

วันหนึ่งดิฉันมีเพื่อนที่เป็นพันธมิตร ชักชวนให้ไปเข้าร่วมการชุมนุม ตั้งแต่รายการของคุณสนธิยังจัดอยู่ที่สวนลุมฯ ดิฉันยังไม่ตอบรับเพราะอยากมีเวลาอยู่กับลูกๆ แต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่เซ้าซี้ เขาก็ไปคนเดียวบ้าง ไปกับครอบครัวเขาบ้างตั้งปี 49 จนกระทั่งวันที่ดิฉันได้ยินข่าวว่าจะมี D-Day สงครามครั้งสุดท้าย ดิฉันรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะแพ้ไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียว แล้วการเอาชนะจำเป็นต้องมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เลยชักจะสนใจ แต่เวลาทำงานไม่อำนวยเลย จึงฝากเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนนำไปช่วยเหลือ ASTV แทน จนกระทั่งวันที่ 29 ก.ย. หลังจากฟังข่าวว่าพันธมิตรถูก นปก. มาบุกทำร้าย เลยทำให้ดิฉันทนไม่ไหวกับการกระทำชั่วครั้งนี้ จึงขอให้เพื่อนพาไปร่วมชุมนุมด้วย

ครั้งแรกที่ได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบ มองไปรอบๆ ตัว จะเห็นผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งล้วนแต่ดูดี มีการศึกษา ต่างอาชีพ ต่างบุคลิก ปะปนกัน แต่ละคนล้วนแต่มาด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยอุดมการณ์ที่รักชาติ รักความถูกต้องเป็นธรรม (สัญชาตญาณเป็นเช่นนั้นจริงๆ) ตอนนั้นที่นั่งยังไม่สะดวกเท่านี้ เวลาฝนตก ดินแฉะ ยุงกัด แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ เวลานั้นมีการรับบริจาคไม้ PALLET มาปู ก็มีอาสาสมัครช่วยกันด้วยความขะมักเขม้น แม้จะร้อนจนเหงื่อเข้าตา บางคนเด็ก บางคนแก่ คนเหล่านี้บางคนก็ดูมีฐานะดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจต่อกันโดยไม่ถือตัว กองทัพธรรมก็มีคนมาดูแลความสะอาดทั้งห้องน้ำและดูแลเรื่องอาหารการกิน ดิฉันประทับใจจริงๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งสวยงาม เต็นท์พยาบาลก็ดูแลคนเจ็บ คนป่วยอย่างเต็มที่ บรรดาแม่ยกก็นำอาหารมาบริจาคตลอด ล้วนแต่เป็นของดี ไม่ใช่ของเหลือเดน

เคยมีครั้งหนึ่ง ดิฉันซื้อของที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ แล้วไม่ได้ตรวจเงินทอน เดินเลยผ่านไปแล้ว พอขากลับมาทางเดิม พ่อค้าที่ขายของให้ก็รีบเรียกให้กลับมารับเงินที่ทอนขาด รู้สึกประทับใจมากขึ้นอีก เพราะถ้าไม่ใช่พวกพันธมิตรก็คงไม่มีทางได้เงินคืน แต่เพราะพันธมิตรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ จึงทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ดิฉันก็ขอบคุณเขาและกล่าวชมน้ำใจเขาด้วย

วันไหน ดิฉันพอมีแรง ไม่เหนื่อยงานก็จะต้องมาที่ทำเนียบเสมอ แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 ชม. จึงกลับบ้าน เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ทุกครั้งที่มาก็ได้พบกับเพื่อนๆ พันธมิตรที่มีอัธยาศัยกันเอง ช่วยเหลือ แบ่งปันกัน เช่น แบ่งขนม แบ่งที่นั่ง แบ่งปันประสบการณ์กัน ทุกอย่างล้วนเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนที่เสียสละเวลา ความสุขส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมมือกันขับไล่คนเลวที่คุกคามประเทศชาติให้ออกไปต้องอดทนอย่างมาก

การที่เรามาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ต้องตั้งมั่นอยู่ด้วยความสามัคคี เชื่อมั่นแกนนำ อะไรที่ผิดพลาดบ้าง เราต้องอภัยกัน อีกทั้งยังต้องหนักแน่น เมื่อใครมาพูดกล่าวว่าพันธมิตรในทางที่ไม่ดี เราต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องโดยไม่รู้สึกโกรธ เพราะเรากำลังต่อสู้กับระบอบทักษิณ ถ้าใจร้อนทำอะไรด้วยอารมณ์ คนอื่นจะมองภาพรวมของชาวพันธมิตรในทางไม่ดี อีกทั้งการแสดงตัวตนของเราเองในที่สาธารณะก็เสี่ยงอันตรายในระดับหนึ่ง เช่นที่ทำงานที่มีคนมากๆ จะมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน พอเขารู้ว่าเรากับเขาเป็นคนละพวกกัน เขาก็จะใส่ร้ายและจ้องจะหาเรื่องเรา ทำให้ต้องคอยระวังตัว หากไปไหนมาไหนคนเดียวก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี เพราะมีเพื่อนชาวพันธมิตรถูกขูดรถบ้าง ถูกข่มขู่บ้าง

อย่าง ไรก็ดี ดิฉันได้สั่งสอนลูกๆ ว่าหากวันใดที่ลูกโตขึ้นและมีกลุ่มคนเลวมาใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือทำลายประเทศชาติ เขาต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสังคม อย่ามัวแต่ห่วงตัวเองมากเกินไป อย่าเมินเฉยกับสิ่งเหล่านี้ แต่ขอให้ฉลาดในการต่อสู้เพราะเราต้องอยู่ในโลกใบนี้ ประเทศนี้ตลอดไป สังคมจึงควรถูกพัฒนาให้เดินในทางที่ถูกที่ควร มิฉะนั้น ภายหลังจะสายเกินแก้

ดิฉันรับ CD (ตำรวจฆ่าประชาชน – กอง บก.) และเอามา WRITE ให้เพื่อนๆ พร้อมแจกแจงให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้พวกที่ไม่รู้ หรือ ยังไม่รู้จักพันธมิตรดีพอ ทำให้เขาไม่ไขว้เขวกับข่าวที่บิดเบือนตาม TV ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล พยายามบอกให้เขาฟังวิทยุ ดูข่าวของ ASTV ให้มากขึ้นก่อนสรุปว่าใครดี ใครไม่ดี บางคนก็รับฟัง บางคนก็ยังไม่สนใจเท่าที่ควร แต่ดิฉันจะพยายามทำไปเรื่อยๆ เหมือนที่คุณจำลองสอนให้น้องบอลพูดว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริง”

ตั้งแต่มาที่ทำเนียบ ดิฉันมีความรู้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกชอบบรรยากาศที่นี่มาก แม้จะไม่ได้อยู่ในห้องปรับอากาศ เก้าอี้นุ่มๆ ยุงไม่กัด แต่ก็มีความสุข คนอื่นๆ ที่มาก็เป็นเช่นนี้ด้วย บางครั้งที่นั่งเต็ม เหลือแต่ที่เลอะเทอะ ก็ไม่ยี่หระ ทุกคนก็นั่งที่พื้นได้ ใครมีอะไรก็แบ่งปันกันกิน ยิ้มแย้มให้กัน ยิ่งเห็นคนแก่ คนเฒ่ายิ่งประทับใจ ขนาดเรายังมีแรงมาก มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นจะให้เพิกเฉยกับสิ่งที่เป็นความชั่วช้าได้อย่างไร แล้วลูกหลานเราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร

วันไหนฝนตกแรง จะรู้สึกสงสารพันธมิตรมาก กลัวจะไม่สบาย ดิฉันศรัทธาแกนนำทุกๆ คน รู้สึกดีๆ กับพันธมิตรทุกท่าน โดยเฉพาะพวกที่ปักหลักพักค้าง เขาเสียสละมากจริงๆ ตัวเองมีภาระทางบ้าน ไม่สามารถมาค้างคืนบ่อยๆ แต่ถ้ามาช่วงข้ามคืน ก็จะตาค้าง ไม่กล้าหลับ เพราะจะคอยระแวดระวัง เกรงจะมีพวกแอบแฝงเข้ามา ทุกวันนี้ตื่นนอนขึ้นมา ต้องรีบเปิดฟัง ASTV ก่อน เพราะกลัวถูกสลาย ถ้าไม่ได้ดู ไม่ได้ฟังจะไม่สบายใจ กลัวตกข่าว เดี๋ยวนี้เลิกดู TV ช่องปกติไปเลย เวลาอยู่ที่ทำงานก็กระวนกระวายใจ คอย CHECK ข่าวตลอด ถ้าเมื่อไรสถานการณ์ล่อแหลม ต้องโทรฯ ตามเพื่อนๆ ที่เป็นพันธมิตรว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหน ทุกวันนี้นอนฝันเป็นเรื่องพันธมิตรอยู่บ่อยๆ เพื่อนห่างๆ ในที่ทำงานหลายคนรู้สึกแปลกใจที่ดิฉันเปลี่ยนไปมาก เดิมทีชอบดูหนัง ฟังเพลง ชอบสบายๆ ไม่ชอบลำบาก กลับมาเป็นคนที่สนใจสังคมสิ่งรอบข้าง โดยไม่ห่วงเรื่องเที่ยวเตร่อีก บางคนก็ชมว่าเก่ง มีน้ำใจ มีความกล้าหาญ เสียสละ จนรู้สึกภูมิใจตัวเองเหมือนกัน

ทุกคนที่รวมตัวกันมาชุมนุมที่นี่ (ทำเนียบรัฐบาล – กอง บก.) ล้วนแต่เป็นคนที่เห็นแก่ประเทศชาติ บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดิฉันนับถือจิตใจทุกคน ไม่เว้นกระทั่งนักร้อง นักวิชาการ แพทย์ พยาบาล พิธีกร ฯลฯ คนเหล่านี้ทุ่มเท เหนื่อยล้ากว่าดิฉันหลายร้อยเท่า ดิฉันมานั่งฟังปราศรัย ไม่ได้ช่วยทำอะไร บางครั้งยังเหนื่อยเลย ถ้ามีอะไรที่จะช่วยใครทำอะไรได้บ้าง ดิฉันอยากช่วย ก่อนนอนเวลาสวดมนต์ ดิฉันจะขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพันธมิตรทุกคนให้ปลอดภัย เพราะชีวิตพันธมิตรเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ชะตากรรมทุกวัน รัฐบาลนี้ไว้ใจไม่ได้เลย ประมาทไม่ได้ เวลาได้ยินเพลง “เทียนแห่งธรรม” ดิฉันรู้สึกขนลุกทุกที ชอบเนื้อเพลงและทำนองมาก ไพเราะจริงๆ

รักชาวพันธมิตรทุกท่าน
ลงนาม
--------------------
หมายเหตุ : จดหมายฉบับนี้ถูกยื่นให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล

ไม่มีความคิดเห็น: