Loading...

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

หมายเหตุ:ต้องเอาศักดิ์ศรีคนไทยคืนมา!

หมายเหตุ:ต้องเอาศักดิ์ศรีคนไทยคืนมา!
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2551 17:43 น.

เหตุการณ์ที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปทำรายการบันทึกเทปสำหรับงานธรรมศาสตร์ 75 ปีเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2551 แล้วถูกศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ประท้วงเรียกร้องเอาศักดิ์ศรีของธรรมศาสตร์กลับ คืนมา เป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วประเทศและทั่วโลก

ที่น่าทุเรศก็คือพวกมือปืนที่อารักขานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ทำการคุกคามชาวธรรมศาสตร์ที่ได้ทำการประท้วง ทั้ง ๆ ที่เวทีแห่งนั้นเป็นเวทีของปัญญาชน ไม่ใช่เวทีป่าเวทีเถื่อนเหมือนกับที่พวกรัฐบาลคุ้นเคย

ที่ น่าสะใจก็คือศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ได้ตอบโต้อย่างจะแจ้ง องอาจ กล้าหาญว่าที่นี่คือธรรมศาสตร์ เป็นดินแดนของคนรักประชาชน จึงทำให้กลุ่มมือปืนที่อารักขาต้องล่าถอยไป

ก็ต้องขอเตือนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าการพกพาพวกมือปืนที่เรียกชื่อเสียโก้หรูว่า รปภ. แล้วเที่ยวแสดงการข่มขู่คุกคามผู้คนเช่นที่เกิดขึ้นที่ธรรมศาสตร์หรือที่ บริเวณสยามพารากอนนั้นว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แสดงว่านายกรัฐมตรีชอบใช้ความ รุนแรง และพึ่งพานักเลงแทนการพึ่งพาความถูกต้อง

การคบคนพาลไม่เป็นผลดี เป็นทางแห่งความพินาศฉิบหายอย่างไร ย่อมเป็นเรื่องที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เด็กวัดเก่าน่าจะรู้ได้ด้วยตนเอง

ทำไมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์จึงต้องประท้วง? มันไม่ใช่กรณีที่อ้างว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พูดนานเกินไปอย่างแน่นอน

จาก การติดตามข่าวสารและภาพของงานก็ต้องร้องอ๋อ เพราะเห็นได้ชัดว่ามีขบวนการสอพลอจัดการเรื่องนี้ พยายามทำให้ธรรมศาสตร์เป็น นปก. ไปแล้ว

ไม่ต้องดูอื่นไกล ให้ดูจากสีเสื้อที่จัดมาให้ทุกคนใส่เหมือน ๆ กันว่าเป็นสีอะไร ก็จะเห็นได้ชัดว่าทั้งหมดล้วนเป็นสีแดง มีตัวหนังสือสีเหลืองเล็ก ๆ ประดับอยู่แบบเสียไม่ได้เท่านั้น

สัญลักษณ์แห่งธรรมศาสตร์เป็นสีแดงหรือ? ย่อมไม่ใช่แน่นอน เพราะชาวธรรมศาสตร์และคนไทยย่อมรู้ดีว่าสีสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์คือ เหลือง-แดง

“เหลืองหรือ เหลืองหรือคือธรรม ประจำดวงจิต

แดงคือโลหิต แดงคือโลหิต อุทิศเทิดให้”

สีเหลือง-แดงแห่งธรรมศาสตร์เป็นสีแห่งจิตวิญญาณของความเสียสละกล้า หาญ เป็นสีของความยึดมั่นในธรรมเพื่อประเทศชาติและประชาชน เป็นสีที่ชาวธรรมศาสตร์ทุกคนยึดถือและน้อมนำมาประพฤติปฏิบัติมาตั้งแต่การ สถาปนามหาวิทยาลัย

แล้วจู่ ๆ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และพวกจะไปแปรธาตุเปลี่ยนสีธรรมศาสตร์ให้เป็นสี นปก. คือสีแดง มันจะควรแล้วหรือ?

ไม่มีทางที่ชาวธรรมศาสตร์ทั้งประเทศจะยอมรับนับถือได้เป็นอันขาด เราจึงขอสดุดีศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่ทำการประท้วงเรื่องนี้เพื่อกอบกู้ ศักดิ์ศรีของธรรมศาสตร์กลับคืนมา

ขณะ เดียวกันเราก็ประณามไอ้พวกสอพลอใฝ่ต่ำที่จงใจวางแผนทำให้ธรรมศาสตร์เสื่อม ศรีเสียศักดิ์ จนลดต่ำเหลือเพียงแค่ชั้นนักเลงอันธพาลของรัฐบาลเท่านั้น

ชาวธรรมศาสตร์ทั่วประเทศจึงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของขบวนการดัง กล่าวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันมีอยู่ทั้งในระดับอาจารย์ ระดับศิษย์เก่า และระดับนักศึกษาปัจจุบัน ที่เสพติดผลประโยชน์และความเย้ายวนของอำนาจ จนลืมเลือนวิญญาณแห่งธรรมศาสตร์จนหมดสิ้น กล้าบังอาจที่จะแปรธรรมศาสตร์ให้กลายเป็นแก๊ง นปก. ไปแล้ว

สภาพเช่นนี้เป็นภาพสะท้อนความจริงของประเทศไทยในขณะนี้ เพราะไม่เพียงแต่เกิดขึ้นที่ธรรมศาสตร์เพียงแห่งเดียว แต่กำลังเกิดขึ้นในหลายแห่งหลายพื้นที่

คนไทยกำลังถูกบังคับให้ยอมรับรัฐบาลหุ่นเชิดที่ประกอบขึ้นจากเหล่า ทาสที่ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นคน หากเป็นเพียงสิ่งชำรุดปฏิกูลทางการเมืองและพวกฉ้อฉลปล้นชาติที่เห็นแก่ผล ประโยชน์ตนมากกว่าชาติและประชาชน

เป็นความอัปยศของคนไทยทั้งชาติที่ต้องผนึกกำลังกันทวงเอาศักดิ์ศรีของคนไทยกลับคืนมา

สภาผู้แทนราษฎรได้กลายเป็นสภาทาส เพราะสมาชิกส่วนใหญ่เป็นพวกหุ่นเชิดขายชาติ ที่ไม่ใช่ผู้แทนของราษฎรตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพราะเข้าสู่อำนาจด้วยการโกงเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่วิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ

เมื่อเข้ามามีอำนาจแล้ว ก็ไม่ประพฤติตนเป็นผู้แทนราษฎร แต่ทำตัวเป็นทาสที่รับใช้ผลประโยชน์ของทุนสามานย์อย่างไม่ลืมหูลืมตาและ อย่างหน้าด้านหน้าทน

เพราะมีรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติแบบนี้ มีสภาทาสแบบนี้ ประเทศไทยที่เคยยิ่งใหญ่มาแต่ก่อนจึงอ่อนแอปวกเปียก เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมและเสื่อมทราม

เป็นที่เย้ยหยันเหยียดหยามของนานาชาติทั่วโลก

แม้เขมรชาติกระจอกงอกง่อยที่เคยเป็นเมืองขึ้นมาก่อนก็ยังข่มเหงรังแก ประเทศไทยไม่หยุดไม่หย่อน ส่งกำลังมาแย่งยึดเอาดินแดนไทยและยึดเอาผลประโยชน์ในอ่าวไทยไปอย่างหน้าตา เฉย

วันดีคืนดีก็ออกมาด่ากองทัพไทยว่าเป็นโจร ออกมาด่าคนไทยว่าเป็นพวกป่าเถื่อน เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ทำให้เขมรและประเทศในอาเซียนต้องอับอายขายหน้า

เขมรย่ำยีถึงเพียงนี้แล้ว รัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ มิหนำซ้ำกำลังยกพลพวกไปกราบตีนเขมรในวันที่ 13 ตุลาคม 2551 เอาใจให้ฮุนเซนหายโกรธด้วยการยกดินแดนและผลประโยชน์ให้เขมรเสียอีก

ทหารไทยก็ได้แต่ทำตาปริบๆ มองหัวแม่ตีนแล้วได้แต่ถอนใจ

ราชสีห์ที่อยู่ใต้ฝูงหมา จะเป็นราชสีห์ได้ที่ไหน!

ไม่มีใครที่พิทักษ์รักษาและกอบกู้ศักดิ์ศรีของประเทศชาติและคนไทยเลย

จึงถึงเวลาที่ประชาชนจะต้องพร้อมใจกันเป็นทหารกล้าของสมเด็จพระ นเรศวรมหาราช กอบกู้ศักดิ์ศรีของชาติ และเอาประเทศไทยของเราคืนมา.

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

“การเมืองเก่าเน่าหนอนชอนไช การเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตย” / ประเวศ วะสี

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

การ เมืองเก่าเน่าหนอนชอนไชเป็นที่เอือมระอาน่ารังเกียจเบื่อหน่ายแก่ผู้รู้เห็น ทั้งแผ่นดิน จึงพากันพูดถึงการเมืองใหม่ คนไทยทุกภาคส่วนทุกองค์กร ควรเคลื่อนไหวทำความเข้าใจว่าการเมืองใหม่ที่เป็นอารยะประชาธิปไตยนั้นเป็น อย่างไร


ในการมองระบบการเมืองเก่าและใหม่ ควรมองทั้งระบบเหมือนมองคนทั้งคน จะไปมองเฉพาะอวัยวะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่ได้ การมองทั้งระบบต้องมองทั้งที่เป็นนามธรรม (จิต) รูปธรรม รูปลักษณ์ การทำหน้าที่ และผลลัพธ์

ก. เปรียบเทียบการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ ตารางข้างล่างสรุปเปรียบเทียบการเมืองเก่ากับการเมืองใหม่ และขยายความดังต่อไปนี้
การเมืองเก่าแก่หนอนชอนไชการเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตย
1. จิตสำนึก หีนจิตจิตสำนึกแห่งความเป็นคน
2.ลักษณะสังคมสังคมปิด อำนาจนิยมสังคมเปิด สังคมธรรมนิยม
3.บทบาทประชาชนเลือกตั้งอย่างเดียว ขาดจิตสำนึกและความมีส่วนร่วมทางการเมืองมีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมทางการเมืองสูงนำการเลือกตั้ง
4.องค์กรทางการเมืองอัปลักษณ์ศุภลักษณ์
5.หน้าที่ขององค์กรทางการเมืองแสวงหาประโยชน์ทำประโยชน์
6.ลักษณะการทำงานองค์กรทางการเมืองขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชนแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่โปร่งใส มิจฉาพัฒนาส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนส่งเสริมความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้สัมมาพัฒนา
7.ผลลัพธ์ประชาชนไม่หายจนขาดความเป็นธรรมขัดแย้งสูง ความรุนแรงแก้ความยากจนได้มีความเป็นธรรม สมานฉันท์สันติภาพ

(๑) จิตสำนึกประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องมีรากลึกอยู่ในจิตสำนึกที่ดีงาม จะมีแต่กลไกไม่ได้ คนเราต้องมีจิตสำนึกแห่งศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นคน
เคารพความถูกต้องดีงาม มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่ใช่มีหีนจิตหรือจิตคับแคบต่ำทรามม
มีอกุศลมูลที่เป็นตั้งอันเป็นบ่ออเกิดของการเมืองเก่าเน่าหนอนชอนไช

(๒) ลักษณะสังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมเปิด เป็นสังคมธรรมนิยม ใช้ความรู้ ใช้เหตุผล ทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่สังคมปิดและสังคมอำนาจนิยม ซึ่งเป็นเผด็จการไม่ใช่ประชาธิปไตย

(๓) ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง ระบอบเผด็จการจะปิดบทบาททางการเมืองของประชาชน ให้มีแต่การเลือกตั้งจอมปลอม ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีจิตสำนึกทางการเมืองสูงและมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนด นโยบายทิศทางการพัฒนา
และตรวจสอบอำนาจรัฐทุกระดับ การเมืองภาคประชาชนต้องเป็นวิสัยของระบอบประชาธิปไตย

(๔) องค์กรทางการเมือง ในการเมืองเก่าที่เน่าหนอนชอนไช องค์กรทางการเมืองเป็นองค์กรอัปลักษณ์ ประกอบด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดอันธพาล คนขี้คุกขี้ตะราง ขาดความรู้ ขาดความสุจริตและการอุทิศเพื่อบ้านเมือง เพราะถูกบงการโดยคนคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ เป็นคณาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ในระบอบอารยะประชาธิปไตย องค์กรทางการเมืองต้องเป็นองค์กรศุภลักษณ์ ไม่ใช่องค์กรอัปลักษณ์

(๕) หน้าที่ขององค์กรทางการเมือง ในการเมืองเก่าเป็นองค์กรแสวงประโยชน์ ในการเมืองใหม่เป็นองค์กรทำประโยชน์

(๖) ลักษณะการทำงานขององค์กรทางการเมือง
ในการเมืองเก่าจะขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชน แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่โปร่งใส ปิดบังการตรวจสอบ พัฒนาผิดๆ หรือมิจฉาพัฒนา ในการเมืองใหม่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมความเข้มแข็งของกระบวนการยุติธรรม มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ทำการพัฒนาที่ถูกต้อง หรือสัมมาพัฒนา

(๗) ผลลัพธ์ของการเมืองเก่ากับใหม่ เนื่อง จากการเมืองเก่านำไปสู่มิจฉาพัฒนา จึงแก้ความยากจนของประชาชนไม่ได้ ขาดความเป็นธรรม นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรง ส่วนการเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตยนำไปสู่สัมมาพัฒนา ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข แก้ความยากจนได้ สร้างความเป็นธรรม จึงนำไปสู่สมานฉันท์และสันติภาพ

ที่กล่าวข้างต้นเป็นตัวอย่างของการมองการเมืองใหม่ทั้งระบบ โดยยังไม่ได้ลงไปสู่กลไกขององค์กรทางการเมือง ควรจะระดมความคิดกันอย่างกว้างขวางว่าการเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตยนั้นคือ อย่างไร ควรเริ่มด้วยจินตนาการใหญ่ ซึ่งจะให้พลังมาก อย่าลงไปสู่กลไกเร็วเกินไปซึ่งจะทำให้แคบ

ข. คนไทยทุกภาคส่วนร่วมสร้างการเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตย


คนไทยเป็นคนดี แต่ระบบการเมืองเก่าที่เน่าหนอนชอนไช ทำให้บ้านเมืองเศร้าหมอง หมดสง่าราศี เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและวิกฤตมากขึ้นๆ ทุกๆ ทาง ถึงเวลาที่คนไทยทั้งมวลจะต้องลุกขึ้นจับมือกันสร้างความความเป็นอารยะ ประชาธิปไตย

คนไทยทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ต้องเคลื่อนไหวคุยกันว่าอารยะประชาธิปไตยนั้นคืออย่างไร ควรมีการสื่อสารทุกรูปแบบให้มีความตื่นตัวทางการเมือง การเมืองไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มน้อยอีกต่อไป การเมืองต้องเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน เมื่อประชาชนมีจิตสำนึกทางการเมืองสูงเคลื่อนไหวรวมตัวสถาปนาอารยะ ประชาธิปไตย ขบวนการมหาประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเป็นกรอบหรือระบอบประชาธิปไตยที่ทำให้ รัฐธรรมนูญและองค์กรทางการเมืองเป็นประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยไม่ได้เกิดจากนักการเมือง ประชาธิปไตยเกิดจากประชาชน ประชาธิปไตยต้องมาก่อนรัฐธรรมนูญ นักการเมืองเป็นผู้ปฏิบัติตามกรอบที่ประชาชนวางไว้และกำกับให้มีความถูกต้อง ควรระดมความคิดว่าองค์กรทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้มาอย่างไร
จึงจะเป็นองค์กรศุภลักษณ์ การเมืองภาคประชาชนเป็นปัจจัยชี้ขาดให้การเมืองมีคุณภาพ

ศิลปินทั่วประเทศควรเข้ามารณรงค์สร้างจินตนาการและจิตสำนึก ประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยทั้งหมด นิสิตนักศึกษาทั้งหมด ผู้ใช้แรงงาน องค์กรภาคธุรกิจ สื่อมวลชนทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรทางการแพทย์และสาธารณสุข แม่บ้าน และคนไทยอื่นใดที่ต้องการเป็นความผาสุกในบ้านเมือง ต้องร่วมรณรงค์อารยะประชาธิปไตย

วงการการแพทย์และสาธารณสุขทั้งหมดต้องถือว่าเรื่องอารยะประชาธิปไตย เป็นกรอบใหญ่ของสุขภาพสังคม เพราะการเมืองเก่าที่เน่าหนอนชอนไช เป็นเครื่องบ่อนทำลายสุขภาวะของประชาชนที่ร้ายแรงที่สุด ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ถ้าการเมืองขาดศีลธรรม มหาชนชาวสยามจะมีความผาสุกได้อย่างไร ฉะนั้นมวลมหาประชาคมทางสาธารณสุขทั้งหมด ควรทุ่มกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา และกำลังทรัพย์ เคลื่อนไหวสนับสนุนให้ประชาชนสถาปนาอารยะประชาธิปไตย

การเคลื่อนไหวเพื่ออารยะประชาธิปไตย ควรมีความหลากหลาย หลายรูปแบบ หลายระดับ หลายผู้นำ แต่เมื่อเคลื่อนไหวไปๆ อะไรที่เป็นสัจจะและความถูกต้องก็จะเข้ามาเชื่อมกันเอง อะไรที่ไม่ใช่ของจริงของแท้ก็จะตกหล่นไปตามทาง อะไรที่เป็นกระบวนการสาธารณะจะทำให้เห็นแก่ตัวได้ยาก

พลังแห่งการรวมตัวของมหาชนจะยุติความชั่วร้ายทั้งปวง เมื่อประชาชนสถาปนาระบอบประชาธิปไตย และอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญและองค์กรทางการเมืองทั้งหลายก็จะเป็นระบบภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ของมวลชน เกิดศีลธรรมทางการเมือง

เมื่อการเมืองเป็นอารยะประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ศีลธรรม ความเจริญ ความเข้มแข็ง ความผาสุก ก็จักเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

คนไทยทั้งมวลจึงต้องรณรงค์สร้างอารยะประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง เป็นกระบวนการที่ใจกว้าง รวมคนทั้งหมดเข้ามาด้วยกัน ไม่แยกข้างแยกขั้ว ไม่มีการโค่นล้มอะไร เพราะเป็น การสร้าง เหมือนการสร้างบ้านที่สวยงามน่าอยู่ที่ทุกคนร่วมกันสร้าง


ระบอบอารยะประชาธิปไตยคือบ้านของเรา ที่เราจะอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก.-

‘6 หมวยพันธมิตร’ แด่ดอกไม้เหล็กผู้งดงาม แต่แข็งแกร่ง

‘6 หมวยพันธมิตร’ แด่ดอกไม้เหล็กผู้งดงาม แต่แข็งแกร่ง
โดย ผู้จัดการรายวัน 25 กันยายน 2551 22:03 น.

กิดาภา จิตรีเชาวน์, กัณจนา มาลัยทอง, มะลิวัลย์ วงศ์เดชาโรจน์, วิริยา แซ่ล้อ, พัฒฑิดา โฆษิตเลิศวิทูร

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น


มีการตั้งข้อสังเกตกันมานานแล้วว่า มวลชนที่มาร่วมชุมนุมกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้หญิงสูงถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ บางเสียงมักจะบอกว่าเป็นเพราะผู้หญิงอยู่บ้านมากกว่าผู้ชายที่มีภาระต้องรับ ผิดชอบ จึงทำให้ผู้หญิงรับข้อมูลข่าวสารจากโทรทัศน์โดยเฉพาะ ASTV ได้มากกว่า นี่คงรวมถึงสภาพทางจิตวิทยาบางประการประกอบด้วยจึงทำให้ผู้หญิงออกมากู้ชาติ กันมากเพียงนี้ เข้าทำนอง ‘มือก็ไกว ดาบก็แกว่ง’ แต่คำตอบจริงๆ คงต้องมีการศึกษาหากันต่อไปว่าเป็นเพราะเหตุใด

ไม่ใช่แค่มีผู้หญิงเข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่จุดเด่นอีกข้อที่เป็นที่ยอมรับของใครหลายคนก็คือ พวกเธอเป็นดอกไม้แสนสวยที่คอยประดับประดาม็อบให้สดชื่น และชุบชูหัวใจหนุ่มๆ ให้มีเรี่ยวแรง

ผู้อ่านบางท่านคงเคยได้รับอีเมล์ที่มีเนื้อหาเปรียบเทียบมวลชนพันธมิตรฯ ผู้หญิงกับกลุ่มของ นปช. หรือ แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เอาล่ะ แม้ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่ใช่เนื้อหาสาระที่สลักสำคัญอะไรมากนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเป็นสีสันที่เรียกรอยยิ้มและชวนมองไม่น้อย

ด้วยความที่ดอกไม้แสนงามมีหลากหลายและกระจายตัวไปทั่ว ตั้งแต่มัฆวานจนถึงในทำเนียบ แต่คงไม่มีใครโดดเด่นเท่ากลุ่มนี้อีกแล้ว ‘กลุ่ม 6 หมวยพันธมิตร’

ลองสังเกตดูบริเวณหน้าเวทีพันธมิตรฯ ทุกค่ำคืน คุณจะสังเกตเห็นกลุ่มสาวหมวยประมาณ 4-6 คน แต่งตัวเหมือนกัน เต้นเหมือนกัน เป็นที่สะดุดตา สะดุดใจผู้คนว่าพวกเธอเป็นใคร

พวกเธอประกอบด้วย มะลิวัลย์ วงศ์เดชาโรจน์, วิริยา แซ่ล้อ, พัฒฑิดา โฆษิตเลิศวิทูร, กิดาภา จิตรีเชาวน์ และ กัณจนา มาลัยทอง ทุกคนประกอบธุรกิจส่วนตัว พวกเธอยังเล่าให้ฟังด้วยว่า จริงๆ แล้วกลุ่มของเธอมี 6 คน แต่อีกหนึ่งสาวติดบินอยู่ เธอคนนั้นเป็นแอร์โฮสเตส

ขณะที่มะลิวัลย์, กิดาภา และกัณจนา พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่วิริยามาไกลจากจันทบุรี ส่วนพัฒฑิดามาจากนครปฐม ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือทั้งสองคนมาเช่าโรงแรมอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่การชุมนุมวันแรกในเดือนพฤษภาคม กระทั่งถึงวันนี้เธอทั้งสองก็ยังไม่ได้กลับบ้าน

“ที่ ผ่านมาพวกเราจะพยายามมากันให้ได้ทุกวัน เพราะเรากลัวว่าคนจะน้อย คือกลุ่มเราจะมี 2 คนที่มาอยู่ประจำหลักๆ ทุกวันคือ วิริยากับพัฒฑิดา ส่วนคนอื่นๆ ก็จะผลัดเปลี่ยนกันมาตามแต่จะสะดวก คนไหนป่วยก็พักไป คนไหนที่ยังสบายดีก็มาช่วยกัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะพยายามมากันให้ได้ ป่วยก็กินยาเอา อีกอย่างเราแต่ละคนก็มีหน้าที่การงานที่ยังต้องรับผิดชอบ นี่ก็มีอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้มา เพราะเป็นแอร์โฮเตสแล้ววันนี้ติดบิน แต่คงจะมาร่วมสมทบช่วงสัปดาห์หน้า” มะลิวัลย์อธิบายภารกิจของกลุ่มเธอให้ฟัง

พวกเธอเล่าให้ฟังว่ารู้จักกันตั้งแต่การขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 เจอกันในม็อบแล้วก็คงถูกชะตากันนับแต่นั้น จึงมีการติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อมีสถานการณ์การชุมนุมขึ้นอีกครั้ง พวกเธอก็ไม่ลังเลที่จะกลับมารวมตัวกันอีกเพื่อขับไล่นักการเมือง

“ตอนปี 49 ที่มาเพราะเราทนไม่ได้ที่เราทำมาหากินของเรา เรายังต้องเสียภาษี แต่นี่มีเงินเป็นพัน เป็นหมื่นล้าน กลับไม่ยอมเสียภาษีสักบาท” กิดาภาเล่าถึงอดีตให้ฟัง
สำหรับครั้งนี้ พวกเธอตอบเป็นเสียงเดียวกันว่ามาเพื่อในหลวง
.........

เราถามว่าทำไมถึงต้องลงทุนแต่งตัวเหมือนกันด้วย
“แต่ ก่อนเราฟังชุมนุม ร้องเพลง เต้นมาด้วยกัน แต่ก็ยังไม่ได้มีการฟอร์มทีมกันแบบเป็นเรื่องราว ยังไม่ได้ตกลงว่าจะต้องแต่งตัวเหมือนกัน ตอนนั้นต่างคนก็ต่างมากันในชุดทำงาน แต่พอตอนหลังเริ่มมาสนิท เข้าขากันมากขึ้น ก็เริ่มมาคุยๆ กัน คือเริ่มจากวิริยากับพัฒฑิดาคุยกันเองก่อน ลองนัดแต่งตัวมาให้เหมือนๆ กันดู ก็ทำไปได้สักพักก็มีคนอื่นๆ ในกลุ่มแต่งตัวเหมือนมาร่วมแจมด้วย มันก็เลยขยายวงขยายกลุ่มแต่งตัวเป็นทีมไปเรื่อยๆ จาก 2 คน ตอนนี้กลายเป็น 5 คนแล้ว

“อีกอย่าง ก็เพื่อความสวยงาม ความมีสีสัน เราจะเรียกกันว่า ‘กลุ่มสามัคคี’ คือเราจะคิดเสื้อผ้าให้เหมือนๆ กัน แล้วนัดกันใส่ออกมา มันรู้สึกดีนะ คนอื่นที่ได้เห็นจะได้รู้สึกว่ามันไม่น่ากลัวอย่างที่ใครๆ เขาว่ากัน ช่วยให้ภาพที่ออกมาไม่น่ากลัว มันช่วยสร้างสีสันให้แก่การชุมนุมได้ด้วย” วิริยาบอกเล่าแรงบันดาลใจ

อีกประการหนึ่งที่ทำให้พวกเธอต้องมาจับจองที่นั่งด้านหน้าอยู่ทุก เมื่อเชื่อวัน เป็นเรื่องของความรู้สึกผูกพันทางจิตใจ พวกเธอตอบว่าต้องการปกป้องแกนนำ

แต่ ใช่ว่าพวกเธอจะแต่งตัวกันมาจากที่บ้านหรือที่พัก เพราะการทำเช่นนั้นอาจจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป ดีไม่ดี แท็กซี่บางคันก็จะไม่รับเอาดื้อๆ โดยปกติ พวกเธอจะแต่งตัวธรรมดาๆ แต่สีเหมือนกันออกมาจากบ้าน พอมาถึงเวทีจึงค่อยเพิ่มเติมพร็อพต่างๆ เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอกู้ชาติ ที่รัดข้อมือหรือที่รัดผมลายธงชาติ รวมไปถึงการเพ้นต์ใบหน้าต่างๆ

พวก เธอเล่าว่าวิริยาและพัฒฑิดาจะทำหน้าที่เป็นคอสตูมของกลุ่ม คอยดูแลเรื่องสไตล์การแต่งตัวในแต่ละวัน ถ้าสถานการณ์ตึงเครียดก็อาจแต่งชุดลายทหารหรือบางทีก็ขนาดนุ่งตะแบงมานพร้อม รบกันเลยทีเดียว แต่ถ้าสถานการณ์ปกติก็อาจจะแต่งตัวตามสีของวัน เช่นวันที่เราไปเจอพวกเธอตรงกับวันพุธ เสื้อก็จะเป็นสีเขียวตองอ่อน แต่พวกเธอบอกว่ามีสีเดียวที่จะไม่ใส่เด็ดขาดคือ ‘สีแดง’ ต่อให้วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ก็ตาม (ฮา)

ลองถามความคิดเห็นว่าทำไมม็อบพันธมิตรฯ ถึงมีสัดส่วนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย กัณจนาตอบว่า
“อาจ เป็นเพราะว่าผู้หญิงมีการรวมตัวกันได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะบางทีพวกผู้ชายเขาก็ไปทำงานกัน เราก็ถือว่าได้แบ่งเบาภาระด้วยการช่วยออกมากู้ชาติที่นี่ ผู้หญิงก็เป็นเพศแม่ด้วย ให้ความรู้สึกคุ้มครอง คุ้มภัย อีกอย่างผู้หญิงสมัยนี้ไม่ได้กลัวอะไรง่ายๆ แล้ว บางคนยังดูกล้าหาญกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ ความรักในชาติ รักในพระมหากษัตริย์ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเลย คือมันหมดยุคที่ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนแล้ว ปีนี้ 2008 แล้ว ทุกอย่างมันเปิดกว้างไปหมด ไม่ได้หน่อมแน้มเหมือนแต่ก่อน เดี๋ยวนี้ผู้ชายเขาทำอะไรกันผู้หญิงก็ทำได้หมด”

กว่า 100 วันของการชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนาน พวกเธอยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการปักหลักสู้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและ ท้อถอย เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างดีว่าความแข็งแกร่งนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศหรือ สรีระ แต่มันอยู่ที่หัวจิตหัวใจ

“ช่วง แรกๆ ก็มีกลัวบ้างเพราะพวกเราเองก็เป็นผู้หญิง แต่บางครั้งก็ถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวบ่อยๆ แต่เพราะเรายึดหลักอหิงสา มันเลยทำให้เราไม่กลัวแล้ว ความกลัวมันหมดไปเอง แต่ใจกลับสู้ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยิ่งมาหมิ่นในหลวงของเราด้วยแล้ว เรายิ่งทนไม่ได้ สู้ให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลยดีกว่า ตอนนี้หัวใจเราเหมือนผู้ชายไปแล้ว” พวกเธอช่วยกันเล่า

ขอชื่นชมในหัวใจแข็งแกร่งของ ‘กลุ่ม 6 หมวยพันธมิตร’ และดอกไม้เหล็กทุกคนแห่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

มะลิวัลย์ วงศ์เดชาโรจน์
- ที่บ้านพูดอะไรบ้างที่มาอย่างนี้?

ไม่ว่า เขาให้มา เพราะที่บ้านก็อยู่ข้างแกนนำตลอดมา บางครั้งเราไปเปิดดูช่องNBT เขาเห็นเขายังโกรธเลย บอกว่าไปดูทำไมช่องแบบนี้ เราก็ตอบไปว่าก็ดูเพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาพูดถึงเรายังไง คือเรามองว่าเราเปิดใจรับได้ การเห็นต่างมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

ส่วนที่บ้านก็มีมานะ แต่ช่วงนี้เขาติดสอบ รอปิดเทอมแล้วเขาจะตามมาสมทบ อย่างแม่เราเองขาแข้งก็ไม่ดียังมาเลยนะ คือแกเองก็ทนดูไม่ได้ที่เห็นคนมาหมิ่นในหลวงแล้วไม่มีใครทำอะไรเลย แกบอกว่าทำไมเดี๋ยวนี้บ้านเมืองมันถึงได้เลวร้ายอย่างนี้ แกอยู่มาจนปูนนี้แล้วยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย แกเองก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน

- แล้วหมดค่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว?
มันก็มีหมดเหมือนกัน แต่อย่าถามเลยว่าหมดไปเท่าไหร่แล้ว เพราะถ้าพูดตัวเลขออกมามันคงน่าตกใจ เรามากันด้วยใจ ไม่ได้มีใครมาบังคับ มันถึงเวลาที่เราต้องเสียสละแล้ว เพราะถ้าวันนี้ยังมีชาติอยู่ ยังมีกษัตริย์ที่เราเทิดทูนอยู่ เราก็ยังอยู่ได้

วิริยา แซ่ล้อ
- มาจากจันทบุรีเลย?
เป็นคนจันทบุรี ความจริงก็มีบ้านอยู่ที่บางโพธิ์ แต่ที่ต้องพักโรงแรมเพราะเราอยากอยู่ติดที่ชุมนุมให้มากๆ พักโรงแรมแถวนี้มันก็ใกล้กว่า สะดวกกว่า กลับไปอาบน้ำแล้วก็กลับมาใหม่ได้ง่าย และก็ได้เจอกับเพื่อนๆ ทุกวัน

- ได้รับหน้าที่เป็นคล้ายๆ กับคอสตูมประจำกลุ่ม เรามีวิธีเลือกเครื่องแต่งกายแต่ละแบบยังไง?
คิดคอนเซ็ปต์จากสถานการณ์ บางครั้งที่มี นปก. มาเราก็ใส่เป็นลายทหารบ้าง ใส่แบบบางระจันบ้าง ตามแต่เหตุการณ์ช่วงนั้นๆ ไป ถ้าช่วงไหนสถานการณ์ปกติเราก็แต่งตัวกันแบบเรียบๆ ธรรมดา ตอนนี้ตู้เสื้อผ้าที่บ้านน่าจะมีเสื้อครบทุกสีแล้ว (หัวเราะ)

พัฒฑิดา โฆษิตเลิศวิทูร
- ออกมาในครั้งนี้ เพราะสาเหตุอะไร?
สำคัญที่สุดคือเพราะเขาหมิ่นในหลวง แล้วเราทนไม่ได้ อีกอย่างคือเรื่องที่เขาจ้องจะแก้รัฐธรรมนูญกัน

- แล้วได้ชวนเพื่อนที่อื่นมาบ้างไหม?
มีนะ ยิ่งเพื่อนบางคนเห็นเราในทีวี ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด เขาก็ตามกันมา เราเองก็มีไปชวนเพื่อนๆ ให้ลองมาดู มาฟัง ชวนเขามาร้องเพลง มาเต้นด้วยกัน เราก็พยายามจะช่วยเท่าที่เราพอจะช่วยได้ คือชวนให้มวลชนมาร่วมกันเยอะๆ ยิ่งพันธมิตรฯ ที่นครปฐมจะเยอะ ฝากเงินมาช่วยบริจาคก็บ่อย ก็จะมีแค่เพื่อนๆ เราเองเท่านั้นที่พอจะชวนมาได้ แต่ถ้าเป็นแค่คนรู้จัก คนละแวกบ้านเดียวกัน เขาก็จะแค่ฝากเงินบริจาค เพราะเขาไม่กล้าแสดงตัว เราก็เข้าใจนะ มันทำให้เรารู้เลยว่าพวกพลังเงียบยังมีอยู่เยอะมาก

กิดาภา จิตรีเชาวน์
- มาที่นี่ทุกวันไหม?

คือเรายังมีหน้าที่ต้องดูแลร้านอยู่ ร้านจะปิดประมาณ 6 โมงเย็น ปิดร้านเสร็จก็มา มาอยู่จนถึงประมาณ 5 ทุ่มเที่ยงคืนก็กลับ เพราะเรายังต้องตื่นมาดูร้านแต่เช้า นี่ก็ผ่านมา 100 กว่าวันแล้วเราก็มาเกือบๆ จะทุกวัน วันไหนที่ไม่สบายก็ไม่มา เพราะเราเองก็เป็นโรคหัวใจด้วย หมอก็สั่งให้พัก แต่เราไม่พัก ก็ใช้วิธีกินยาเอา และก็นอนพักช่วงกลางวันเอา ถ้าวันไหนที่เราไม่มา เพื่อนๆ ก็จะโทรตามกัน โทรถามไถ่กันตลอด แต่ถ้าเป็น 2 คนนี้จะอึดมาก (วิริยาและพัฒฑิดา) มาประจำกันทุกวัน

- อะไรที่ทำให้ทนไม่ได้ ถึงกับต้องออกมา?
สิ่งที่ทำให้เราลุกฮือขึ้นมาเพราะทนไม่ได้คือการโกงภาษี ขนาดที่บ้านเราเองมีกิจการแค่นี้เรายังจ่ายเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย แต่นี่มันรวยไม่รู้กี่หมื่นล้านแล้วยังโกงอีก พวกเราเวลาเสียภาษีก็ต้องเสียเต็มๆ แต่มันไม่ต้องเสียเลย รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ทำให้เราเจ็บใจ นั่นคือส่วนหนึ่งที่ดึงให้เราออกมา

กัณจนา มาลัยทอง
- เป็นคนกรุงเทพฯ?
ความจริงเราเป็นคนลำปาง แต่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ

- มาทุกวันหรือเปล่า?
ก็พยายามจะมาให้ได้ทุกวัน แค่วันไหนที่ป่วยก็หยุดพักบ้าง จะมาช่วงบ่าย 3 โมง นั่งฟังไปจนถึงช่วง 3-4 ทุ่มก็กลับ

- แล้วคนในต่างจังหวัดเขามองกันยังไงบ้าง?
ต่าง จังหวัดบ้านเราเขาจะไม่ค่อยรู้เรื่อง เราเลยแนะนำว่าให้เอาจาน ASTV ไปติดดู เขาก็ลองดู แล้วก็เริ่มเห็นตามเรา แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่ไม่ได้เลย คุยกันไม่รู้เรื่อง

- ที่บ้านว่าไหม ที่เราออกมาอย่างนี้?
ตอนนี้เขาไม่อยู่ไปต่างประเทศ แต่เขาก็ไม่เคยต่อต้านอะไร

***************************
เรื่อง - ทีมข่าวปริทรรศน์

10 ปรากฏการณ์ที่สุดของพันธมิตรกู้ชาติ

10 ปรากฏการณ์ที่สุดของพันธมิตรกู้ชาติ
โดย ผู้จัดการรายวัน 24 กันยายน 2551 13:06 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพ “เมฆมโนคติ” ของอังคาร กัลยาณพงศ์ มีผู้ประมูลไปด้วยเงิน 4.1 ล้านบาท

หนูน้อยพันธมิตร

เสื้อลูกจีนรักชาติ ได้รับความนิยมสูงสุด ตามมาติดๆ ด้วยเสื้อ "นักรบมือตบ"

หาบเร่แผงลอยที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

นาฬิกาพันธมิตร กำลังออกวางจำหน่าย โดยผู้ที่ต้องการสนับสนุนกิจกรรมของพันธมิตรฯ

สาวงามแต้ ๆ ที่บรรดาหนุ่มต่างจับจ้องตาเป็นมัน

ประกาศนียบัตร ม.ราชดำเนิน ทำรายได้ทะลุ 2 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว

กำลังจัดสร้างหนังสือรุ่นความยาวกว่า 800 หน้า

หน่วยแพทย์พยาบาลพันธมิตร ที่มาด้วยจิตอาสา ทำงานบริการอย่างขยันขันแข็ง

วันหนึ่ง ๆ หมอนวดได้รับค่าจ้างนับพันบาท

เชื่อหรือไม่? ปรากฏการณ์ของการชุมนุมพันธมิตรกู้ชาติ มีเรื่องราวหลากสิ่งหลายอย่างที่กินเนสส์บุ๊ก อาจจะต้องจารึกทางสถิติโลกไว้หลายประการ ผู้จัดการ Lite ฉบับนี้จะพาไปแกะรอยถึง 10 ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะ ‘มือตบกู้ชาติ’ ที่ใครจะรู้บ้างว่า มือตบอันเล็กๆนี้ เป็น สัญลักษณ์ของการเชียร์กีฬา แต่ทำไมจึงเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ จนกลายเป็นกระแสฮิตไปทั่วประเทศ และ คนไทยนับเป็นชนชาติเดียวในโลกที่นำมือตบมาใช้ในการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการ เมือง กระทั่ง ‘มือตบ’ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการตามแนวทาง 'สันติอหิงสา'

1.ที่สุดของผู้ใจบุญ

ระยะเวลาการชุมนุมกว่า 100 วัน มีเงินบริจาคที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ถ้าเขียนรายชื่อผู้บบริจาคทั้งประสงค์ออกนามและไม่ประสงค์ออกนามใส่กระดาษ น่าจะมีความยาวกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ แต่เงินบริจาคสมทบให้พันธมิตรกู้ชาติที่ถือว่า มอบให้ด้วยหัวใจสูงทำสถิติสูงสุด คือ เงินประมูลภาพ “เมฆมโนคติ” ของอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์ ประมูลไปด้วยเงิน 4.1 ล้านบาท โดยผู้ประมูลใช้นามว่า “ยงยุทธ” เป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่เล่ากันว่า ตั้งแต่พันธมิตรมีการชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง เขาให้เงินไปแล้ว 10 กว่าล้านบาท

2.เด็กทารก ถึงคุณทวด

มีการสำรวจอายุผู้เข้าร่วมชุมนุมว่า น้อยที่สุดเท่าไหร่ มากที่สุดขนาดไหน ไม่น่าเชื่อว่า ข้อมูลจากแกนนำพันธมิตรให้มาว่า พันธมิตรที่มีอายุน้อยที่สุด คือ เด็กวัยเพียง 2- 3 เดือน และมากที่สุดคือคุณทวดอายุ 97 ปี แต่ที่ไม่น่าเชื่อ คือ มีหญิงสาวท้องแก่ เดินทางมาร่วมชุมนุมและเกิดเจ็บท้องใกล้คลอด ดีที่มีการ์ดพันธมิตรพาส่งโรงพยาบาลทันท่วงที สถิติอายุน้อยที่สุดจึงเกือบถูกทำลาย จากเด็กทารกน้อยที่เพิ่งคลอดรายนี้ ซึ่งมาร่วมชุมนุมในตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

3.พันธมิตรดีไซน์

ดีไซเนอร์ที่ไหนที่ว่าแน่ เจอพันธมิตรดีไซน์เข้าไป ต้องถอยไม่เป็นท่า เพราะทั้งเสื้อสกรีนข้อความโดนใจ เช่น ลูกจีนรักชาติ นักรบมือปรบ ซึ่งเป็นคอลเลคชั่นที่ขายดิบขายดีที่สุด รวมทั้ง ผ้าสีเหลืองที่สาว ๆ หลายคนดัดแปลงมาเป็นอุปกรณ์แต่งกายชนิดที่สวยเริ่ดไปตาม ๆ กัน ทำให้นักดีไซเนอร์ชั้นนำในเมือง กล่าวกันว่า หากมองให้ดี เวทีพันธมิตร คือ สถานที่ผลิตแนวแฟชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง และผู้เข้าร่วมชุมนุมบางคน ก็ประยุกต์การแต่งตัวได้แบบโดนใจ จึงถือเป็นประวัติศาสตร์ทางแฟชั่นในเมืองไทยรูปแบบหนึ่งของการเรียกร้องความ ชอบธรรมทางการเมือง

4.หาบเร่ แผงลอยเฟื่องฟู

หาบเร่ แผงลอย ขายอาหารรอบพื้นที่ชุมนุม ผู้จัดการ Lite ได้เดินสำรวจและมีตัวเลขที่น่าตื่นใจไม่ว่า ของกินที่บรรดาพ่อแม่ค้าขาจรปักหลักขายกัน เช่น ไอศรีมตักใส่กรวยธรรมดา ๆ ที่ขายอันละ 10 บาท แต่เชื่อหรือไม่ว่า ช่วงฮอตสุดๆ พ่อค้าบอกว่าขายได้ถึงวันละ 10,000 อัน จากที่สัญจรขายทั่ว ๆ ไปได้วันละเพียงหลักร้อยอัน แต่ช่วงเป่านกหวีดชุมชุนสร้างรายได้ชนิดที่ร่ำรวยไปตาม ๆ กัน เช่นเดียวกับมอร์เตอร์ไซค์คิว ที่นักขับวิน บอกว่า มีรายได้เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท รายได้แบบนี้คนทำงานออฟฟิศยังอาย

5.โอทอปยอดนิยม

มีสินค้าใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งแบบโอทอป และผลิตขึ้นจากไอเดีย อย่างเช่น ถ้าใครเดินผ่านเต็นท์บริเวณถนนพิษณุโลก เยื้องกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ที่นี่มีสินค้าขายดีฮิตติดตลาดอีกชิ้นที่ภูมิใจนำเสนอ คือ ผ้าพรมสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณปฏิทินติดฝาผนัง เพ้นท์ลายผู้ต้องหาหนีอาญาแผ่นดิน ผู้ขาย กับ ผู้จัดการ LITE ว่า สินค้ายอดฮิตตัวนี้เป็นแค่แผ่นผ้าชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายผ้าเช็ดเท้า ราคา 150 บาทต่อผืน ทำขึ้นเพื่อต้องการล้อเลียนการเมือง ซึ่งคนที่ซื้อไปสามารถนำไปใช้ได้อย่างขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้ จะติดกันแดดก็ได้ ถ้าเก่าแล้วจะเอาไปทำผ้าขี้ริ้วก็ได้ ไม่สงวนสิทธิ์ในการใช้ เจ้าผ้าสี่เหลี่ยมเล็กผืนนี้ขายดีขนาดที่ว่าวันหนึ่งทำยอดขายทะลุ 30,000 บาทมาแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยต่ำกว่า 60 ผืนต่อวัน สินค้าขายดีขนาดนี้คงจะต้องยกให้เป็นสินค้า OTOP ยอดเยี่ยมได้เลยนะนี่

ไม่เพียงสินค้าแนวโอทอป สินค้าใหม่ ๆ หลากหลายที่กำลังเตรียมเปิดตลาด อย่างของนาฬิกาขายไอเดีย เจตดิลก นาคสวัสดิ์ พันธมิตรฯ หนุ่มใหญ่จากพิษณุโลก หลังจากแอบเป็นพ่อยกบริจาคให้กับพันธมิตรอยู่เนือง ๆ มาคราวนี้ออกแบบนาฬิกาพันธมิตรฯ สีสันลวดลายสวยงาม แขวนขายในราคาเรือนละ 200 บาท สินค้ารับประกัน 1 ปี ทดลองตลาดแล้วก่อนหน้านี้ประมาณ 50 เรือน ขายหมดในพริบตา แต่เจ้าตัวไม่มีเวลามาขาย และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเคลื่อนไหว ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับทีมงานพันธมิตร หักไว้เป็นเงินทุนเรือนละ 100 บาท ที่เหลือสนับสนุนกิจกรรมพันธมิตรทั้งหมด

6.มิสสาวงามพันธมิตร

มีการสำรวจเกิดขึ้นขึ้นบ่อยครั้งว่า การชุมนุมของเวทีพันธมิตร ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 70 เป็นผู้หญิง และเป็นผู้หญิงทีมีบุคลิกดี หน้าตาดี ทำให้มีหลายคน เสนอแนะว่าน่าจะมีจัดประกวดสาวงามพันธมิตร เพราะหญิงสาวหลายคน ทั้งระดับน้อง ๆ นางงาม บุษบามหาวิทยาลัย สาวใหญ่พราวเสน่ห์เดินทางมาเข้าร่วมชุมนุมกันอย่างคับคั่ง กลายเป็นสีสันที่ทำให้บรรดาตากล้องหลายคนคอแทบเคล็ด ด้วยความงาม ความน่ารักของพวกเธอ ยิ่งในช่วงหนุ่มสาวมหาวิทยาลัย ตบเท้าเข้าร่วมชุมนุม ไม่น่าแปลกนักที่ใครจะเปรียบเปรยว่า ที่นี่มี “ดอกไม้งาม” กำลังเบ่งบานไปทั่วเวทีทำเนียบรัฐบาล

7.มหาวิทยาลัยราชดำเนิน

เวทีการชุมนุมที่นี่ เรียกว่า เป็นมหาวิทยาลัยราชดำเนิน เปิดทำการเรียนการสอนได้ร้อยวันเศษ มีผู้มาสมัครเรียนไม่จำกัดวัย เพศ ชนชั้นและศาสนา แต่มีคุณสมบัติเบื้องต้นต้องการเห็นการเมืองไทยใสสะอาด สามารถเข้าเรียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาจเรียนทางไกลผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี หรือ ผ่านเว็บไซต์ผู้จัดการ ค่าหน่วยกิตไม่ต้องเสีย บริจาคเป็นค่าดำเนินการเรียนการสอนตามแต่ศรัทธา จบแล้ว ประสงค์จะรับใบประกาศหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าสนใจเก็บไว้เป็นหลักฐาน เชิญได้หลังเวทีใหญ่มีบริการ เพียงแต่กรอกชื่อตัวเองบนหลังใบประกาศก็เป็นอันว่าจบสมบูรณ์ แต่มีค่าธรรมเนียมใบประกาศฉบับละ 100 บาท รายได้ทุกบาททุกสตางค์สมทบทุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ตอนนี้ค่าธรรมเนียมใบประกาศ ทะลุ 2 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว

8.หนังสือรุ่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการชุมนุมทางการเมืองของภาค ประชาชน ที่มีการจัดทำเป็นหนังสือรุ่น ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อมีมหาวิทยาลัยราชดำเนินแล้ว ก็ต้องมีหนังสือรุ่นเพื่อระลึกถึงความทรงจำ โดยหนังสือรุ่นดังกล่าวจะมีการรวบรวมภาพผู้เข้าร่วมชุมนุม และเครือข่ายจากทั่วประเทศที่ส่งเข้ามา โดยเบื้องต้นจะทำเป็นหนังสือมีความหนา 800 หน้า ซึ่งถือเป็นหนังสือรุ่นที่หนาที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา

9.โรงพยาบาลราชดำเนิน

หน่วยพยาบาลเพื่อมวลชน (พมช.) นี่ก็อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ ที่เห็นโต๊ะ เตียง รถเข็นผู้ป่วย ถังอ็อกซิเจน อุปกรณ์การแพทย์ ยารักษาโรคนานาชนิด ไม่เว้นผ้าอนามัย ผ้าเย็น ของใช้ส่วนตัว สบู่ ยาสีฟัน เสื้อกันฝน คิดเป็นมูลค่ารวมกันหลายล้านบาท ของทุกชิ้นเป็นได้รับบริจาคจากเหล่าบรรดาแม่ยกพันธมิตรฯ ล้วนๆ ไม่ได้ไปหยิบยืมมาจากที่ไหน นับเป็นแรงศรัทธาอันน่าทึ่งจริง ๆ

บุคลากรการแพทย์ที่นี่ก็มาด้วยจิตอาสา ทั้งแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักศึกษาแพทย์-พยาบาล ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเข้าเวรตลอดเวลา มวลชนที่ป่วยด้วยโรคประจำตัวหรืออาการร้ายแรงก็ต้องคอยพบแพทย์โดยตรง แต่ถ้าในรายไม่หนักมากปวดหัวตัวร้อนธรรมดา ก็เพียงแต่บอกอาการแล้วรับยาไปได้เลย ยาที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งเลยก็คือ ยาดม ยาอมแก้เจ็บคอ พาราเซตามอล ยาแก้ไอ และยาแก้คัน ตามลำดับ

เห็นทีถ้าอยู่ยาวอีกหน่อยอาจจะต้องขึ้นป้ายโรงพยาบาลแห่งใหม่ โรงพยาบาลราชดำเนิน…รักษาฟรียาฟรีไม่คิดสตางค์ นะจะบอกให้

10.นวดทุบสถิติรายได้

ไม่น่าเชื่อว่าแต่ก็เห็นแล้วต้องอึ้งเช่นกัน อย่างธุรกิจนวดของ บัวหลวง นกแก้ว อดีตแม่ค้าขายล็อตเตอรี่ ที่ผันตัวเองมาเป็นหมอนวดแผนไทยได้ประมาณ 2 ปีเศษ ในอดีตเคยเป็นนักรบแถวหน้าในการเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลชวนเข้ามาแก้ไข ปัญหายี่ปั้วซาปั้วในวงการล็อตเตอรี่มาแล้ว ความสนใจการเมืองเรียกว่าฝังอยู่ในสายเลือด เจ้าตัวบอกอย่างนั้น

ในวันเดินขบวนล้อมทำเนียบครั้งแรก บัวหลวง สังเกตเห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคนมีอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จึงชักชวนพักพวกเพื่อนฝูงทั้งหญิงและชายที่เป็นหมอนวดแผนไทยมารวมตัวกัน เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดและความเมื่อยล้า ในแต่ละวันมีชาวพันธมิตรฯ แวะเวียนมาใช้บริการนับสิบคน ตั้งแต่ทำอาชีพหมอนวดมา ครั้งนี้ทุบสถิติรายได้สูงสุด บัวหลวงและเพื่อนในกลุ่มอีก 3-4 คน เคยทำรายได้สูงสุดวันละ 4,000 บาท

เรื่องประกอบ : แกะรอย "มือตบ" จากขอบสนามสู่ปรากฏการณ์กู้ชาติ

การเมืองใหม่

ทัศนะวิจารณ์

ไชยันต์ ไชยพร
22 กันยายน พ.ศ. 2551 00:30:00
การเมืองใหม่

ไชยันต์ ไชยพร

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ระยะนี้ มีการกล่าวถึง การเมืองใหม่ กันมาก เข้าใจว่า เริ่มมาจากการปราศรัยของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้าจะถามว่า นอกจากแกนนำพันธมิตรแล้ว มีใครต้องการ การเมืองใหม่ บ้าง คำตอบ คือ ประชาชนที่เบื่อหน่ายกับวังวนของการเมืองแบบน้ำเน่า วังวนในที่นี้ คือ การใช้เงินในการซื้อเสียงเพื่อเข้ามามีอำนาจทางการเมือง คำว่า ซื้อเสียง ในที่นี้ กินความมากกว่าเพียงการเอาเงิน 500-1,000 บาทให้ประชาชนไปลงคะแนน แต่ยังรวมความถึงการอุปถัมภ์ช่วยเหลือเกื้อกูลด้วยวัตถุสิ่งของต่างๆ อันนำมาซึ่งผลผูกพันให้ไปลงคะแนน เมื่อการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองต้องอาศัยเงินเป็นหลัก นายทุนจึงเป็นคนที่มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จเข้าไปเป็นนักการเมืองได้ มากกว่าคนอื่นๆ เมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้าไปแล้ว ก็ต้องหาทางชักทุนคืนผ่านการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ เพื่อสั่งสมทุนสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป

หรือหากนายทุนไม่ได้ไปเล่นการเมือง ด้วยตัวเอง แต่ส่งเงินสนับสนุนนักการเมือง นักการเมืองเหล่านั้นก็จะต้องตอบแทนเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนที่สนับสนุนการ เงินให้ตนได้รับเลือกตั้ง ไม่สามารถออกนโยบายที่ไปขัดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนดังกล่าวได้ เรื่องราวทางการเมืองจึงเวียนว่ายอยู่ในวังวนเช่นนี้ ไม่สามารถพัฒนาชาติบ้านเมืองหรือดูแลผลประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริงได้

อย่างไรก็ตาม ในยามที่พรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ก็ได้มีการออกนโยบายที่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชนได้อย่าง รวดเร็ว แม้ตัวนโยบายจะยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุดต่อๆ มา ก็ไม่สามารถเลิกนโยบายดังกล่าวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไทยรักไทย สามารถออกนโยบายดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ คือ การได้คะแนนเสียงท่วมท้นจนสามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างมั่นคง แต่กระนั้น พรรคไทยรักไทยก็ยังดึง ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นๆ เข้าพรรค ทำให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยิ่ง ไม่ต้องมานั่งกังวลปวดหัวกับการต่อรองคัดค้านจากพรรคอื่นๆ ในการออกนโยบาย

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคไทยรักไทย สามารถหลอมรวมพรรคอื่นๆ เข้ามารวมเป็นพรรคไทยรักไทยที่ใหญ่และเข้มแข็งนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องอุดมการณ์ต้องตรงกันเท่ากับปัจจัยการมีทุนหนาของนาย ทุนพรรค และการตอบแทนเรื่องตำแหน่งเก้าอี้ต่างๆ

นายทุนพรรคซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคจึง อำนาจสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจของตน และการซื้อขายหุ้นโดยเลี่ยงภาษีก็เป็นตัวอย่างหนึ่งในหลายตัวอย่างของการใช้ อำนาจทางการเมืองเพื่อเอื้อผลประโยชน์ส่วนตัว และแน่นอนจนถึงทุกวันนี้ เงินมีอำนาจเพียงพอที่จะเชิดนักการเมืองในสังกัด หรือพร้อมที่จะเข้าสังกัดไปในทิศทางต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในคดีต่างๆ และรวมทั้งการนิรโทษกรรมการถูกตัดสิทธิทางการเมือง เพราะจะว่าไปแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญมิได้ให้ประโยชน์โดยตรงแต่อย่างไรกับบรรดา ส.ส. ที่พยายามเข้าชื่อกันขอแก้รัฐธรรมนูญ ดีไม่ดี เมื่ออดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คนหลุดออกมา คนพวกนี้ก็ย่อมจะกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แย่งเก้าอี้ ส.ส. ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิเสียด้วยซ้ำ

การเสนอแนวคิดเรื่องการเมืองใหม่ คือ ความพยายามที่จะก้าวข้ามพ้นการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยเงินอย่างที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม การเมืองใหม่ ย่อมไม่ใช่การพูดถึงนโยบายสาธารณะใหม่ๆ อาทิเช่น นโยบายด้านภาษี การศึกษา ฯลฯ แต่การเมืองใหม่เป็นเรื่องของการออกแบบการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมือง

การออกแบบการได้มาซึ่งอำนาจทางการ เมือง คือ การกำหนดคุณสมบัติอันเหมาะสมของคนที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชน และกำหนดวิธีการในการรณรงค์หาเสียง รวมทั้งกำหนดวิธีการเลือกตั้งที่จะทำให้ปลอดจากการใช้เงินซื้อเสียงมากที่ สุดเท่าที่จะทำได้

การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง คือ ทำอย่างไรให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การตรวจสอบถ่วงดุล คือ ทำอย่างไรที่จะไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจไปในทางที่ขัดต่อผลประโยชน์ประชาชน และขัดต่อหลักการและคุณธรรมประชาธิปไตย

จะว่าไปแล้ว การเมืองใหม่เริ่มขึ้นทุกครั้งที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ใช้มาได้ยังไม่ทันถึงหนึ่งปี ก็มีการพูดถึงการเมืองที่ใหม่กว่าแล้ว

การเมืองใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ ปัจจุบัน ได้ออกแบบการตรวจสอบถ่วงดุลโดยกระบวนการที่เรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ อีกทั้งยังกำหนดการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไว้สองแบบ และให้อำนาจในการตรวจสอบถอดถอนนักการเมืองแก่ประชาชนโดยผ่านวุฒิสภา อีกทั้งยังกำหนดวิธีการเลือกตั้งไว้สองแบบ นั่นคือ แบบสัดส่วน และแบบเขต และในแบบเขตนี้ ให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งหนึ่งๆ สามารถเลือก ส.ส. ได้มากกว่าหนึ่งคน โดยขึ้นอยู่กับจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นๆ และยังมีข้อบังคับและบทลงโทษที่เข้มงวดรุนแรงต่อนักการเมืองที่ทุจริตเลือก ตั้ง อาทิเช่น การยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เป็นต้น

โดยปกติ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เพิ่งประกาศใช้ เขาจะรอเวลาให้ผ่านไปสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ผ่านการใช้จริง จะได้ประเมินจุดบกพร่องได้

ไม่ปฏิเสธว่า ความคิดที่จะให้มีการเมืองใหม่ที่ใหม่ขึ้นดีขึ้นเป็นเรื่องดี แต่ต้องอาศัยเวลา และจะต้องไม่คิดเองเออเอง ต้องค่อยๆ นำเสนอให้ประชาชนได้รับรู้พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ประชาชนในกลุ่มของตัวเองเท่านั้น

นอกจากนี้ ความคิดที่ว่า หากยึดอำนาจรัฐได้แล้ว จะสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อ คนส่วนใหญ่ในสังคมสำนึกรู้และเข้าใจในโครงการการเมืองใหม่แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่การประเมินสถานการณ์ ว่า ขณะนี้ คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

นักปรัชญาชาวเยอรมันอย่าง อิมมานูเอล คานท์ กล่าวไว้ในข้อเขียนเรื่อง What is Enlightenment ว่า คนหรือกลุ่มคนที่ค้นพบกับปัญญาความรู้ใหม่ๆ และต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นโดยยึดอำนาจรัฐและใช้อำนาจนั้นในการ เปลี่ยนแปลง จะต้องเผชิญกับทางที่เป็นไปได้สองทาง นั่นคือ หนึ่ง ประชาชนตามไม่ทัน ไม่เข้าใจ เกิดการต่อต้านไม่ปฏิบัติตาม จนทำให้คณะผู้ปกครองที่รู้แจ้งนั้นต้องใช้อำนาจเผด็จการบังคับประชาชนให้ทำ ตามนโยบายของตน สอง ประชาชนตามไม่ทัน ไม่เข้าใจ เกิดการต่อต้านไม่ปฏิบัติตาม แต่ถูกบีบบังคับให้ปฏิบัติตาม จนประชาชนทนไม่ไหวลุกฮือขึ้นขับไล่ล้มล้างคณะผู้ปกครองที่หวังดีนั้นออกไป

ทั้งนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงความเป็นไปได้ในการที่จะเข้าไปมีอำนาจรัฐ

หนทางไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสังคมไทย

ทัศนะวิจารณ์

ไชยันต์ ไชยพร
8 กันยายน พ.ศ. 2551 00:17:00
หนทางไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสังคมไทย

ไชยันต์ ไชยพร

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ในสมัยโบราณ เมื่อเกิดความขัดแย้งของผู้มีอำนาจในสังคม ยกกำลังไพร่พลเข้าประหัตประหารกันทีไร ชาวบ้านก็เดือดร้อนกันไปหมด ดั่งคำพังเพยโบราณที่ว่า "หญ้าแพรกก็แหลกลาญ" ยิ่งรบกันนานยืดเยื้อเป็นหลายสิบปี ชาวบ้านก็ยิ่งทุกข์ยากกันถ้วนหน้า เพราะไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ชาวบ้านก็ไม่ได้ดิบได้ดีอะไรไปด้วย ความดีอย่างเดียวที่ชาวบ้านจะได้ ก็คือ ความสงบสันติเท่านั้น แต่นั่นเป็นเรื่องของยุคโบราณที่การปกครองอยู่ในมือของกษัตริย์หรือขุนนาง ไม่กี่คน

เมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย ที่ว่ากันว่า อำนาจอยู่ในมือของประชาชนคนส่วนใหญ่ หากมีความขัดแย้งระหว่างผู้มีอำนาจอิทธิพลเกิดขึ้น ประชาชนย่อมไม่ยอมนิ่งเฉยเป็น "หญ้าแพรกแหลกลาญ" แต่จะใช้กลไกของอำนาจเสียงส่วนใหญ่เป็นตัวตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะจริงอยู่ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเสียงที่เที่ยงธรรม ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด แต่กระนั้น มันก็สามารถทำหน้าที่เป็นตัวตัดสินปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า การตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะมีฝ่ายที่เห็นว่า คำตัดสินนั้นไม่เป็นธรรม แต่กระนั้น ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มันก็เป็นคำตอบสุดท้ายของปัญหา หากไม่ยอมตามแล้ว เสียงส่วนใหญ่ย่อมมีพลังมากพอที่จะยุติและลงโทษผู้ฝ่าฝืนมติมหาชน

แม้จะรู้สึกไม่พอใจ เพราะเห็นว่า ไม่เป็นธรรม แต่ก็ต้องยอมรับคำพิพากษาของมหาชน การกล้ำกลืนยอมรับเสียงมหาชนที่ตนคิดว่าไม่เป็นธรรมนั้น ย่อมหมายถึงการสูญเสียอัตลักษณ์หรือหลักการแห่งความยุติธรรมที่ตนเชื่อถือ เพื่อแลกกับการผสมกลมกลืนอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมต่อไป แต่ถ้านานๆ ไป ถึงจุดหนึ่ง คนบางคนก็คงไม่สามารถยอมรับเสียงส่วนใหญ่ได้อีกต่อไป หากมันถึงจุดที่ความเป็นตัวตนของตนนั้นต้องถูกทำลายจนไม่เหลืออะไร หากทนจำนนต่อเสียงมหาชนต่อไป ก็เหมือนตายทั้งเป็น

ดังนั้น ในบางครั้ง เราจะพบคนที่ไม่ยอมจำนนต่อเสียงส่วนใหญ่ และเลือกที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ตนเชื่อ แม้จะต้องเจ็บปวดทรมานหรือตายก็ยอม ดีกว่าอยู่อย่างตายทั้งเป็น ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ใดๆ หลงเหลืออยู่

ที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมของชีวิตคนเรา ที่เมื่อเดินเข้าสู่สถานการณ์ความขัดแย้ง ย่อมต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง และเมื่อเลือกอย่างหนึ่งก็จะต้องเสียอีกอย่างหนึ่งไป หากเลือกยอมรับคำตัดสินของเสียงข้างมาก ก็ต้องเสียหลักการและตัวตนของตัวเอง แต่ก็ทำให้ชีวิตของผู้คนในสังคมดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดความสับสนวุ่นวาย หรือหากเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อหลักการความถูกต้องที่ตนยึดถือ ตัวเองก็จะกลายเป็นแกะดำ เป็นตัวสร้างปัญหาความวุ่นวาย และอาจนำตัวเองไปสู่ความหายนะวิบัติได้ แต่กระนั้น ก็ยังสามารถรักษาศักดิ์ศรีของตัวเองได้จนวินาทีสุดท้าย

แต่กระนั้น ก็ไม่ใช่ว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม จะอยู่ในเงื่อนไขของการได้อย่างเสียอย่างเสมอไป เพราะในบางครั้งบางครา ไม่ว่าจะตัดสินเลือกเดินทางไหน ก็หายนะทั้งสองทาง ซึ่งถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมที่สุดในชีวิตของคนคนหนึ่ง

ในวิกฤติการเมืองขณะนี้ ดูเหมือนว่า สังคมไทยกำลังเข้าสู่วิกฤติร้ายแรง ที่ไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหน ก็เสียหายทั้งนั้น ไม่ใช่ได้อย่างเสียอย่าง เพราะแม้จะเสียอย่างแต่ก็ยังได้อย่าง

ก่อนหน้านี้ การเลือกเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย่อมถือว่าอยู่ในเงื่อนไขของการได้อย่างเสียอย่าง นั่นคือ ผลที่จะได้จากการต่อสู้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมิให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงหรือล้มไป คือ การยืนยันหลักการความเสมอภาคทางกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมของคนทุกคนในสังคม ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องหนีศาลลอยนวลไป และสาเหตุที่จำเป็นต้องชุมนุมยืดเยื้อ ก็เพราะรัฐบาลทั้งพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เคยทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่า จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่กลับแสดงอาการลับๆ ล่อๆ ชักเข้าชักออกอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งการดำเนินนโยบายที่สร้างความเสียหายในเรื่องปราสาทพระวิหาร และอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลเสียต่อสาธารณะที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อก็ย่อมต้องมีไม่ น้อย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากมุมมองของผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจในเป้าหมายของฝ่ายพันธมิตร

แต่ขณะนี้ สถานการณ์ได้ก้าวเข้าสู่เงื่อนไขที่ว่า ไม่ว่าจะเลือกเดินไปทางไหน ก็แลเห็นแต่ความสูญเสีย หากพันธมิตรเลือกที่จะสลายการชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาล และแกนนำยอมมอบตัวต่อข้อหากบฏอันเป็นข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด เป้าหมายของการต่อสู้ก็อาจจะไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ ขณะเดียวกัน หากตัดสินใจที่จะชุมนุมต่อไปและไม่ยอมมอบตัว ผลที่ตามมาก็อาจจะชนะ ทำให้นายกรัฐมนตรียอมลาออก แต่กระนั้น ผลที่ตามมา ก็คือ หลักแห่งความเสมอภาคตามกฎหมายก็จะเสียหายไปทันที และอาจเกิดปรากฏการณ์ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นๆ จะใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ยอมเคารพเชื่อฟังกฎหมายอีกต่อไป

และเช่นเดียวกันที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชน ก็ตกอยู่ในทางสองแพร่งแห่งความหายนะนี้ด้วย ไม่ว่าจะลาออก-ยุบสภา หรือดื้อรั้นอยู่ต่อ ก็เสียหายทั้งนั้น

ความหายนะครั้งใหญ่ของสังคมไทยที่จะ เกิดขึ้นตามมาจากการไม่เชื่อฟังกฎหมายของฝ่ายพันธมิตร ก็คือ การลุกฮือขึ้นของฝ่ายตรงข้ามและรวมทั้งประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการขัดขืนคำ สั่งกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเหตุผลอันชอบธรรมในการลุกขึ้นมาต่อต้านฝ่ายพันธมิตร เพื่อปกป้องความเป็น "นิติรัฐ" ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นการแก้แค้นอันชอบธรรมที่ฝ่ายพันธมิตรเคยโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ที่หลบหนีกระบวนการยุติธรรม และประชาชนเหล่านี้จะไม่ยอมเชื่อฟังกฎหมายด้วย และจะยกการกระทำของแกนนำพันธมิตรขึ้นเป็นข้อโต้แย้ง

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หนทางเดียวที่จะทำให้ไม่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในสังคมของเรา ก็คือ ต้องเริ่มจากการที่นายกรัฐมนตรียอมลาออกหรือยุบสภา หรือไม่ก็พรรคร่วมรัฐบาลต้องเปลี่ยนขั้ว และต่อมา อย่างน้อยแกนนำพันธมิตรก็ควรจะย้ายการชุมนุมออกจากทำเนียบไปที่สะพานมัฆวานฯ และยอมมอบตัวสู้คดี (หากความพยายามในการร้องต่อศาลในกรณีที่มีการตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินไปไม่ เป็นผล) และรักษาการต่อสู้เพื่อ "ประชาธิปไตยใหม่" และการเป็น "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้กลายเป็นสถาบันทางการเมืองต่อไป โดยไม่สร้างข้อกังขาให้กับคนในสังคม และรวมทั้งผู้สนับสนุนขบวนการพันธมิตรเองด้วย

หากนายกรัฐมนตรีไม่ยอมลาออกหรือยุบสภา การประท้วงของฝ่ายพันธมิตรก็จะยังคงปักหลักยืดเยื้ออยู่ที่ทำเนียบต่อไป และเชื่อว่า จะมีการประท้วงที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว ยากที่นายกรัฐมนตรีจะทนอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

เพราะขณะนี้ ถึงแม้ว่าหลายฝ่ายจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน (และก็อย่าลืมว่า ผลโพลล์ที่สำรวจความเห็นของประชาชนชี้ว่า คนที่เห็นด้วยการกับประกาศ พ.ร.ก. มีจำนวนพอๆ กันกับคนที่ไม่เห็นด้วย) แต่ในขณะที่ยังบังคับใช้ พ.ร.ก.นี้อยู่ การชุมนุมของพันธมิตรในเขตกรุงเทพมหานครนั้นย่อมถือว่าขัดต่อ พ.ร.ก.ในขณะนี้ฝ่าย นปก.ได้เคลื่อนย้ายการชุมนุมออกไปจากกรุงเทพมหานครแล้ว ภาพที่ปรากฏออกมา ก็คือ ฝ่ายพันธมิตรไม่เคารพกฎหมาย

โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นหรือ ไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนสามฝ่าย นั่นคือ ตัวนายกรัฐมนตรี พรรคร่วมรัฐบาล และพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พัฒนาการของการเมืองไทย

ทัศนะวิจารณ์

ไชยันต์ ไชยพร
11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 00:55:00
พัฒนาการของการเมืองไทย

ไชยันต์ ไชยพร

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ การเมืองไทยของเราอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่สาเหตุของวิกฤติคืออะไร แต่ละฝ่ายก็คงตอบไม่เหมือนกัน บ้างก็ว่าสาเหตุของวิกฤติเกิดจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้อง บ้างก็ว่าสาเหตุมาจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ ขณะเดียวกัน ถ้าลองสวมวิญญาณของนักรัฐศาสตร์ที่มองสถานการณ์อย่างไม่เลือกข้างเลย ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภายใต้วิกฤติการเมืองนี้ ก็มีดัชนีชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการทางการเมืองในแนวประชาธิปไตย เพราะประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ต่างมีความตื่นตัวทางการเมืองในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และกระแสการตื่นตัวทางการเมืองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะกลุ่มคนบางช่วง วัย-เพศ การศึกษา หรือเฉพาะกลุ่มที่มีสถานะทางเศรษฐกิจการเมืองใกล้เคียงกัน เพราะ "ประชาชน" แต่ละฝ่ายประกอบไปด้วยคนทุกระดับชั้นและวัยที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะเห็นเพศหญิงเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงในฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยมากกว่าเพศชายก็ตาม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นักสังคมวิทยาการเมืองน่าจะได้เข้าไปเก็บข้อมูลเพื่อทำ การศึกษาหาคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว

ความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมทางการ เมือง ถือเป็น "input" ที่สำคัญสำหรับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะความตื่นตัวในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจะช่วยให้ รัฐบาลตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชน รวมทั้งตีกรอบการทำงานของรัฐบาลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบถอดถอนนักการเมือง ถ้ามองอย่างไม่เข้าข้างใคร ต้องยอมรับว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองดังกล่าวของประชาชนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ประชาธิปไตย เข้มแข็ง

แม้ว่าข้อเรียกร้องและการประท้วงของ ประชาชนจะมีความแตกต่างและขัดแย้งกัน หน้าที่ของรัฐบาล ก็คือ การพยายามหาจุดที่เป็นศูนย์รวมที่ความต้องการอันแตกต่างของแต่ละฝ่ายพบกัน หรือซ้อนทับกันได้ หรือที่เรียกว่า "focal points" แต่ถ้ารัฐบาลมองประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นมิตรหรือศัตรูไปเลย ก็จะทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่ทำงานลำบาก จริงอยู่ว่า รัฐบาลอาจจะมาจากคะแนนเสียงของประชาชนฝ่ายหนึ่ง แต่ในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ถือว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคน

การมองประชาชนที่ไม่ได้เลือกหรือสนับ สนุนตนเป็นศัตรูหรือเป็นปฏิปักษ์เกิดขึ้นชัดเจนในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยกตัวอย่างเช่น การกล่าวว่าจะให้งบประมาณช่วยเหลือแก่พื้นที่ที่เลือกพรรคไทยรักไทย การกล่าวเช่นนี้ถือได้ว่าถ้าไม่ใช่พวกมือใหม่ทางการเมือง ก็ถือว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมืองแท้ๆ เพราะเท่ากับเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นมิตร-ศัตรูกันไปข้างหนึ่ง ซึ่งไม่มีรัฐบาลในประเทศเสรีประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วเขาทำกัน

ขนาดรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ก็ยังพยายามที่จะดำรงสถานะของการเป็นรัฐบาลของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะ ทำได้ ภาพลักษณ์ที่ปรากฏออกมาจึงถูกฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยวิพากษ์ วิจารณ์โจมตีไม่น้อย ทั้งนี้ ไม่ต้องพูดถึงฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์สามารถดำรงความเป็นรัฐบาลที่ไม่อยู่ฝ่ายไหนชัดเจนได้ดี กว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ หรือแม้แต่รัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช แม้ว่ารัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีจากฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็มิได้ออกมาตอบโต้รุนแรงหรือยั่วยุอย่างที่คุณสมัครได้ทำไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำว่า "แตกหัก" ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม หรือใช้คำว่า "ฆ่า" กับประชาชนที่เห็นต่างจากคุณสมัคร หรือแม้กระทั่งการพูดว่าจะแก้เนื้อหามาตรา 63 และประกาศไปว่า พันธมิตรคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะกลัวแก้มาตรา 63 ทั้งๆ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องมาตรา 63 เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำแบบนี้ เท่ากับเป็นการยั่วยุบิดเบือน รังแต่จะทำให้คนมาร่วมชุมนุมมากขึ้นเปล่าๆ ถ้าคุณสมัครตั้งใจให้คนออกมาร่วมชุมนุมมากๆ ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกสำหรับนักการเมืองเก๋าเกมอย่างท่าน เพราะจะว่าไปแล้ว ทำไปก็ไม่ได้ผลดีอะไรในทางการเมือง มีแต่ความสะใจเท่านั้น

จะว่าไปแล้ว ส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคนยังมีความเป็นผู้แทนราษฎรที่ไม่ปฏิเสธประชาชนฝ่าย ตรงข้ามตนไปเสียทุกเรื่องอย่างไร้เหตุผล ของแบบนี้ บางทีเงียบเฉยไว้น่าจะเป็นผลดีเสียกว่าออกมาตอบโต้โวยวาย

กลับมาที่เรื่องความตื่นตัวทางการ เมืองของประชาชนทั้งสองฝ่าย ในเมื่อความตื่นตัวเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับการเมืองแบบประชาธิปไตย ครั้นจะหาทางสยบให้มันสงบเงียบเรียบร้อยเหมือนสมัยที่ประชาชนยังเฉื่อยชาทาง การเมืองอยู่ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับประชาธิปไตยแน่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนจำนวนมากรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาพการณ์การต่อสู้ทางการเมืองของทั้งฝ่ายนี้ บ้างก็ว่า สภาพดังกล่าวนี้ไม่เอื้อต่อการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งต้องขอเรียนว่า ในประเทศตะวันตกในยุโรปที่มีการเดินขบวน การประท้วงอยู่เป็นประจำ ก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจไปได้ดี ขอเพียงแต่ว่า การเดินขบวนและการประท้วงนั้นดำเนินไปอย่างสันติ และไม่นำไปสู่การยึดอำนาจรัฐประหาร

แซมมวล ฮันติงตัน นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่นักศึกษาวิชารัฐศาสตร์ไทยรู้จักกันดีมาเป็นเวลา สามสิบกว่าปีแล้ว เคยชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่หากการตื่นตัว การเรียกร้อง การประท้วงนั้นอยู่ในระดับที่สูงหรือก้าวหน้าเกินกว่าที่รัฐบาลจะตอบสนองได้ ก็อาจจะนำไปสู่ความไร้ระเบียบและการพังทลายของระบอบประชาธิปไตยได้ ซึ่งในขณะที่ฮันติงตันเสนอสมมติฐานดังกล่าวนี้ การเมืองโลกอยู่ในช่วงเวลาของสงครามเย็น เป็นการต่อสู้กันระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็น ผู้นำ กับค่ายสังคมนิยมที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตยเช่นกัน โดยมีโซเวียตและจีนเป็นผู้นำ ในสมัยนั้น ทางเลือกทางการเมืองของประเทศด้อยพัฒนาอย่างไทยเรา ก็ดูจะมีอยู่เพียง 2 ทาง นั่นคือ ถ้าไม่อยู่กับสหรัฐ ก็ต้องเลือกทางสังคมนิยมเป็นโซเวียตหรือจีน ดังนั้น หากการเมืองไทยเกิดระส่ำระสาย เพราะประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง และมีข้อเรียกร้องที่ก้าวหน้าเกินกว่าที่รัฐบาลจะสนองตอบได้ ก็อาจจะทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพและพังทลายลงได้ และอาจนำมาซึ่งการสะดุดล้มของระบอบประชาธิปไตยด้วย นั่นคือ ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร เลิกประชาธิปไตยไป แต่ยังเป็นทุนนิยมอยู่ ก็อาจจะเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงไปเป็นสังคมนิยม อย่างเวียดนาม ลาว และเขมร

แต่ปัจจุบัน การเมืองโลกมิได้อยู่ในทางสองแพร่งแบบสงครามเย็น และประสบการณ์การยึดอำนาจรัฐประหารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าจะยุติสถานการณ์ที่อาจจะเกิดการนองเลือดได้ แต่กระนั้น กระแสของประชาชนโดยส่วนรวมทุกฝ่าย ไม่ต้องการที่จะให้ประเทศอยู่ในสภาพแบบนั้น

ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะต่อสู้ทางการเมืองภายในกรอบที่จะไม่นำไป สู่ภาวะอันสับสนไร้ระเบียบจนถึงขั้นจลาจลนองเลือด-สงครามกลางเมือง และหากช่วยรักษาสมดุลของการต่อสู้ทางการเมืองนี้ไว้ได้ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล เชื่อว่าการเมืองไทยก็จะพัฒนายกระดับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า กว่าหลายๆ ประเทศ และเชื่อว่าจากฐานทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ในบ้านเรา ยากที่ทุนต่างประเทศจะหันหลังให้ได้

อย่าลืม...ครม. คือคนใช้ อยู่ระหว่างทดลองงานของเรา

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
27 กันยายน พ.ศ. 2551 00:00:00
อย่าลืม...ครม. คือคนใช้ อยู่ระหว่างทดลองงานของเรา

:

ถ้าเราไม่หลงประเด็น หรือหลงคารมของนักการเมือง คนไทยทั้งประเทศต้องไม่ลืมว่า คณะรัฐมนตรีนั้นเป็นแค่ "คณะคนใช้" ของเจ้าของประเทศ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : โดยมีคนที่อาสามาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็น "หัวหน้าคนใช้" ที่จะต้องทำงานให้เป็นที่พอใจ ของเจ้าของบ้านทั้งหลายทั้งปวง

หัวหน้าคนใช้จะเอาใครมาทำงานในบ้านเรา ต้องบอกเราก่อนว่าจะเอาใครมา และคนที่รับมาทำงานนั้น มีคุณสมบัติอย่างไร มีพื้นเพมาจากไหน

พูดง่ายๆ คือ มีหัวนอนปลายตีนอย่างไร

เท่าที่ดูรายชื่อคนใช้ต่างๆ เหล่านี้ หัวหน้าคนใช้ไม่ได้เลือกคนใช้อื่นๆ ตามหลักการ "put the right man in the right job" หรือ "ใส่คนให้เหมาะกับงาน" เลย

ยิ่งกว่านั้น คนใช้หลายคนที่หัวหน้าคนงานเอาเข้ามาร่วมทีม ยังมีประวัติขี้ขโมย ขี้คุย รีดไถ และเป็นลูกน้องของนักเลงปากซอยเสียอีกด้วย

หัวหน้าคนงานไม่เกรงใจเจ้าของบ้านเลย ว่างั้นเถอะ เพราะพอเห็นรายชื่อคนงานที่จะเข้ามาในบ้านเราแล้ว ก็ตกอกตกใจพอสมควร

เพราะกลัวว่าคนงานกลุ่มใหม่นี้ จะมาทำลายข้าวของในบ้าน หรือขโมยของมีค่าในบ้านเราไปหรือเปล่า

หัวหน้าคนงานคิดว่าจะเอาคนงานอีกบางคน ใช้บ้านเราเป็นที่ "ฝึกงาน" เพราะญาติพี่น้องของหัวหน้าคนงานที่ชื่อสมชายนั้น ฝากฝังหรือสั่งการมาว่า จะต้องเอาคนนั้นคนนี้มาทำงานในบ้านของเรา

ภาษานักบริหารทรัพยากรบุคคล หรือ human resources management เขาเรียกว่า "on-the-job training" คือ ทำงานไป ฝึกงานไป เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน

แบบนี้เราเรียกว่า "intern" เด็กฝึกงานซึ่งย่อมจะต้องมีเงื่อนไขพิเศษ เพราะยังทำงานไม่เป็น ขออนุญาตเจ้าของบ้านมาฝึกงาน ทำได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แต่เล่นเส้นสายผ่านใครมาก็ไม่รู้ ติดสอยห้อยตามหัวหน้าคนงานเข้ามา

แต่หัวหน้าคนงานที่ชื่อสมชาย ไม่ได้เรียกคนงานพวกนี้ว่า "เด็กฝึกงาน" อย่างที่เข้าใจกันทั่วไป กลับให้ตำแหน่งใหญ่โตเทียบเท่าคนงานกินเงินเดือนเต็มที่ พร้อมสิทธิพิเศษทุกอย่างที่คนงานปกติควรจะได้

อย่างนี้ถือว่าบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างผิดพลาดยิ่งนัก

ครั้นถูกซักถามเข้า หัวหน้าคนงานก็ยอมรับว่า ในการวางตัวคนงานนั้น "อาจจะผิดฝาผิดตัว" ไปบ้าง แต่ขอเวลาทำงานก่อนแล้วจึงให้เจ้าของบ้านวิจารณ์ทีหลัง

ถ้าอย่างนั้นต้องตกลงกันก่อนว่า จะมีช่วง "ทดลองงาน" หรือ probation นานกี่วัน

และหากเกิดความเสียหายระหว่างนี้กับ "คนงานมือใหม่" หรือ "พนักงานเข้าข่ายน่าสงสัย" หัวหน้าสมชายจะรับผิดชอบชดเชยความเสียหายอย่างไร

เราจ้างนายสมชาย เป็นหัวหน้าคนงาน แต่คุณสมชาย มีอาการว่า "เมีย" กับ "พี่เมีย" มีบทบาท "หลังบ้าน" ที่มากำหนดเอาคนงานส่งมาให้คุณสมชาย เจ้าของบ้านก็ย่อมจะต้องซักไซ้ไล่เลียงหัวหน้าคนงาน ว่า จริงๆ แล้ว ใครเป็นคนคุมคนงาน ให้ทำงานตรงตามความต้องการของเจ้าของบ้านที่แท้จริง

ถ้าคุณสมชาย ถือว่าคนที่ลอนดอน เป็น "นายใหญ่" ที่อยู่เหนือ "นาย" จริงๆ ที่ว่าจ้างเขา ก็ย่อมถือได้ว่า คุณสมชาย ทำผิดสัญญาว่าจ้าง

จะเลิกสัญญาเสียเมื่อไรก็ได้

อยู่ที่ว่านายสมชายรู้หรือไม่ว่า ตัวเองเป็นแค่ "หัวหน้าคนงาน" ที่ต้องทำตามความต้องการของเจ้าของบ้าน ไม่ใช่ทำตามคำบงการของคนอื่นที่อยู่เบื้องหลัง และเอาใครก็ไม่รู้มาเป็นคนทำงานในบ้านของเรา

มิหนำซ้ำ คนงานไร้ฝีมือเหล่านี้ ยังทำเป็นกร่าง ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

ไม่เกรงใจหัวหน้าคนงานแล้ว ยังขโมยของในบ้าน และทำบ้านให้สกปรกเปรอะเปื้อนไปหมดอีกด้วย

อย่างนี้ไม่ผ่าน "ทดลองงาน" แน่ครับ

ความไว้วางใจสาธารณะ' ที่หายวับไปกับตาในบัดดล

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
26 กันยายน พ.ศ. 2551 05:00:00
'ความไว้วางใจสาธารณะ' ที่หายวับไปกับตาในบัดดล

ถ้าหากนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ บอกว่าลำดับสำคัญระดับต้น ของรัฐบาลของเขาคือการสร้าง "ความปรองดอง" ในประเทศ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือพูดอะไรต้องทำอย่างนั้น

เท่าที่ผ่านมาไม่กี่วัน คุณสมชาย ก็ทำข้อแรกไม่สำเร็จเสียแล้ว

เพราะพูดแล้ว ทำไม่ได้ หรือพูดไปอย่างนั้นเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้

เช่นเริ่มต้นบอกว่า คณะรัฐมนตรีใหม่ของเขามีแต่ "คนดี" แต่พอรายชื่อทางการออกมา ผู้คนต่างร้องยี้กันยกใหญ่

บอกว่า จะยกเครื่องคณะโฆษกรัฐบาล ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เสียผู้เสียคนก็เพราะ "ปาก" ของผู้นำนั่นแหละ

เมื่อพูดไปอย่าง แต่ทำอีกอย่าง หรือพูดไปแล้วทำไม่ได้ หรือพูดเพียงเพื่อแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ปัญหาก็จะกลับมาหลอกหลอนตัวผู้พูดอยู่ดี

คุณสมัคร หลุดจากตำแหน่งเร็วก็เพราะวาจากับการกระทำไปกันคนละด้าน

ผู้นำคนใดพูดอย่างทำอีกอย่าง อาจจะหลอกคนบางคนบางเวลาได้ หรือหลอกคนทั้งหมดบางเวลาได้ แต่ไม่อาจจะหลอกคนทั้งหมดตลอดเวลาได้

ดังนั้น คำว่า "ความน่าเชื่อถือ" กับ "ความไว้วางใจ" จึงเป็นคุณสมบัติอันดับหนึ่ง ของคนที่อาสามาทำงานเป็นรัฐมนตรี

คุณโอฬาร ไชยประวัติ เคยเป็นนายแบงก์นักพยากรณ์เศรษฐกิจ เคยผิดพลาดครั้งใหญ่ ในการทำนายเรื่องเศรษฐกิจ และค่าเงินบาทช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 11 ปีก่อน จนถึงวันนี้ผู้คนก็ยังจำได้ว่าเขาเคยพูดไว้ว่าอย่างไร

ยิ่งเมื่อในช่วงหลังได้แสดงตนเข้าใกล้กับ "ฐานอำนาจทางการเมือง" ที่โยงใยโดยตรงถึงทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งทำให้คนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองว่า "คำพูด" หรือ "วิจารณญาณ" ของเขาน่าเชื่อถือเพียงใด

จะแยกออกระหว่างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทักษิณ และผลประโยชน์ของประเทศชาติได้หรือไม่?

พอความสงสัยคลางแคลงอย่างนี้เกิดขึ้นใน ความรู้สึกของสาธารณชนเท่านั้น ความไว้วางใจจากสาธารณะหรือที่เรียกว่า public trust ก็จะหดหายไปทันที

คุณสุชาติ ธาดาธำรงเวช ที่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้น ก็มีปัญหากับ "ปาก" เช่นกัน เพราะวันก่อนบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังติดต่อธนาคารพาณิชย์สามแห่ง เพื่อหาสภาพคล่องให้กับบริษัทประกันภัยที่มีปัญหา

เขาไม่ได้พูดในฐานะนายสุชาติ นักวิชาการ แต่ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยคลัง ที่มีความรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ และทุกประโยคที่พูดออกมานั้นล้วนมีผลต่อตลาดทั้งสิ้น

วันรุ่งขึ้น เขาได้เลื่อนขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกนักข่าวไปบอกว่า "ผมยอมรับผิด" ที่พูดไปโดยไม่มีข้อมูลครบถ้วน ประชาชนอาจจะตื่นตกใจ เหมือนกรณีการเกิดไฟไหม้แล้วคนตกใจจนวิ่งเหยียบกันตาย

เมื่อวานนี้ คุณสุชาติ พูดอีก...คราวนี้บอกว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทควรอยู่ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพราะจะทำให้เกษตรกรขายสินค้าเกษตรในราคาที่สูงขึ้น แต่เงินที่เกษตรกรได้เพิ่ม 1 บาทนั้น จะทำให้ซื้อน้ำมันแพงขึ้น 10 สตางค์ สินค้านำเข้าจะแพงขึ้น

คุณสุชาติ บอกว่า คนไทยก็ต้องเลือกเอาว่าต้องการให้ราคาสินค้าเกษตรดี หรือต้องการเติมน้ำมันราคาถูก

ถ้าคุณสุชาติ ยังเป็นนักวิชาการ พูดจาอย่างนี้ก็คงไม่มีปัญหาเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวางนโยบายของประเทศ แต่วันนี้คุณสุชาติ เป็นรัฐมนตรีคลัง การแสดงความเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทควรจะอยู่ที่เท่าไรนั้น จะทำให้เกิดผลอย่างไรในตลาดการเงิน อัตราแลกเปลี่ยนและการกะเก็งเรื่องการค้าขายในตลาดอย่างไร เขารับผิดชอบหรือไม่?

ยังไม่ทันจะเริ่มทำงาน ทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐมนตรีของคุณสมชาย ก็มีปัญหา "ความน่าเชื่อถือ" ในเรื่องของการแสดงความเห็นต่อสาธารณชนเสียแล้ว

ตั้งแต่ตัวนายกฯ ลงมาตลอดถึงคนมาเป็นรัฐมนตรีที่ผิดฝาผิดตัวทั้งหลายทั้งปวง

ไม่ใช่ ครม. ลับ ลวง พราง

แต่เป็น ครม. ยี้ ยั้วเยี้ยมากกว่า

พอนับ 1 ก็เริ่มนับถอยหลัง...

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
19 กันยายน พ.ศ. 2551 05:00:00
พอนับ 1 ก็เริ่มนับถอยหลัง...

พอรับตำแหน่งนายกฯ วันแรก นายกฯ ที่ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็โดนเริ่มนับถอยหลังแล้ว

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : เพราะสำหรับคุณสมชาย คนที่เป็นน้องเขย ทักษิณ ชินวัตร และได้ตำแหน่งนี้ เพราะแรงสนับสนุนของ "นักเลือกตั้ง" ที่รู้อย่างเดียว คือ การแลกจำนวนเก้าอี้ในกลุ่มของตนกับตำแหน่งรัฐมนตรี ย่อมไม่มีคำว่า "ฮันนีมูน" กับประชาชน

คนที่เฝ้าติดตามการก้าวสู่ตำแหน่ง นายกฯ ของคุณสมชาย ต่างก็มีคำถามอยู่ในใจมากมาย และตั้งเงื่อนไขเอาไว้มากมายก่ายกอง เพราะลึกๆ แล้ว ต่างก็รู้กันดีอยู่ว่าอะไรเป็นอะไร

คุณสมชาย มีภาพลักษณ์ดีกว่าสมัคร สุนทรเวช ตรงที่เริ่มต้นด้วยถ้อยแถลงที่ต้องการสมานฉันท์ ถึงขั้นที่ "อู้เหนือแล่งใต้" ได้อย่างคล่องแคล่ว

หากคุณสมชาย ไม่ได้มีหน่อเนื้อที่ติดกับทักษิณ และครอบครัวปานนั้น สังคมทั่วไปก็อาจจะยัง "ให้ประโยชน์กับจำเลย" หรือให้ benefit of the doubt ได้

แต่คุณสมชาย มาด้วยต้นทุนติดลบทางการเมือง จึงเป็น "ภาระที่ต้องพิสูจน์" ให้กับคนทั้งแผ่นดิน ว่า เขามีความพร้อมที่จะทำงาน ทั้งๆ ที่มีโซ่ล่ามอยู่ที่ขาหนักหน่วงเช่นนั้น

พอเริ่มต้นเท่านั้น ความเหม็นเน่าของการเมืองเก่าก็โชยกลิ่นออกมาเต็มสูบ เพราะ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ที่เริ่มต้นทำท่าจะ "ก่อขบถ" ให้ทบทวนชื่อคนที่จะเป็นนายกฯ นั้น ไม่ทันข้ามคืน ก็ "สงบศึก" เพียงเพราะสามารถต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีตามโควตาได้เท่านั้นเอง

เมื่อเริ่มต้นอย่างนี้ ก็ต้องรู้ว่าเส้นทางข้างหน้าของหัวหน้ารัฐบาลที่ชื่อสมชาย จะต้องเผชิญกับขวากหนาม การข่มขู่คุกคามของ "นักเลือกตั้ง" และนักทำมาหากินในแวดวงการเมืองอย่างไร

แต่เมื่อคุณสมชาย ได้ตำแหน่งนี้เพราะมือที่ยกของกลุ่ม และมุ้งการเมืองต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง ก็หนีไม่พ้นว่าการตั้งคณะรัฐมนตรีจะต้องเข้าสูตรของความเปรอะเปื้อนอย่างไร

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงประเด็นปัญหาหนัก หนาสากรรจ์ที่ประเทศเผชิญอยู่ และที่คนเป็นนายกฯ จะต้องสะสางคลายปมอย่างเร่งด่วน จริงจัง และจริงใจอย่างไร

ที่เห็นเด่นชัดเป็นประเด็นที่หนักหน่วงสำหรับคุณสมชาย ก็คือ จะสามารถตอบข้อสงสัยของประชาชนได้อย่างไรว่า

จะไม่เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อช่วยเหลือพรรคของตัวเอง หรือทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นความผิดที่รอขึ้นศาลตัดสินอยู่ จะทำอย่างไรจึงจะเห็นว่านายกฯ คนนี้ จะไม่ทำอะไรที่เอื้อประโยชน์ต่อทักษิณ และครอบครัว (ที่ตัวผู้นำเองเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

จะทำอย่างไรจึงจะไม่โดนกล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่...เช่นกรณีการไม่ทำอะไรเกี่ยวกับหนังสือเดินทางการ ทูตของทักษิณ และภรรยา หรือไม่ทำอะไรเกี่ยวกับการเอาตัวทักษิณ และภรรยากลับมาขึ้นศาลในฐานะ "ผู้ร้ายข้ามแดน"

จะแสดงความกล้าหาญด้วยการเอา NBT ออก และให้ช่อง 11 กลับมาเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เอาเงินภาษีประชาชนไปใช้ แต่โดนนักการเมืองปู้ยี่ปู้ยำให้กลายเป็น "กระบอกเสียง" การโจมตีคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน และ "เครื่องมือ" ของการทำมาหากินของคนบางกลุ่มบางก้อน ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองในพลังประชาชนหรือไม่

นี่ยังไม่พูดถึงการที่รัฐบาลสมัครแต่ง ตั้งคนที่มีประวัติด่างพร้อยเข้าไปมีอิทธิพลเหนือตลาดหุ้น แบงก์ชาติ และ ก.ล.ต. ที่สร้างความเสียหายกับความเป็นมืออาชีพของคนในวงการนโยบายการเงินและ ทุนอย่างยิ่ง

นี่ยังไม่พูดถึงวิธีการที่นายกฯ คนใหม่ จะ "เจรจา" อย่างไรกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดสมานฉันท์และยืนยันว่า เสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็น และการเคารพในกฎหมายของบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ต้องเดินเคียงคู่กันไป

ในขณะที่ "อารยะขัดขืน" กำลังจะกลายเป็นกิจกรรมสำคัญของการเมืองภาคประชาชน ที่ต้องนำมาถ่วงดุลกับอำนาจการเมือง ที่ "นักเลือกตั้ง" ได้มาด้วยวิถีทางที่ใช้เงิน และอำนาจมืดในคราบของระบอบประชาธิปไตย

คุณสมัคร ไร้เสียซึ่ง "บารมีแห่งศีลธรรมจรรยา" ที่ฝรั่งเรียกว่า moral authority ในการเรียกศรัทธาของประชาชน เพราะไม่เคยแสดงออกถึงการเคารพในสิทธิแห่งการแสดงออกของคนอื่น แต่คุณสมชายก็ยังไม่อาจจะแสดงตนว่า มีคุณสมบัติข้อนี้เหนือกว่าคุณสมัครเท่าไรนัก

ถามว่าคุณสมชาย รู้ไหมว่าการเป็นนายกฯ จะต้องเผชิญกับแรงกดดัน และแรงเสียดทานหนักหน่วงเช่นนี้

ตอบโดยสามัญสำนึกว่าคุณสมชายรู้แน่

ถามต่อว่าถ้ารู้ ทำไมจึงยังอาสามารับตำแหน่งนี้

คุณสมชายยังไม่ได้ประกาศว่าที่รับตำแหน่งนี้ เพราะต้องการจะ "ปกป้องระบอบประชาธิปไตย" อย่างที่คุณสมัครอ้างจนถึงนาทีสุดท้าย

แต่ก็หนีไม่พ้นว่าจะต้องมีคนตั้งข้อสงสัยว่า ที่คุณสมชายแบกรับภาระหนักอึ้งเช่นนี้ เพราะต้อง "ปกป้อง" อะไรบางอย่างหรือไม่

ไม่กี่สัปดาห์ก็รู้ครับ

มีเพื่อนอย่างนี้ ไม่ต้องมีศัตรูก็ได้

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
18 กันยายน พ.ศ. 2551 02:00:00

มีเพื่อนอย่างนี้ ไม่ต้องมีศัตรูก็ได้

พอเราอ่อนแอเจ็บป่วย เชื้อโรคก็ย่อมจะฉวยโอกาส ถาโถมเข้าโจมตีเรา

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : และหากเราไม่รีบสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมสู้กับไวรัส และแบคทีเรียร้ายทั้งหลาย เราก็จะเสียท่ามันได้ง่ายๆ

มนุษย์เป็นอย่างไร ประเทศก็เป็นเช่นนั้น

เพื่อนรักข้างบ้านของเราอย่าง นายกฯ ฮุนเซน ของกัมพูชา ได้จังหวะตอนเราแสดงอาการป้อแป้ทางการเมืองในประเทศ ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ ว่า เมื่อเกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย ก็สมควรที่จะพิจารณาว่า ความเป็น "ประธานหมุนเวียน" อาเซียนของไทย ควรจะโอนย้ายไปให้กับสิงคโปร์ หรือเวียดนาม แทนเสียหรือไม่

ฮุนเซน บอกว่า เขาสงสัยว่าเมื่อไทยเผชิญกับวิกฤติการเมืองในประเทศอย่างนี้ จะยังสามารถเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนประจำปี (ที่กำหนดไว้ในเดือนธันวาคมนี้) ได้หรือ

ฮุนเซน ใช้มีดทิ่มใส่เราแล้วก็ยังเอาเกลือมาโรยแผลให้เจ็บแปลบปลาบเพิ่มเติมอีกด้วย การบอกนักข่าวต่างประเทศ ว่า "เราสงสัยว่าไทยจะจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนได้อย่างไร ในเมื่อวันนี้ยังไม่มีรัฐบาลเลย..."

และเหยียบย่ำซ้ำเติมด้วยการสำทับว่า ไม่มีที่ไหนในโลกกระมัง ที่ผู้ประท้วง จะเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลได้อย่างนี้

ฮุนเซน บอกต่อด้วยว่า สถานการณ์การเมืองในไทยวันนี้ ไม่ได้กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยแต่เพียงประเทศเดียว แต่ยังกระเทือนถึงอาเซียนอีกด้วย

ท่าทีลีลาของผู้นำเขมรคนนี้ ต้องเรียกว่าทำเราเจ็บจริงๆ เพราะแทนที่จะแสดงความเห็นใจกับปัญหาของเพื่อนบ้านอย่างไทย ฮุนเซนกลับซ้ำเติม

ผิดกับคำเตือนของคนเอเชียส่วนใหญ่ ว่า "คนล้มอย่าข้าม" เพราะตอนที่กัมพูชาเจอกับวิกฤติหนักหน่วงกว่านี้ สมัยเขมรแดงฆ่าฟันคนของตัวเองเป็นล้านๆ คน (และฮุนเซนเป็นหนึ่งในกระบวนการเขมรแดงด้วยขณะนั้น) นั้น ไทยเราไม่ได้เข้าร่วมขบวนการบดขยี้กัมพูชาด้วย...

ตรงกันข้ามกลับแสดงความเห็นใจ และเมื่อคนเขมรหนีตายจาก "แดนสังหาร" อันโหดเหี้ยม ไทยก็รับผู้อพยพจากประเทศนั้นอย่างเห็นอกเห็นใจ

มาวันนี้ เพียงเพราะฮุนเซนยังขุ่นเคืองไทยในเรื่องเขาพระวิหาร ผู้นำเขมรคนนี้ก็แสดงความเห็นแก่ตัวด้วยการเสนอให้โอนความเป็นประธานอาเซียน คืนกลับไปให้สิงคโปร์ ที่เป็นเจ้าภาพคนก่อนหรือส่งต่อไปให้เวียดนาม ทันทีในฐานะที่จะหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพประเทศต่อไป

ฮุนเซน คนนี้แหละที่อดีตนายกฯ ไทย ที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช เคยปกป้องสุดฤทธิ์ แม้จะลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา เรื่องให้เขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ก็ยังบอกว่าจะไม่พูดหรือทำอะไรระหว่างที่ฮุนเซนหาเสียงเลือกตั้งอยู่ในขณะ นั้น

เรียกว่าคุณสมัครกระโดดข้าม ประเทศ ไปอุ้มฮุนเซนอย่างออกนอกหน้า แต่สิ่งที่ฮุนเซน ทำกับไทยวันนี้กลับกลายเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ ที่คอยจะฟาดฟันไทยทุกครั้งที่มีโอกาส

เมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง ฮุนเซน ก็ "ทำแสบ" อีกด้วยการขู่ว่าจะยื่นฟ้องศาลโลก กรณีปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ไทยถือว่าอยู่ในเขตไทย และกัมพูชาอ้างสิทธิเป็นของตัวเองอีก

ไม่ต้องสงสัยว่า ฮุนเซนเป็นนักฉวยโอกาสตัวยง เห็นการเมืองไทยไม่นิ่ง ก็เสียบเข้ามาทำให้ตัวเองได้ประโยชน์ที่สุด

แน่นอนว่า เราต้องโทษตัวเองที่ทำให้สถานภาพของประเทศเราอ่อนปวกเปียก เพราะความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศเช่นนี้ และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องฟื้นคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง

แต่ยิ่งไทยเรามีปัญหาอย่างนี้ เราก็ต้องยิ่งแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า ประเทศไทยยังสามารถดำรงความเป็นเจ้าภาพอาเซียน และจัดการประชุมสุดยอดประจำปีได้

เพราะเราต้องยืนยัน (เหมือนที่กระทรวงการต่างประเทศเราเคยออกแถลงการณ์ตอนคุณเตช บุนนาค เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้) ว่า สิ่งที่กำลังเกิดในประเทศไทยนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย และอย่างไรเสีย คนไทยก็สามารถจะแก้ปัญหาของตัวเอง ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือความพยายามอย่างไร...

และต้องยืนยันว่า ไม่มีสมาชิกอาเซียนประเทศไหนที่ไม่มีปัญหาการเมืองของตัวเอง และตราบเท่าที่ประชาชนเจ้าของประเทศมีสิทธิมีเสียงในการปกครองประเทศ สมาชิกอาเซียนอื่นๆ ก็จะต้องเคารพในกระบวนการแก้ปัญหาของเรา

เพราะไทยเราได้พิสูจน์เสมอมาว่า ทุกครั้งที่เรามีรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน ประชาชนคนไทยก็จะลุกขึ้นมาสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของตนเอง และในทุกครั้งที่ผ่านมา ประชาชนเจ้าของประเทศจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุดเสมอ

จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่นายฮุน เซน ซึ่งปกครองประเทศด้วยอำนาจเกือบจะเบ็ดเสร็จ และมีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน และการรวบศูนย์อำนาจและคุกคามสื่อมวลชนมาตลอดนั้น จะพูดจาทำนองปรามาสเหยียดหยาม และย่ำยีเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย

น่าวิเคราะห์ว่าทำไมฮุนเซน ซึ่งมีความสนิทสนมกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ของไทยเหลือเกิน จึงออกมา "กัด" ไทยอยู่เป็นประจำเช่นนี้

ฝรั่งเขาบอกว่า มีเพื่อนอย่างนี้ ไม่ต้องมีศัตรูก็ได้

นายกรัฐมนตรีใหม่ ที่ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะสามารถแสดงภูมิ ความมีวิสัยทัศน์ และความเข้มแข็งพอที่จะทำให้ฮุนเซน สงบปากสงบคำต่อไทยได้หรือไม่

คือข้อพิสูจน์อีกข้อหนึ่ง ว่า คุณสมชายมีคุณสมบัติ เป็นผู้นำคนใหม่ของไทยได้หรือไม่

การเมืองใหม่กับรัฐบาลแห่งชาติ...กับการเมืองเก่าที่เน่า เหม็น ฟอนเฟะ

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
15 กันยายน พ.ศ. 2551 01:00:00
การเมืองใหม่กับรัฐบาลแห่งชาติ...กับการเมืองเก่าที่เน่า เหม็น ฟอนเฟะ

:

ทำไม "การเมืองใหม่" และ "รัฐบาลแห่งชาติ" จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นทุกวัน?

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : คำตอบก็คือ ยิ่งนับวันนักเลือกตั้งบ้านเมืองก็ยิ่งพิสูจน์ว่าตนไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้

และยิ่งนับวัน คำว่า "ประชาธิปไตย" ของไทย ก็ยิ่งมีความหมายเพียงแค่การแข่งขันกันหาเสียงเพียงเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภา มากกว่าพรรคอื่น และเพื่อยึดกุมอำนาจทางการเมือง เพื่อจะสามารถแสวงหาประโยชน์แห่งตนเท่านั้น

เพราะพรรคการเมืองในสภาทั้ง 7 พรรค เล่นเกมชิงไหวชิงพริบมากกว่าการทำงานเพื่อแก้วิกฤติ คำว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" จึงมีความหมายที่สำคัญมากขึ้นกว่าทุกครั้งที่บ้านเมืองเผชิญกับวิกฤติ

เพราะเมื่อ "รัฐบาล" หมายถึง เพียงการยื้อแย่งตัวเลขของมือที่จะยกสนับสนุนใครมาเป็นนายกฯเท่านั้น แต่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการแก้ปัญหาที่หนักหน่วงของบ้านเมือง แน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็ตั้งคำถามว่าการเมืองแบบเก่าอย่างนี้จะมิยิ่งนำพา ประเทศไปสู่วิกฤติหรือ?

เมื่อสภาไม่อาจจะแก้ปัญหาประเทศชาติ ได้ และมิหนำซ้ำกลับกลายเป็นตัวสร้างให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนมากขึ้น เจ้าของประเทศที่แท้จริงส่วนใหญ่ก็ย่อมจะต้องถามหา "รัฐบาลที่สะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน"

นั่นคือที่มาของคำว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" ซึ่งไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาตั้งรัฐบาลร่วม กันโดยไม่มีฝ่ายค้านหรือแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีตามโควตาบนพื้นฐานของจำนวนที่ นั่งในสภาเท่านั้น

แต่ "รัฐบาลแห่งชาติ" ในยามวิกฤติเช่นนี้ ยังหมายถึงการเปิดทางให้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกให้กับประเทศชาติ และให้เชิญคนดีคนเก่งข้างนอกที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเลือกตั้งเข้ามาร่วม บริหารประเทศ เพื่อยืนยันว่าประเทศชาติไม่ได้มีแค่พรรคการเมืองในสภา และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เท่านั้น

แต่ยังมีคนไทยซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ ที่เป็นพลังเงียบ และพร้อมที่จะแสดงจุดยืนของตนเพื่อไม่ให้ประเทศชาติต้องล่มจมต่อหน้าต่อตา เพราะฝีมือของตัวละครไม่กี่ตัวบนเวทีการเมืองระดับชาติเท่านั้น

ในทำนองเดียวกัน คำว่า "การเมืองใหม่" ก็เริ่มจะเป็นประเด็นที่มีสาระที่น่าถกแถลงกันให้ลุ่มลึกมากขึ้น เพราะ "การเมืองเก่า" ที่เห็นอยู่วันนี้ไม่สามารถจะตอบโจทย์ของชาวบ้านที่ถูกนักการเมืองและนัก เลือกตั้ง "จับตัวเป็นประกัน" ตลอดเวลาอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

นักเลือกตั้งอ้างคำว่า "ประชาธิปไตย" เข้าไปทำมาหากินในสภาและมองเห็นการเมืองเป็น "ธุรกิจ" ของตน ที่มี "กำไร" เป็นเป้าหมายสูงสุด แต่เอาคำว่า "ตัวแทนประชาชน" มาเป็นหน้ากากเพื่อหลอกลวงคนทั้งประเทศ

การเมืองเรื่องเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ เต็มไปด้วยความฉ้อฉล และกลเม็ดเด็ดพรายที่ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติสามารถฝ่าข้ามไปสู่จุดของการ พัฒนาชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง

ก็วิกฤติที่สร้างความปั่นป่วนให้ ประเทศชาติที่เราเห็นกันอยู่วันนี้มิใช่เป็นฝีมือของนักเลือกตั้งที่ไม่สนใจ จริยธรรม ความโปร่งใส และ ความรับผิดชอบต่อสังคมหรือ?

วิกฤติที่ประเทศไทยเจอมาหลายปีไม่ใช่ เป็นเพราะคนชื่อทักษิณ ชินวัตร นำเอา "ระบอบทักษิณ" ที่อาศัยเงินและอำนาจเพื่อกุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาเพื่อผลักดันสิ่งที่เป็น ประโยชน์เฉพาะตนหรือ?

วิกฤติวันนี้มิได้เกิดเพราะ "นอมินี" ของทักษิณ ที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทักษิณ และพวกไม่ให้ต้องได้รับโทษตามกฎหมายหรือ?

วิกฤติวันนี้ไม่ใช่เพราะ สมัคร สุนทรเวช ดื้อด้านตั้งตัวเองเป็น "ผู้ปกปักรักษา" สิ่งที่เขาเรียกว่าประชาธิปไตยหรือ?

ด้วยเหตุนี้แหละที่คนไทยสิ้นหวังกับนัก เลือกตั้งและกำลังต้องการเห็น "การเมืองใหม่" และ "รัฐบาลแห่งชาติ" ที่จัดระบบให้ภาคประชาชนมีบทบาทในการเมืองระดับชาติอย่างคึกคักและเป็นกิจจะ ลักษณะอย่างแท้จริง

ประชาธิปไตยต้องมิใช่เพียงแค่ให้ ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงแล้วปล่อยให้นักเลือกตั้งปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติ อย่างไรก็ได้โดยอ้างว่า "ฉันมาจากการเลือกตั้ง"

"การเมืองใหม่" ที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีสูตรเดียว และไม่จำเป็นที่จะต้องถูกนิยามโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็ได้ประกาศแล้วว่าสูตร 70:30 เป็นเพียงตุ๊กตาที่ต้องการกระตุ้นให้คนไทยทั้งสังคมช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ และถกแถลงเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในทำนองเดียวกัน "รัฐบาลแห่งชาติ" ก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นไปตามสูตรเดิมๆ ที่ให้พรรคการเมืองทั้งหมดตั้งรัฐบาลร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายค้าน... แต่จะต้องเป็นรัฐบาลในสถานการณ์พิเศษที่เปิดทางให้คนในสภาและนอกสภามีโอกาส ได้ร่วมกันแสวงหาทางออกให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติ

การเมืองเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองแต่เพียงกลุ่มเดียว

วัน "สภาล่ม" เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ก็สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของความฟอนเฟะของ "การเมืองเก่า" แล้วมิใช่หรือ?

ทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง

ทัศนะวิจารณ์

กาแฟดำ
11 กันยายน พ.ศ. 2551 05:00:00
'ทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริง'

:

ถ้าพรรคพลังประชาชน อ้างว่าความผิดของนายสมัคร สุนทรเวช เป็นเรื่อง "เล็กน้อย"

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : เพราะเกี่ยวกับการทำรายการทำอาหารทางทีวีเท่านั้น จึงควรจะสามารถได้รับเสียงข้างมากในสภา ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็กรุณากลับไปอ่านคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเสียใหม่ให้ละเอียด

ประเด็นที่นายสมัคร ผิดอย่างชัดเจนและหนักหน่วงคือเรื่อง "การขัดแย้งผลประโยชน์" ของคนที่อาสามาเป็นผู้ปกครองประเทศ ที่แยกไม่ออกว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนตน และอะไรคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ

และที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่า ประเด็นแรก ก็คือ การทำหลักฐานเท็จของนายสมัคร เพื่อต่อสู้คดีนี้... เพราะถ้าหากคนเป็นนายกฯ ยังสร้างเอกสารปลอมย้อนหลัง เพื่อผลประโยชน์แห่งตนได้ ก็แปลว่าเขาจะทำอะไรชั่วๆ ที่เราคาดไม่ถึงได้

คำวินิจฉัยหลายตอนของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ควรจะเป็นบทเรียนสอนเยาวชนไทยและคนไทยทั่วไปว่าด้วยความสำคัญของจริยธรรมและศีลธรรม

ตอนหนึ่ง คำวินิจฉัยบอกว่า

"...ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ซึ่งบัญญัติห้ามนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างของบุคคลใดเพื่อให้การ ปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นไปโดยชอบ ป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์...อาจจะก่อให้ เกิดสถานการณ์ขาดจริยธรรมซึ่งยากต่อการตัดสินใจ...ทำให้ต้องเลือกอย่างใด อย่างหนึ่งระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์สาธารณะ...

...เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งคำนึงถึง ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์สาธารณะ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จึงขัดกันใน ลักษณะที่ประโยชน์ส่วนตัวจะได้มาจากการเสียไปซึ่งประโยชน์สาธารณะ...

...การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวบรรลุผล จึงมิใช่แปลความคำว่าลูกจ้างในรัฐธรรมนูญมาตรา 267 เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือตามกฎหมายภาษีอาการ เท่านั้น เพราะกฎหมายแต่ละฉบับย่อมมีเจตนารมณ์แตกต่างกันไปตามเหตุผลและการบัญญัติ กฎหมายนั้นๆ...ทั้งกฎหมายดังกล่าวก็เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ...ทั้งยังมีเจตนารมณ์ที่จะ ป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย..."

พูดง่าย ๆ ก็คือว่านายสมัคร แยกไม่ออกว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนตน และอะไรคือผลประโยชน์ของประชาชนโดยทั่วไป

ดังนั้น ใครที่อ้างว่าเข้ามามีอำนาจตามครรลองประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้แปลว่าเขารู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ และอะไรคือผลประโยชน์ของตัวเองและพรรคพวกเลยแม้แต่น้อย

อีกตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยบอกว่า

"...หลักฐานทางภาษีอากรดัง กล่าวข้างต้นที่ว่า ก่อนหน้านั้นผู้ถูกร้อง (สมัคร สุนทรเวช) ได้รับค่าจ้างแสดงไม่ใช่ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นการทำหลักฐานย้อนหลัง เพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้ถูกร้อง..."

การ "ทำหลักฐานย้อนหลังเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง" นั้น เป็นความผิดร้ายแรงสำหรับคนธรรมดาแค่ไหน หากคนเป็นนายกฯ กระทำเช่นนั้น ในสามัญสำนึกก็ต้องถือว่าความผิดนั้นรุนแรงกว่าหลายเท่า และการลงโทษก็จะต้องหนักหน่วงกว่าหลายเท่าเช่นกัน

คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และเคยเป็นมือกฎหมายสำคัญคนหนึ่งในยุคทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ตอบคำถาม (ตีพิมพ์ใน "ไทยโพสต์" ฉบับเมื่อวานนี้) ประเด็นนี้ว่า

"....ถ้าเป็นผม จะไม่กลับมา มันคงอธิบายให้โลกทั้งโลกฟังไม่ได้ว่า นายกฯ กระทำการขัดในเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม... ในคำวินิจฉัยบางส่วนยังระบุว่า เชื่อได้ว่ามีการทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จึงเป็นเรื่องจริยธรรมที่ลึกซึ้ง"

ความผิดของนายสมัคร ครั้งนี้จึงหนักหนาสากรรจ์กว่าที่พรรคพลังประชาชน จะพยายามสร้างภาพปิดบังอำพรางประชาชนคนไทยทั่วประเทศหลายเท่านัก

หากสมัคร กลับมาอีกครั้ง คนที่จะออกมากลางถนนไม่ใช่แค่ที่กลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาลแน่นอน

คนทั้งประเทศจะลุกฮือขึ้นมาทวงคืนประเทศ จากพวกชั่วช้าทำลายชาติอย่างแน่นอน