Loading...

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551

“สงครามประชาชน”ของระบอบทักษิณ: ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรม(บทความที่คนใส่เสื้อสีแดงควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง)

“สงครามประชาชน”ของระบอบทักษิณ: ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรม(บทความที่คนใส่เสื้อสีแดงควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง)
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง--รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย...คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 27 ตุลาคม 2551 16:00 น.
บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “ไพ่ใบสุดท้าย” ที่ทักษิณ ชินวัตรได้หงายออกมาเพื่อแพ้ในวันที่ 21 ตุลาคม 2551 นี้ก็คือ “สงครามประชาชน”เพื่อทักษิณ ที่มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วนคือ

1.ชาวรากหญ้าและคนชั้นกลางในชนบท

ผู้คนเหล่านี้ นอกจากจะขาดข่าวสารที่รอบด้านแล้ว ยังถูก “เงิน” จากคนของระบอบทักษิณซื้อเอาไว้ได้ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในการเมือง ระดับท้องถิ่น แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ได้ถูกคนของระบอบทักษิณปลุกระดมให้ “ตื่นตัวทางการเมือง” ขึ้นมาในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักเลยว่า “ประชาธิปไตย” ที่พวกเขาลุกขึ้นมาปกป้องนั้น ที่แท้ก็คือ ธนาธิปไตยหรือระบบเลือกตั้งแบบซื้อเสียง หาใช่ประชาธิปไตยตามความหมายที่แท้จริงและตามหลักการที่บริสุทธิ์ยุติธรรมแต่อย่างใดไม่

2.แนวร่วมของระบอบทักษิณ

ผู้คนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่เป็นแนวร่วมกับระบอบทักษิณที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความเชื่อทางการเมือง แบบ “ซ้ายตกขอบ” ที่พลัดตกลงไปในหลุมพรางของกับดักทางวาทกรรม “ประชาธิปไตย” (จอมปลอม) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาหรือถูกหลอกนำมาใช้เพื่อให้มาเผชิญหน้ากับระบอบอำมาตยา ธิปไตยและสถาบันกษัตริย์นั่นเอง คนเหล่านี้คือคนที่เข้าร่วมทางความคิดอย่างเอาการเอางานใน เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน ที่มีเนื้อหามุ่ง “ถอดรื้อ” ระบอบอำมาตยาธิปไตยและสถาบันกษัตริย์ในเชิงความคิด และในเชิงวาทกรรมอย่างโจ่งแจ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยยังไม่รวมเอาเว็บไซต์อื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่มีอยู่มากมาย

ผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อวาทกรรมของ เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน และได้เข้าร่วมในกิจกรรมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างเอาการเอางาน จนถึงขนาดขึ้นเวทีอภิปรายที่ท้องสนามหลวงและพูดจาจาบจ้วงหมิ่นเบื้องสูงจน ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ต่างก็มีจุดจบในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน เช่น ในกรณีของ นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดา ตอร์ปิโดที่ถูกจองจำในขณะนี้ หรือ นายสุชาติ นาคบางไทร ที่อยู่ในระหว่างหลบหนีการจับกุม เป็นต้น

3.สมุนของระบอบทักษิณ

ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องระบอบทักษิณเป็นเพราะตนเองมี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่อาจเป็นเงิน หรืออำนาจจากระบอบทักษิณ ได้แก่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน อดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย หัวคะแนน และนักวิชาการและ/หรือข้าราชการที่ขายตัวขายจิตวิญญาณเสรีไป

องค์ประกอบทั้งสามประการข้างต้นจึงเป็นตัวขับเคลื่อน “สงครามประชาชน” เพื่อทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของยุทธศาสตร์ของทักษิณ ชินวัตรและคนในระบอบทักษิณก่อนหน้านั้น

ยุทธศาสตร์ของทักษิณ ชินวัตรและคนในระบอบทักษิณก่อน 21 ต.ค. 51 นั้นอาจกล่าวได้ว่ามุ่งไปที่การแบ่งแยกและก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองเพื่อ ให้ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวสามารถได้ประโยชน์จากการพ้นผิดในคดีความต่างๆ ที่มีอยู่ในศาล และสามารถนำไปใช้อ้างกับทางการอังกฤษเพื่อพิจารณาคำขอลี้ภัยทางการเมืองได้ การดำรงไว้ซึ่งการปกครองโดยตัวแทนไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นโดยรัฐบาลที่นำโดย สมัคร สุนทรเวช จนมาถึง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ในปัจจุบันจึงเป็นกลยุทธ์ที่ได้ดำเนินการมาโดยตลอดเพื่อสนองตอบ ต่อยุทธศาสตร์ข้างต้น

อย่างไรก็ตาม หลังคำพิพากษาตัดสินคดีที่ดินรัชดาภิเษก โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อ 21 ต.ค. 51 ที่ได้ ตัดสินจำคุก ทักษิณ ชินวัตร เป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอลงอาญาเนื่อง จากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นหน่วยงานของรัฐในขณะที่นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแลผ่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหน่วยงานที่อาศัยเงินสนับสนุนจากรัฐ การเข้าไปประมูลที่ดินและเป็นคู่สัญญากับรัฐจึงเป็นความผิดตาม กฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 ตามที่กล่าวโทษ

ภูมิศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทยจึงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่มีวันจะหวนกลับไปเหมือนเดิม ได้อีก กล่าวคือ

ความชอบธรรมทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณได้หมดไปอย่างสิ้นเชิงโดยคำพิพากษานี้

คดีที่ดินรัชดาภิเษกเป็นคดีที่ถูกจำหน่ายออกจากสารบบการพิจารณาของ ศาลในวาระแรกเนื่องจากอัยการไม่สามารถนำตัวจำเลยมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลได้ เพราะทักษิณ ชินวัตรไม่ยอมกลับเข้าประเทศเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองตามกระบวนการ ยุติธรรม แต่หลังจากที่พรรคพลังประชาชนที่เป็นตัวแทนของทักษิณ ชินวัตรได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีพรรค พลังประชาชนเป็นแกนนำเมื่อต้นปี 2551 ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตรจึงได้กลับมากราบแผ่นดินเกิดอีกครั้ง และนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในเวลาต่อมาเพราะคาดว่าตนเองจะสามารถ หลุดจากคดีเหมือนกรณีที่เคยถูกกล่าวหาโดย ป.ป.ช.ในช่วงปี 2544 ในข้อหาว่าซุกหุ้นได้เช่นกัน

ทักษิณ ชินวัตรได้กล่าวในวันแรกๆ ของการกลับเมืองไทยในช่วงต้นปี 2551ได้ความว่า ตัวเขาเชื่อมั่นในความยุติธรรมที่ศาลจะมีให้ การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของทักษิณ ชินวัตรจึงเป็นไปเหมือนดังเช่นที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ถูกกล่าวหา มีการเบิกความของพยานทั้งสองฝ่ายเพื่อค้นหาความจริง จนกระทั่งเมื่อมีเหตุการณ์ติดสินบนภายในบริเวณศาลกรณีเงินในถุงขนม 2 ล้านบาทเกิดขึ้นจนทำให้ศาลสั่งลงโทษจำคุกทนายที่ว่าความให้ทักษิณ ชินวัตรและผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 3 คนในเบื้องต้น ทำให้ ทักษิณ ชินวัตรตระหนักได้ว่าคำพิพากษาในคดีที่ตนเองกำลังต่อสู้อยู่นั้นจะมีผลลัพธ์ ออกมาเป็นเช่นใด การหลบหนีไปจากประเทศไทยและจากกระบวนการยุติธรรมไทยอีกครั้งหนึ่งของทักษิณ ชินวัตรหลังจากนั้นจึงขัดแย้งกับคำพูดของตนเองที่เคยบอกว่าเชื่อมั่นใน กระบวนการยุติธรรม และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมของตัวเขาและของ ระบอบทักษิณ

มีผู้ใกล้ชิดกับทักษิณ ชินวัตรได้กล่าวถึงทักษิณ ชินวัตรในวันที่กลับมากราบแผ่นดินเกิดที่สนามบินอย่างเอิกเกริกในช่วงต้นปี 2551ว่า ทักษิณเป็นคนเหนือดวง แต่มาวันนี้ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทักษิณ มิได้อยู่เหนือกฎแห่งกรรม และมิอาจรอดพ้นจากกฎแห่งกรรมไปได้

หากทักษิณ ชินวัตรคิดจะอุทธรณ์ตามช่องทางที่มีอยู่น้อยนิด จงตรึกตรองดูก่อนให้ถี่ถ้วนเถิดว่า คุณได้เคยปรามาสกล่าวให้ร้ายกระบวนการยุติธรรมไทยในระหว่างที่คุณหลบหนีการ ฟังคำพิพากษาว่าไม่ยุติธรรม แล้วคุณยังจะกลับมาขอความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรมไทยที่คุณเคยกล่าวหา ว่าไม่ยุติธรรมสำหรับคุณได้อย่างไรหากศาลรับอุทธรณ์คุณแล้วคุณจะกลับเข้ามาฟังคำพิพากษาอุทธรณ์อีกหรือไม่ หรือจะเอาแต่ได้เหมือนเช่นที่คุณเคยทำมาตลอดโดยให้ทนายมายื่นอุทธรณ์ และรอฟังผลอยู่ต่างประเทศ หากอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้นก็ไม่กลับอย่างนั้นหรือ คุณทักษิณคุณนี่ช่างสมกับเป็นชายชาติตำรวจผู้กล้าจริงๆ!!

การ สมานฉันท์ที่ดีที่สุดคือการเชื่อถือในความจริง เผชิญหน้ากับความจริงและเปิดใจยอมรับความจริง และศาลก็ได้เปิดเผยความจริงดังกล่าวออกมาแล้ว

หากคนในระบอบทักษิณจะต่อสู้เพื่อทักษิณ ชินวัตรโดยสิ่งที่พยายามเรียกว่า “สงครามประชาชน” ขอได้โปรดทบทวนดูจากข้อเท็จจริงต่างๆ อีกครั้งว่า พวกคุณจะสู้เพื่อคนที่ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมคนนี้ต่อไปอีกได้หรือ

หากพวกคุณไม่ใช่คนในระบอบทักษิณก็จงอย่าสับสนระหว่างการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยกับการต่อสู้เพื่อทักษิณ ชินวัตร เพราะทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณไม่เคยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแต่อย่างใดเลย

การดำรงอยู่ของรัฐบาลสมชายที่เป็นตัวแทนทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณเป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าเขาและระบอบของเขา มีประชาธิปไตยที่อาศัยเพียงการเลือกตั้งซื้อเสียงเป็นเครื่องมือเข้ามาสู่ อำนาจเท่านั้น มิใช่เป็นเป้าหมายที่หวังเอาไว้ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด การอ้างความชอบธรรมจากการเลือกตั้งจึงเป็นปกติวิสัยของการหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมของโมฆชนเหล่านี้ที่เห็นได้ตลอดเวลา

สมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในเขตเลือกตั้งเดียวกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ได้ถูกศาลพิพากษาว่าซื้อเสียงและเป็นเหตุให้ถูกยื่นต่อศาลในเวลาต่อมาว่า พรรคที่ตนเองสังกัดอยู่คือพรรคพลังประชาชนจะต้องถูกยุบพรรคเพราะไม่ได้เคารพ กติกาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ตามมาตรา 237 แสดงให้เห็นถึงที่มาของเขาก็มีปัญหา

สมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นอดีตผู้พิพากษาที่ควรรู้กฎหมายเป็นอย่างดี แต่เมื่อถูกชี้มูลโดย ป.ป.ช.ว่ามีความผิดจากกรรมในอดีตสมัยที่เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีโทษเพียง 2 สถานที่จะต้องชดใช้ในอนาคตคือ ไล่ออก หรือปลดออก สมชายก็ยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดีกลับอ้างว่าตนเองต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการใน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

สมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเดียวกับที่ได้เคยประพฤติ ผิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งมีผลทำให้ไทยต้องเสียอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทพระวิหาร ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีคนอื่นๆ ในรอบ 45 ปีที่ผ่านมาจะชั่วดีถี่ห่างสักเพียงใดก็ไม่เคยกระทำเรื่องเสียอธิปไตยของ ชาติได้มากเท่านี้ไม่ว่าพวกรัฐมนตรีเหล่านั้นจะมาจากเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง มาก็ตาม

สมชาย วงศ์สวัสดิ์กำลังจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้ง ส.ส.ร.3 ทำการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้านและวุฒิสภาไม่เอาด้วย ในขณะเดียวกันก็มีการผลักดันให้มีการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหมอเหวง โดยคนในพรรพลังประชาชน อยาก รู้นักว่าจะร้อนรนรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเพื่ออะไร เพราะประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนได้อย่างไร และจะยอมให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งก็คือนักการเมืองเข้ามาแก้ไขกติกา ตามรัฐธรรมนูญที่พวกเขาต้องเคารพและปฏิบัติตามได้อย่างไร

รัฐบาลสมชายยังเป็นรัฐบาลที่ถูกคนกลางที่เป็นอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนรายงานว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตและบาดเจ็บของ ประชาชนจำนวนมากเมื่อ 7 ต.ค. 51 อย่า หลอกลวงซื้อเวลาเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกเลยว่าผลการสอบสวนของคนที่รัฐบาล ตั้งขึ้นมาจะมีความชอบธรรมและยุติธรรม หากจำเลยจะสอบความผิดของจำเลยเสียเอง

รัฐบาลสมชายไม่สามารถหาคนดีมาบริหารงานเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤต อยู่ในขณะนี้ได้ ดังนั้นอย่าได้หลอกลวงว่าปัญหาเศรษฐกิจไม่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการ เมือง หรือพยายามบอกว่าหากการเมืองนิ่งเศรษฐกิจก็จะนิ่งตาม เพราะฉะนั้นต้องให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปเพื่อจะได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ได้

หาก คุณเป็นคนเสื้อแดง คุณคิดว่าจะปกป้องคนอย่างทักษิณ ชินวัตรไปเพื่ออะไร? จงคิดทบทวนให้ดีเถิดว่าจะสู้เพื่อทักษิณไปทำไม? ลองถามตัวเองอย่างจริงจังดูเถิดว่าตนเองกำลังทำ (ก) เพื่อเงิน หรือ (ข) เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตยในฐานะสุจริตชน หรือ (ค) เพื่ออนาคตของทักษิณ ชินวัตรคนที่ทั้งหลอกลวงและไร้ความชอบธรรมที่ไม่มีวันหวนกลับมายังแผ่นดินเกิดในฐานะสุจริตชนได้อีกแล้ว

หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด

21 ตุลาคม 2551 วันชี้ชะตาประเทศไทยกับการล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า (บทความที่คนใส่เสื้อสีอะไรก็ควรอ่าน)

21 ตุลาคม 2551 วันชี้ชะตาประเทศไทยกับการล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า (บทความที่คนใส่เสื้อสีอะไรก็ควรอ่าน)
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง,รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย 15 ตุลาคม 2551 17:00 น.
1.อะไรคือการ “ล้มทุน”

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยใน พ.ศ. 2540 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกลุ่มทุนในประเทศไทยเป็นอย่างมาก กลุ่มทุนเดิมเกือบทุกกลุ่มไม่เว้นแม้แต่ กลุ่มธนาคารอันทรงพลัง ได้ถูกมรสุมเศรษฐกิจพัดผ่านจนไม่สามารถเกาะกุมอำนาจทางเศรษฐกิจจากทุนที่ตน เองเคยมีอยู่ได้ พวก เขาเหล่านั้นได้กลายมาเป็น “เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” ภายในชั่วเวลาข้ามคืน ยกเว้นแต่เพียงกลุ่มเดียวที่รอดอยู่ได้อย่างน่าประหลาดคือกลุ่มทุนสื่อสาร ซึ่งเป็นทุนสัมปทานผูกขาดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กระบวนการ “ล้มทุน” จึงเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการก่อตัวของระบอบทักษิณหรือทักษิโณมิคส์ใน พ.ศ. 2544

การเปลี่ยนแปลงลดค่าเงินบาทที่ได้เกิดขึ้นในช่วงกลาง พ.ศ. 2540 ไม่ได้มีผลในทางลบกับกลุ่มทุนของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลุ่มทุนของเขากลับได้รับผลประโยชน์จากการลดค่าเงินบาทอย่าง เต็มที่ในขณะที่นักธุรกิจไทยและคนไทยหลายหมื่นหลายแสนคนกลับต้องรับผลกระทบ ดังกล่าว

เมื่อกลุ่มทุนเดิมถูก “ล้ม” ไป กลุ่มทุนใหม่ที่เป็นทุนสัมปทานผูกขาดอย่างกลุ่มทุนสื่อสารของทักษิณจึงเข้า มามีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้เข้ามาใช้จังหวะในช่วงที่มีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในช่วง พ.ศ. 2541-2543 ที่อยู่ในช่วงรัฐบาล ชวน หลีกภัยโจมตีในประเด็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ จนทำให้เมื่อมีการเลือกตั้งในตอนต้นปี 2544 พรรคไทยรักไทยที่นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ในที่สุด

เพื่อให้สามารถ “ล้มทุน” ที่มีอยู่เดิมได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐบาลทักษิณในช่วง 4 ปีแรกที่ดำรงตำแหน่งจึงเป็นรัฐบาลที่นำเสนอนโยบายในลักษณะของ “ประชานิยม”ผ่านโครงการต่างๆมากมาย ลักษณะของนโยบายประชานิยมที่ทำก็คือการใช้เงินจากภาครัฐทั้งทางตรงและทาง อ้อมในการทำโครงการที่ดูเผินๆ ในช่วงสั้นๆ เหมือนกับว่าประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ การเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดอย่างขาดตรรกะเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์รองรับจึงเป็น คุณลักษณะที่สำคัญที่พบเห็นได้อยู่เสมอๆ ในโครงการประชานิยมของรัฐบาลทักษิณเพราะการแทรกแซงดังกล่าวสามารถเข้าถึง กลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วและมีข้อจำกัดต่ำ

เมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการ “ยาขม” ในการแก้ไขปัญหาโดยการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายๆ ด้านจากรัฐบาล ชวน หลีกภัยที่ได้กระทำมาในช่วง พ.ศ. 2541-43 และมาเริ่มมีผลในช่วงรัฐบาลทักษิณ ผลที่เกิดขึ้นก็คือเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด และผู้ที่ชุบมือเปิบในผลสำเร็จดังกล่าวก็คือรัฐบาลทักษิณที่ได้โอ้อวดว่าการ ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นผลงานของตนเอง เฉกเช่นเดียวกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชายที่ได้รับผลพวงจากรากฐานการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจกว่า 7 ปีของรัฐบาลพล.อ.เปรม ด้วยเหตุนี้กลุ่มทุนเดิมจึงไม่สามารถมีที่ยืนในระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้น ได้

กระบวน การ “ล้มทุน”ยังได้แผ่ขยายจากกลุ่มทุนเดิมที่เป็นทุนใหญ่ลุกลามไปถึงทุนเล็กทุน น้อย อย่างร้านโชวห่วย ที่เป็นนายทุนย่อยที่ใกล้ชิดกับชีวิตทางเศรษฐกิจของผู้คนในสังคมไทยมากที่ สุด โดยที่รัฐบาลทักษิณได้แต่ดูดายเพิกเฉย ปล่อยให้บรรษัทค้าปลีกข้ามชาติสัญชาติต่างๆ เข้ามายึดครองและทำลายธุรกิจโชวห่วยอย่างไม่ไยดีตามนโยบายโลกาภิวัตน์อย่าง หน้ามืดตามัวและขาดสติของรัฐบาลทักษิณ จะว่าไปแล้วการ “ล้มทุน”ที่เป็นทุนเล็กทุนน้อยอย่างร้านโชวห่วยเป็นกระบวนการที่โหดร้ายและเป็นโศกนาฏกรรมของสังคมเศรษฐกิจไทยยิ่ง กว่าการล้มทุนเดิมที่เป็นทุนใหญ่เสียอีก เพราะมันหมายถึงการถอนรากถอนโคนความสัมพันธ์ในระดับชุมชนที่มีอยู่ในสังคม ไทยให้ล่มสลายไปอย่างสิ้นเชิง และแปรเปลี่ยนผู้คนในสังคมไทยให้กลายเป็นผู้บริโภคสินค้าที่ร้อนเงินและ กระหายการบริโภคโดยไม่ยั้งคิด

อย่างไรก็ตาม ผลพวงของนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณก็ปรากฏผลเสียที่เป็นหายนะทาง เศรษฐกิจอย่างแท้จริงของมันออกมาเหมือนเช่นที่หลายประเทศในแถบภูมิภาคละตินอ เมริกาได้เคยประสบมาก่อน ความยากจนที่ลดลงในช่วงแรกในรัฐบาลทักษิณก็กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อนเสีย อีกเมื่อหาที่ใส่เงินลงไปอีกไม่ได้ สาเหตุหลักก็คือการแก้ไขความยากจนไม่สามารถทำได้ด้วยการเอาเงินไปแจกแต่ เพียงอย่างเดียว คนจนจะหายจนก็ต่อเมื่อรู้วิธีจับปลาแต่หากแบมือขอรับปลาไปวันๆ ดุจยาจกแต่เพียงอย่างเดียวจะไม่มีวันหายจนได้

สิ่งที่รัฐบาลทักษิณได้ทิ้งเอาไว้ก็คือบรรดาโครงการประชานิยมต่างๆ ที่ปรากฏผลของความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงแบบน้ำลดตอผุดท่ามกลางโครงสร้าง เศรษฐกิจที่มิได้มีการปฏิรูปให้มีความก้าวหน้าติดตามโลกที่เปลี่ยนไปแต่ ประการใด ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการศึกษาที่ควรจะเป็นพื้นฐานในการที่จะสร้าง กระดานสปริงให้เกิดการก้าวกระโดด การปฏิรูปการศึกษาและการปฏิวัติการเรียนรู้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในรัฐบาล ทักษิณเพราะการที่มีประชาชนที่ “รู้ทันทักษิณ”เป็นจำนวนมากจักเป็นอันตรายต่อตัวระบอบทักษิณดังเหตุการณ์ที่ ได้เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

2.อะไรคือ “ล้มปืน”

กระบวนการ “ล้มปืน”ก็เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริงเช่นกัน โดยที่กระบวนการ “ล้มปืน”เป็นผลอีกอันหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณได้กระทำในช่วงที่ตนเองได้ครอง อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินโดยผ่านการสร้างรัฐตำรวจขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือข่มขู่ฝ่ายตรงกันข้ามฝ่ายต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเมืองแบบเก่าที่ “ผู้ชนะกินรวบ”หรือ winner takes allของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ในอดีตที่ผ่านมาตัวอย่างของการสร้างรัฐตำรวจก็ คือในยุคของอธิบดีกรมตำรวจที่ชื่อ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ที่มีอัศวินแหวนเพชรพร้อมกับคำขวัญที่ว่า “ไม่มีอะไรใต้ฟ้าที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” แต่การล้มปืนด้วยรัฐตำรวจในยุคนั้นก็มาสิ้นสุดเมื่อ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ผู้บัญชาการทหารบกได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจและสถาปนารัฐเผด็จการทหาร ขึ้นมาแทน

ผลจากการผูกขาดทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสามานย์ที่ใช้เงินเป็นใหญ่หรือ ธนาธิปไตยของกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้สามารถ “ล้มทุน” ได้อย่างนัยสำคัญ และทำให้การ “ล้มปืน” ได้กลายมาเป็นเป้าหมายต่อมาของระบอบทักษิณ แต่วิธีการ “ล้มปืน”ด้วยทุนสามานย์ของระบอบทักษิณได้มีการกระทำอย่างแนบเนียนด้วยการใช้เงินเข้าซื้อจิตวิญญาณความภักดีของทหารบางคน ทำให้ความฮึกเหิมอาจหาญของเหล่าทหารหาญเสื่อมถอยลงด้วยการปรนเปรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ

ล่าสุดปรากฏการณ์ การ ยืนเคียงข้าง (ศพ) ประชาชนของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันที่ให้การสนับสนุนนายกฯ หุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรโดยอาศัยตรรกะของความเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด จึงเป็นหลักฐานที่ทำให้มองเห็นกระบวนการ “ล้มปืน”ของรัฐบาลทักษิณที่ได้ดำเนินมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน เพราะการ “เป็นกลาง”โดยไม่ยอมทำอะไรขณะที่ฝ่ายตำรวจกำลังเข่นฆ่าประชาชนอย่างเมามันก็คือการเลือกข้างอยู่แล้วว่าตนเองสนับสนุนฝ่ายใด

3.อะไรคือ “ล้มเจ้า”

ถ้าดูเผินๆ ในส่วนของกระบวนการ “ล้มเจ้า” ประจักษ์พยานอาจเห็นได้ไม่ชัดเจนนักในช่วงแรกๆ ของการครองอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะมีก็เพียงแต่ความสงสัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบุคคลระดับแกนนำและผู้ใกล้ชิด ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่บางส่วนเป็นผู้ที่เคยเข้าป่าไปร่วมจับปืนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทยมาแล้ว

อย่างไรก็ตามความชัดเจนของกระบวนการ “ล้มเจ้า” ก็เริ่มที่จะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่พรรคพลังประชาชนได้เข้าบริหารประเทศแทนพรรคไทยรักไทยที่ได้ถูกยุบ พรรคไปพร้อมกับการตัดสิทธิทางการเมืองแกนนำพรรค 111 คน ดัง จะเห็นได้จากการสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ที่มีการบรรจุเป็นญัตติแล้วโดย ส.ส.พรรคพลังประชาชน โดยมีการนำเอาฉบับ พ.ศ. 2540 ที่เสนอโดยนายแพทย์เหวง โตจิราการ มาเป็นร่างเกือบทั้งฉบับยกเว้นแต่เพียงไม่ตัดหมวดที่เกี่ยวกับพระมหา กษัตริย์ออก แต่ตัดในส่วนขององคมนตรีออกไป การไม่รับรององคมนตรีโดยกฎหมายสูงสุดให้ดำรงอยู่ก็เท่ากับเป็นการก้าวล่วง พระราชอำนาจเพราะการแต่งตั้งองคมนตรีเป็นการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และหากไม่มีองคมนตรีใครเล่าจะเป็นผู้สนองงานระหว่างรัฐและประชาชน ให้กับพระมหากษัตริย์ นี่ยังไม่นับการเคลื่อนไหวของ นปก.และแนวร่วมที่เคลื่อนไหวจาบจ้วงอย่างชัดเจนดังที่ปรากฏในเว็บไซต์ต่างๆ และการปราศรัยที่มีหลักฐานให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง

4. วันที่ 21 ตุลาคม 2551: สงครามครั้งสุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ วันชี้ชะตาประเทศไทย

จากช่วงเวลานี้จนถึงวันที่ 21 ต.ค. 51 ถือเป็นช่วงเวลาอันตรายที่สังคมไทยควรเฝ้าระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันที่ 21 ต.ค.51 ที่จะถึงนี้เป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจะได้มีการอ่านคำ พิพากษาคดีที่ดินย่านรัชดาฯ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและภรรยาถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทุจริตในการซื้อขายที่ดินดังกล่าว

ถึงแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะได้หลบหนีการประกันตัวไม่มาฟังคำพิพากษาใน ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนที่แล้วก็ตาม แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าศาลฯ คงจะอ่านคำพิพากษาในวันดังกล่าวหลังจากที่ได้เลื่อนมาแล้วครั้งหนึ่งแม้จะมี จำเลยทั้งสองจะมาปรากฏตัวหรือไม่ก็ตาม

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ผลของการอ่านคำพิพากษาจะทำให้สภาพแวดล้อมทางการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันที่จะหวนกลับมาเหมือนเดิมได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับจำเลยทั้งสองและพวก เพราะฝ่ายจำเลยหรือฝ่ายโจทย์ก็ไม่สามารถอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวต่อไปได้อีก และหากถูกตัดสินว่ามีความผิด บุคคลทั้งสองก็จะเปลี่ยนสถานะจากผู้ถูกกล่าวหามาเป็นจำเลยคดีอาญาที่ถูกตัดสินโดยศาลว่ามีความผิด การหลบหนีหรือการขอลี้ภัยก็จะมีความยุ่งยากเพราะเป็นความผิดส่วนบุคคลในการ ฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดส่วนตัว มิใช่ความผิดทางการเมืองดังที่ทั้งสองพยายามที่จะกล่าวอ้างกับสาธารณชนอยู่ ตลอดเวลา

การต่อสู้ของฝ่ายทักษิณจึงนับได้ว่า เป็นสงครามครั้งสุดท้ายเช่นกัน มิใช่เป็นการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรฯ แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น หากแต่เป็นของทักษิณและพวกด้วย

ความรุนแรงที่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 ที่ผ่านมาจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการเปิดฉากสงครามครั้งสุดท้ายของฝ่ายระบอบ ทักษิณที่กระทำต่อฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่า การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้นรุนแรงและแหลมคมเพียงใด และนี่คงเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย”ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะหงายเพื่อแพ้

หมายเหตุ :
เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด

ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย

ความประทับใจในการมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตร / จดหมายจากพนักงานการบินไทย
โดย ขอสงวนชื่อ-นามสกุล 27 ตุลาคม 2551 13:08 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

กัปตันคฑาทอง สุวรรณทัต กัปตันการบินไทยผู้เปิดเผยตัวบนเวทีพันธมิตรฯ

พนักงานบริษัทการบินไทยบางส่วนที่เข้าร่วมชุมนุมและให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ ตลอดมา

ดิฉัน ... ปัจจุบันทำงานอยู่กับ บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประจำอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ก่อนหน้าที่จะมาเข้าร่วมการชุมนุม ดิฉันมีความรู้ค่อนข้างน้อยในเรื่องการเมือง เพราะสาเหตุที่ทำงานไม่เป็นเวลา ถ้าเข้างานกะเช้าจะต้องเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เลิกงานบ่าย 3 บ่าย 4 ในช่วงเย็นจึงจะมีโอกาสดูข่าวบ้าง ส่วนวันที่เข้างานกะบ่ายก็เริ่มงานประมาณบ่ายโมง กว่าจะเลิกงานก็ตี 1 ตี 2 จึงไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัวมากนัก เพราะต้องดูแลลูก 2 คน อายุ 14 ปี และ 6 ปี โดยลำพัง และที่บ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน 55 กม. เวลาที่เหลือจากการทำงานจึงมีน้อย ดิฉันหวงเวลาในช่วงวันหยุดมาก ดิฉันเครียดกับงานมาแล้วเพราะเป็นการบริการผู้คน วันหนึ่งๆ เกือบร้อยคนที่เข้ามาติดต่อ จึงทำให้ไม่อยากสนใจกับเรื่องการเมืองนัก แต่จากการที่ทำงานมานานจึงได้รับทราบเรื่องราวของพวกนักการเมืองมาทุกยุคทุก สมัย ทั้งเรื่องลับ เรื่องไม่ลับ เพราะได้เกี่ยวข้องกับบริษัทซึ่งเป็นทางตรงโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การที่แต่งตั้งบุคคลเข้ามาเป็นผู้บริหารในระดับสูงโดยคนที่รัฐบาลจัดมา

จากการบริหารงานของกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเข้ามาเพื่อการกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าจะมาช่วยให้บริษัท เจริญรุ่งเรือง เห็นได้ชัดจากการกระทำต่างๆ ที่ฉ้อโกง ไม่มีความกระจ่างในการบริหารจัดการ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจนระบบงานรวนไปหมด กิจการและเงินทองก็หดหาย แถมเอาเปรียบพนักงานชั้นผู้น้อยโดยวิธีการที่ไม่ยุติธรรม จนดิฉันท้อแท้ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอายุมากแล้ว การหางานใหม่เป็นเรื่องยาก แม้แต่จะย้ายไปอยู่ในแผนกอื่นๆ ก็ต้องอาศัยเส้นสายมากกว่าความเหมาะสม

วันหนึ่งดิฉันมีเพื่อนที่เป็นพันธมิตร ชักชวนให้ไปเข้าร่วมการชุมนุม ตั้งแต่รายการของคุณสนธิยังจัดอยู่ที่สวนลุมฯ ดิฉันยังไม่ตอบรับเพราะอยากมีเวลาอยู่กับลูกๆ แต่เพื่อนคนนี้ก็ไม่เซ้าซี้ เขาก็ไปคนเดียวบ้าง ไปกับครอบครัวเขาบ้างตั้งปี 49 จนกระทั่งวันที่ดิฉันได้ยินข่าวว่าจะมี D-Day สงครามครั้งสุดท้าย ดิฉันรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะแพ้ไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียว แล้วการเอาชนะจำเป็นต้องมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก จึงจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เลยชักจะสนใจ แต่เวลาทำงานไม่อำนวยเลย จึงฝากเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้เพื่อนนำไปช่วยเหลือ ASTV แทน จนกระทั่งวันที่ 29 ก.ย. หลังจากฟังข่าวว่าพันธมิตรถูก นปก. มาบุกทำร้าย เลยทำให้ดิฉันทนไม่ไหวกับการกระทำชั่วครั้งนี้ จึงขอให้เพื่อนพาไปร่วมชุมนุมด้วย

ครั้งแรกที่ได้เข้ามาอยู่ในทำเนียบ มองไปรอบๆ ตัว จะเห็นผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งล้วนแต่ดูดี มีการศึกษา ต่างอาชีพ ต่างบุคลิก ปะปนกัน แต่ละคนล้วนแต่มาด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยอุดมการณ์ที่รักชาติ รักความถูกต้องเป็นธรรม (สัญชาตญาณเป็นเช่นนั้นจริงๆ) ตอนนั้นที่นั่งยังไม่สะดวกเท่านี้ เวลาฝนตก ดินแฉะ ยุงกัด แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ เวลานั้นมีการรับบริจาคไม้ PALLET มาปู ก็มีอาสาสมัครช่วยกันด้วยความขะมักเขม้น แม้จะร้อนจนเหงื่อเข้าตา บางคนเด็ก บางคนแก่ คนเหล่านี้บางคนก็ดูมีฐานะดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีน้ำใจต่อกันโดยไม่ถือตัว กองทัพธรรมก็มีคนมาดูแลความสะอาดทั้งห้องน้ำและดูแลเรื่องอาหารการกิน ดิฉันประทับใจจริงๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สิ่งสวยงาม เต็นท์พยาบาลก็ดูแลคนเจ็บ คนป่วยอย่างเต็มที่ บรรดาแม่ยกก็นำอาหารมาบริจาคตลอด ล้วนแต่เป็นของดี ไม่ใช่ของเหลือเดน

เคยมีครั้งหนึ่ง ดิฉันซื้อของที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ แล้วไม่ได้ตรวจเงินทอน เดินเลยผ่านไปแล้ว พอขากลับมาทางเดิม พ่อค้าที่ขายของให้ก็รีบเรียกให้กลับมารับเงินที่ทอนขาด รู้สึกประทับใจมากขึ้นอีก เพราะถ้าไม่ใช่พวกพันธมิตรก็คงไม่มีทางได้เงินคืน แต่เพราะพันธมิตรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ จึงทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ดิฉันก็ขอบคุณเขาและกล่าวชมน้ำใจเขาด้วย

วันไหน ดิฉันพอมีแรง ไม่เหนื่อยงานก็จะต้องมาที่ทำเนียบเสมอ แต่ละครั้งก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 ชม. จึงกลับบ้าน เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ทุกครั้งที่มาก็ได้พบกับเพื่อนๆ พันธมิตรที่มีอัธยาศัยกันเอง ช่วยเหลือ แบ่งปันกัน เช่น แบ่งขนม แบ่งที่นั่ง แบ่งปันประสบการณ์กัน ทุกอย่างล้วนเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกคนที่เสียสละเวลา ความสุขส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมมือกันขับไล่คนเลวที่คุกคามประเทศชาติให้ออกไปต้องอดทนอย่างมาก

การที่เรามาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ต้องตั้งมั่นอยู่ด้วยความสามัคคี เชื่อมั่นแกนนำ อะไรที่ผิดพลาดบ้าง เราต้องอภัยกัน อีกทั้งยังต้องหนักแน่น เมื่อใครมาพูดกล่าวว่าพันธมิตรในทางที่ไม่ดี เราต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องโดยไม่รู้สึกโกรธ เพราะเรากำลังต่อสู้กับระบอบทักษิณ ถ้าใจร้อนทำอะไรด้วยอารมณ์ คนอื่นจะมองภาพรวมของชาวพันธมิตรในทางไม่ดี อีกทั้งการแสดงตัวตนของเราเองในที่สาธารณะก็เสี่ยงอันตรายในระดับหนึ่ง เช่นที่ทำงานที่มีคนมากๆ จะมีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน พอเขารู้ว่าเรากับเขาเป็นคนละพวกกัน เขาก็จะใส่ร้ายและจ้องจะหาเรื่องเรา ทำให้ต้องคอยระวังตัว หากไปไหนมาไหนคนเดียวก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี เพราะมีเพื่อนชาวพันธมิตรถูกขูดรถบ้าง ถูกข่มขู่บ้าง

อย่าง ไรก็ดี ดิฉันได้สั่งสอนลูกๆ ว่าหากวันใดที่ลูกโตขึ้นและมีกลุ่มคนเลวมาใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง ทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือทำลายประเทศชาติ เขาต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสังคม อย่ามัวแต่ห่วงตัวเองมากเกินไป อย่าเมินเฉยกับสิ่งเหล่านี้ แต่ขอให้ฉลาดในการต่อสู้เพราะเราต้องอยู่ในโลกใบนี้ ประเทศนี้ตลอดไป สังคมจึงควรถูกพัฒนาให้เดินในทางที่ถูกที่ควร มิฉะนั้น ภายหลังจะสายเกินแก้

ดิฉันรับ CD (ตำรวจฆ่าประชาชน – กอง บก.) และเอามา WRITE ให้เพื่อนๆ พร้อมแจกแจงให้ข้อมูลที่ถูกต้องให้พวกที่ไม่รู้ หรือ ยังไม่รู้จักพันธมิตรดีพอ ทำให้เขาไม่ไขว้เขวกับข่าวที่บิดเบือนตาม TV ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล พยายามบอกให้เขาฟังวิทยุ ดูข่าวของ ASTV ให้มากขึ้นก่อนสรุปว่าใครดี ใครไม่ดี บางคนก็รับฟัง บางคนก็ยังไม่สนใจเท่าที่ควร แต่ดิฉันจะพยายามทำไปเรื่อยๆ เหมือนที่คุณจำลองสอนให้น้องบอลพูดว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริง”

ตั้งแต่มาที่ทำเนียบ ดิฉันมีความรู้มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกชอบบรรยากาศที่นี่มาก แม้จะไม่ได้อยู่ในห้องปรับอากาศ เก้าอี้นุ่มๆ ยุงไม่กัด แต่ก็มีความสุข คนอื่นๆ ที่มาก็เป็นเช่นนี้ด้วย บางครั้งที่นั่งเต็ม เหลือแต่ที่เลอะเทอะ ก็ไม่ยี่หระ ทุกคนก็นั่งที่พื้นได้ ใครมีอะไรก็แบ่งปันกันกิน ยิ้มแย้มให้กัน ยิ่งเห็นคนแก่ คนเฒ่ายิ่งประทับใจ ขนาดเรายังมีแรงมาก มีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นจะให้เพิกเฉยกับสิ่งที่เป็นความชั่วช้าได้อย่างไร แล้วลูกหลานเราจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร

วันไหนฝนตกแรง จะรู้สึกสงสารพันธมิตรมาก กลัวจะไม่สบาย ดิฉันศรัทธาแกนนำทุกๆ คน รู้สึกดีๆ กับพันธมิตรทุกท่าน โดยเฉพาะพวกที่ปักหลักพักค้าง เขาเสียสละมากจริงๆ ตัวเองมีภาระทางบ้าน ไม่สามารถมาค้างคืนบ่อยๆ แต่ถ้ามาช่วงข้ามคืน ก็จะตาค้าง ไม่กล้าหลับ เพราะจะคอยระแวดระวัง เกรงจะมีพวกแอบแฝงเข้ามา ทุกวันนี้ตื่นนอนขึ้นมา ต้องรีบเปิดฟัง ASTV ก่อน เพราะกลัวถูกสลาย ถ้าไม่ได้ดู ไม่ได้ฟังจะไม่สบายใจ กลัวตกข่าว เดี๋ยวนี้เลิกดู TV ช่องปกติไปเลย เวลาอยู่ที่ทำงานก็กระวนกระวายใจ คอย CHECK ข่าวตลอด ถ้าเมื่อไรสถานการณ์ล่อแหลม ต้องโทรฯ ตามเพื่อนๆ ที่เป็นพันธมิตรว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหน ทุกวันนี้นอนฝันเป็นเรื่องพันธมิตรอยู่บ่อยๆ เพื่อนห่างๆ ในที่ทำงานหลายคนรู้สึกแปลกใจที่ดิฉันเปลี่ยนไปมาก เดิมทีชอบดูหนัง ฟังเพลง ชอบสบายๆ ไม่ชอบลำบาก กลับมาเป็นคนที่สนใจสังคมสิ่งรอบข้าง โดยไม่ห่วงเรื่องเที่ยวเตร่อีก บางคนก็ชมว่าเก่ง มีน้ำใจ มีความกล้าหาญ เสียสละ จนรู้สึกภูมิใจตัวเองเหมือนกัน

ทุกคนที่รวมตัวกันมาชุมนุมที่นี่ (ทำเนียบรัฐบาล – กอง บก.) ล้วนแต่เป็นคนที่เห็นแก่ประเทศชาติ บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดิฉันนับถือจิตใจทุกคน ไม่เว้นกระทั่งนักร้อง นักวิชาการ แพทย์ พยาบาล พิธีกร ฯลฯ คนเหล่านี้ทุ่มเท เหนื่อยล้ากว่าดิฉันหลายร้อยเท่า ดิฉันมานั่งฟังปราศรัย ไม่ได้ช่วยทำอะไร บางครั้งยังเหนื่อยเลย ถ้ามีอะไรที่จะช่วยใครทำอะไรได้บ้าง ดิฉันอยากช่วย ก่อนนอนเวลาสวดมนต์ ดิฉันจะขอพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพันธมิตรทุกคนให้ปลอดภัย เพราะชีวิตพันธมิตรเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ชะตากรรมทุกวัน รัฐบาลนี้ไว้ใจไม่ได้เลย ประมาทไม่ได้ เวลาได้ยินเพลง “เทียนแห่งธรรม” ดิฉันรู้สึกขนลุกทุกที ชอบเนื้อเพลงและทำนองมาก ไพเราะจริงๆ

รักชาวพันธมิตรทุกท่าน
ลงนาม
--------------------
หมายเหตุ : จดหมายฉบับนี้ถูกยื่นให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันที่คุ้มคลั่ง-ทรยศแผ่นดิน ปลุกสงครามมวลชน-หนีสภาพ "น.ช.ทักษิณ ชินวัตร"

วันที่คุ้มคลั่ง-ทรยศแผ่นดิน ปลุกสงครามมวลชน-หนีสภาพ "น.ช.ทักษิณ ชินวัตร"

26 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ
เป็นไปตามความคาดหมายที่หลายคนประเมินไว้ก่อนแล้วว่า หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาตัดสินให้ "ทักษิณ ชินวัตร
มีความผิดตามคำฟ้องในคดีทุจริต การจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่ "พจมาน ชินวัตร" ภริยา เป็นคู่สัญญากับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ทักษิณจะต้อง "ธาตุไฟแตก-สำแดงธาตุแท้" ไม่ยอมรับผลคำพิพากษาแน่นอน
ปฏิกิริยาที่ทักษิณแสดงออก ผ่านคำให้สัมภาษณ์และคำแถลงการณ์ที่ส่งไปยัง สื่อทั่วโลก ด้วยถ้อยคำ-ความคิดที่ "สวนกลับ" คำพิพากษาแบบไม่เคารพการตัดสินของศาล จึงมิใช่สิ่งที่ประหลาดใจของสังคม
เพียง แต่สิ่งที่ทักษิณแสดงออกมา หลายคนเห็นว่า "มันมากเกินไป" เพราะมิเพียงแต่ไม่เคารพศาล-จาบจ้วงพาดพิงถึงบุคคลอื่น ตัวทักษิณที่เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมา 5 ปี และใช้ผืนดินแห่งนี้สร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลให้กับตัวเอง-ลูกเมีย จนทำให้เป็นบันไดไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรี กลับ
"ทุรยศต่อแผ่นดิน"
ด้วย การเผาบ้าน-เผาเมือง กุเรื่องเท็จหลอกลวงชาวโลก ทำให้องค์กรสำคัญของชาติอย่างศาลยุติธรรม ถูกลดความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากบุคคลที่ไม่เข้าใจข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคนต่างประเทศซึ่งไม่ได้มาติดตามเรื่องราวทั้งหมด ก็ย่อมได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประเทศไทย
เช่นการโจมตีว่า "ศาล" กับประโยค
" ไม่มีทางที่ผมจะถูกเนรเทศ เพราะศาลไทยเป็นศาลการเมือง ผมจะเปิดโปงจุดด่างพร้อยของศาลไทย พวกเขาไม่ได้ใช้หลักกฎหมาย พวกเขาใช้การเมือง พวกเขาพยายามเอาศาลมาจัดการการเมือง ประชาชนอังกฤษและชาวโลกเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย"
โปรดอ่านประโยคข้างต้นอีกครั้ง แล้วคิดตามว่านี่คือสิ่งที่ออกมาจากปากอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถือบัตรประชาชน ไทย แต่กลับใส่ความประเทศชาติ เพียงเพื่อต้องการเอาตัวรอดไม่ให้ต้องถูกส่งตัวมาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
ทั้ง ที่หากประชาชนได้ศึกษาคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้อย่างละเอียด ทั้งการลำดับเหตุการณ์-การอธิบายเหตุผล และการยกข้อกฎหมายต่างๆ มาพิจารณาประเด็นข้อโต้แย้งและคำต่อสู้คดีของ ทักษิณกับพจมาน รวมถึงการลงมติขององค์คณะตุลาการทั้ง 9 คนที่ลงมติ 9 ครั้ง
จะพบว่าศาลได้ให้ความยุติธรรมกับจำเลยทั้งสองอย่างเที่ยงธรรมแล้ว แต่ทักษิณกับพจมานเสียอีกที่ "หนีความจริง-หนีคดี ถึงกับไม่ยอมมาเบิกความในชั้นศาล" เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง
อัน แสดงให้เห็นแล้วว่า ทักษิณ-พจมานพยายามทุกวิถีทางเพื่อ "หนีคดี-ล้มคดี" ทุกรูปแบบ ไม่นับรวมกับความพยายามก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การสั่งให้ลูกพรรคพลังประชาชนพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหวังล้ม คตส.-และคดีความต่างๆ ในชั้นศาลที่จ่อคิวรอต่อจากนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรวมตัว ขัดขวาง และเมื่อเห็นว่า
"แทรกแซงศาลไม่ได้"
ก็ไม่พอใจและต้องการแก้แค้น จึงมีการใช้อำนาจการเมืองผ่าน "นิติบัญญัติ" จัดการ "ล้มกฎหมาย" ที่เกี่ยวกับศาล อย่าง
"ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง"
ที่พลังประชาชนเป็น ส.ส.เสียงข้างมากในสภาฯ คว่ำกฎหมายดังกล่าวใน "วาระที่ 3" ซึ่งจริงอยู่ว่าไม่ได้ทำให้การพิจารณาคดีต่างๆ ของทักษิณที่อยู่ในชั้นการพิจารณาคดีของศาลฎีกาเวลานี้ได้รับผลกระทบ แต่ก็ทำให้กฎหมายลูกที่ต้องรองรับการใช้อำนาจของศาลฎีกายังไม่มีผลบังคับ ใช้ ไม่นับรวมกับความเคลือบแคลงสงสัยของสังคมต่อกรณี "ถุงขนม 2 ล้านบาท" ที่ทีมทนายความทักษิณหิ้วขึ้นไปบนศาลฎีกาฯ
ดังนั้น เมื่อความพยายามทั้งหมดไม่สำเร็จ แล้วตัวเองต้องถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา นั่นหมายถึงว่าสถานภาพทักษิณ วันนี้ก็คือการรอที่ต้องเป็น
"น.ช. (นักโทษชาย "ทักษิณ ชินวัตร")
หากเขาถูกจับกุมได้ หรือถูกส่งมาเป็นผู้ร้ายข้ามแดน!
แม้หลายคนเชื่อว่าโอกาสที่จะได้เห็นนั้นยากเต็มกลืน โดยเฉพาะกับในยุคที่รัฐบาลพลังประชาชนกุมอำนาจรัฐ และมี "น้องเขย" อย่างสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงการไม่เชื่อน้ำยาของ "สำนักงานอัยการสูงสุด" ว่าจะมีความจริงจังในการติดตามตัวทักษิณกลับมา ดำเนินคดีในประเทศไทย หลังจากเห็นการทำงานหลายต่อหลายครั้งของอัยการที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย เช่น การสั่งไม่ฟ้องทักษิณ-พจมาน ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสทฯ ทั้งที่หลายคนเห็นว่าคดีนี้มีความสมบูรณ์ในการสอบสวนมากที่สุดคดีหนึ่ง โดยเฉพาะหลักฐานการโอนเงิน-โอนหุ้นไปซุกไว้ในต่างประเทศ แต่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้อง โดยคำชี้แจงค้านสายตาสังคมอย่างยิ่ง มันจึงทำให้หลายคนดูจะไม่คาดหวังมากนัก ที่จะได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมารับโทษเหมือนคนปกติ ทว่า ทักษิณเองก็ไม่ยอมตกอยู่ในสภาพตั้งรับ และเมื่อเลือดเข้าตาเช่นนี้ก็ต้องสู้แบบ "หลั่งเลือดล้างแผ่นดิน"
แน่นอน ซึ่งหากดูการเคลื่อนไหวตลอดจนช่องทางการสู้ของทักษิณ จะพบว่าได้พยายามดำเนินการอยู่หลายรูปแบบเช่น
-สู้ทางคดี
อุทธรณ์ สู้โดยใช้สิทธิตาม รธน.มาตรา 278 แต่ประเมินแล้ว แม้ทั้งทักษิณและทีมทนายความจะหวังเป็นช่องทางการสู้คดี แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าทักษิณเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถพลิกคดีได้ เห็นได้จากที่ทักษิณเปิดศึกแบบซึ่งหน้ากับศาล ประเมินแล้วน่าจะเป็นเพียง การ "ยื้อคดี" ให้เนิ่นนานออกไปเท่านั้น
เช่นเดียวกับการต่อสู้การถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งกระบวนการนี้แม้จะต้องทำหลังจากการอุทธรณ์คดีเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่เรื่องการสู้ไม่ให้ศาลอังกฤษส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน มองแล้วทักษิณน่าจะมั่นใจมากกว่าการอุทธรณ์คดีเสียด้วยซ้ำ
เหตุเพราะทักษิณที่มีคอนเนกชั่นกับทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ ที่มีอิทธิพลในอังกฤษ รวมถึงการพยายามยกประเด็นเรื่องผลของคดีเกิดจากการทำ "ปฏิวัติ" เป็นประเด็นหลัก ในการแสดงความคิดเห็นถึงเหตุผลที่ต้องหนีคดีมาอังกฤษ ก็เพราะทักษิณเชื่อ ว่าอังกฤษที่เป็นแม่แบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย จะคิดหนักกับเรื่องนี้ จนทำให้การส่งตัวกลับประเทศไทยย่อมไม่ราบรื่น ทำให้เขาตอกย้ำเรื่อง "ศาล" อย่างหนักเพื่อหวังดิสเครดิตให้มากที่สุด
-สู้ผ่านอำนาจการเมือง
การ ดิ้นพล่านของทักษิณผ่านกระบวนการนี้ จะทำอย่างแนบเนียนที่สุดเพื่อไม่ให้น้องเขยตัวเองต้องกลายเป็นเป้า เพราะแค่การที่รัฐบาลไม่เทกแอกชั่นอะไร ทั้งเรื่องการศึกษาข้อกฎหมาย เรื่องการยึดคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากทักษิณหลังต้องโทษจำคุก การไม่ยึดคืนพาสปอร์ตแดง รวมถึงแม้กระทั่งการปิดหูปิดตา ที่ทักษิณจะปลุกระดมมวลชนผ่านสื่อของรัฐอย่างเอ็นบีที แค่นี้ก็ทำให้ทักษิณกุมความได้เปรียบในฐานะใช้อำนาจรัฐทางอ้อมได้แล้ว
ไม่นับรวมกับอีกหลายกระบวนการที่ต้องจับตา เช่น การพิจารณาสั่งคดีของดีเอสไอในคดีเอสซี แอสเซทฯ เพราะดีเอสไอก็เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่คนของพลังประชาชนบัญชาการอยู่ ที่หากดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องตามอัยการก็จะทำให้คดีเกิดปัญหาแน่นอน ขณะที่ก็ยังมีอีกหลายกลไก
อาทิ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แม้จะไม่ได้มีผลอะไรกับคดีของทักษิณ หรือคดียุบพรรคพลังประชาชน แต่หากมีการเปิดช่องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็อาจมีการรื้อรัฐธรรมนูญบางมาตราที่ทำให้ระบอบทักษิณไม่ถูกทำลาย แต่จะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง รวมถึงการแก้ รธน.เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้าม เช่น ลดอำนาจองค์กรอิสระ อย่างศาลรัฐธรรมนูญ-กกต.-ผู้ว่าการ สตง. หรือเปิดช่องให้การเมืองเข้าไปแทรกแซงฝ่ายตุลาการ
ทั้งหมดมีสัญญาณว่า ให้จับตาการใช้อำนาจผ่านสภาสูงเพื่อทำกิจกรรมการเมืองบางอย่าง ยิ่งเวลานี้เห็นภาพชัดเจนว่า "สภาสูง" ก็มีความแตกแยก และเริ่มปรากฏกลุ่มซึ่งอาจจะอิงกับฝ่ายรัฐบาลในเวลานี้ ในชื่อ
" ส.ว.-กลุ่ม 24 ตุลา 51" เปิดตัวมาแล้วว่าจะยืนฝ่ายตรงข้ามกับ ส.ว.กลุ่ม 40 ที่เป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล อันพบว่า ส.ว.กลุ่ม 24 ตุลา 51 ส่วนใหญ่เป็น ส.ว.เลือกตั้ง มีความใกล้ชิดกับเครือข่ายนักการเมืองในซีกรัฐบาล
นำโดยประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยที่แนบแน่นกับทักษิณมาหลายสิบปี และมีข่าวมาตลอดว่าถูกทาบทามให้ไปอยู่พรรคเดียวกัน หรือนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ภริยาชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ที่มีน้องชายคือ วารุจ ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์ พลังประชาชน แม้แต่นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ลูกพี่ลูกน้องกับสุชาติ ตันเจริญ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน สายบ้านริมน้ำ ที่กำลังต่อสายทักษิณเพื่อนำทีมกลับไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย
ซึ่งหากระบอบทักษิณกลับมากุมอำนาจทั้งสภาสูง-สภาล่างได้อีก ประสบความสำเร็จในการลดอำนาจองค์กรอิสระ ทำลายอำนาจตุลาการ ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายบางฉบับ มันก็คือการแสดงให้เห็นว่าคำประกาศของทักษิณก่อนหน้านี้ที่ว่า
"วันนี้ไม่ใช่วันของผม ขอให้อดทนรอ"
กำลังจะมาถึงในไม่ช้า!!!!!!
-สู้ผ่านพลังมวลชน
การ สู้ของทักษิณผ่าน "พลังมวลชน" ถือเป็นสิ่งที่หลายคนหวั่นวิตกมากที่สุด เหตุเพราะหากสงครามมวลชนเกิดขึ้นเต็มรูปแบบแล้วนำมาเผชิญหน้ากัน เหตุการณ์ "ไทยฆ่าไทย" อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 กันยายน 2551 ที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ จนมีคนเสียชีวิตหนึ่งคน ก็ย่อมเกิดขึ้นอีกครั้ง
การระดมมวลชนผ่านเครือข่าย ส.ส.พลังประชาชน และหัวคะแนนในชื่อต่างๆ เช่นคนรักเชียงใหม่ 51 -ชมรมคนรักอุดรฯ ให้รวมกลุ่มกันในกรุงเทพฯ วันที่ 1 พ.ย.นี้ ที่เพื่อฟังทักษิณเปิดใจ จึงเหมือนกับพิธีกรรมเพื่อให้
"ทักษิณปลุกเสก"
คาถาสู้เพื่อทักษิณ สู้เพื่อพลังประชาชน ห้ำหั่นพันธมิตรฯ ก็อาจเป็นการเริ่มต้นของสงครามการเมืองเต็มรูปแบบ โดยมีทักษิณบัญชาการอยู่ในต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายอำนาจรัฐในรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน ซึ่งยากต่อการคาดการได้ว่า ศึกนี้จะรบแบบเต็มอัตราศึกหรือไม่ ทุกอย่างจึงต้องรอฟังสัญญาณในวันที่ 1 พ.ย.นี้.
แต่เห็นเค้าลางหลังอดีตนายกฯ ผู้นี้ดิ้นหนีสภาพ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ก็คาดได้ไม่ยากว่า สงคราม-การต่อสู้ครั้งนี้ หากไม่แพ้ชนะกันแบบถอนรากถอนโคนกันไปข้าง ก็ยากจะเห็นภาคจบบริบูรณ์!!!!!!!
ทีมข่าวการเมือง

ความน่ากลัวของระบอบทักษิณ คุณรู้หรือไม่??‏

เรื่องของแผนการปฎิบัติการ คอมมิวนิตส์เก่า กับ ทุนสามาลย์
ทำไมสองสิ่งนี้ถึงมาอยู่ในวงโคจรเดียวกันได้
แผนการล้มล้าง สถาบัน ทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การปกครอง ไม่นับถือศาล ไม่เคารพในศาสนา
และหมิ่นสถาบันเบื้องสูงได้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากเมืองไทยเรามีพวกซ้ายจัด พวกคอมมิวนิตส์ เก่าที่เคยหนีเข้าป่า และไม่มีความศรัทธาใน สถาบัน
แต่คนพวกนี้ก็แฝงตัวอยู่กับสังคมโดยอาศัย นายทุน ที่เป็นนักการเมืองคอยดูแลเมื่อเห็นช่องทางในการวาง
รากฐานในการโค่นล้มจึงได้มาเจรจารวมกันกับทุนสามลย์ก็ คือ นาย ทักสิน นั่นเอง

ในการปฎิบัติการครั้งนี้ นายทักสินได้วางแผนไว้ทุกรากหญ้าของแผ่นดินไทย และ ต่างชาติ โดยสมคบกับบรรดาประเทศรอบๆเรา มีการเจรจาแบ่งแผ่นดินไทย เป็น 12 รัฐ แบ่งให้ใครบ้าง ?
ความผิดของทักษิณ
1. ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2540
2. ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ (ละเมิดพระราชอำนาจ)
3. ทำลายสถาบันศาสนา
4. ฉ้อราษฎร์บังหลวง
5. ขายสมบัติชาติ
6. แบ่งแยกดินแดน
7. ทำลายทำนบกั้นกระแสไหลบ่าของโลกาภิวัตน์
8. ทำลายวินัยทางการคลัง
9. ใช้นโยบายการต่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
10. ทำลายกระบวนการยุติธรรม
11. ทำลายจิตวิญญาณของชาติ
ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ, ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
หัวใจของระบอบประชาธิปไตยฯ คือการตรวจสอบ ถ่วงดุล เป็นระบบที่มีเหตุมีผล สังคมเปิดกว้าง ไม่ปิดกั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เพราะประชาธิปไตยเชื่อว่า สังคมเปิดที่ไม่มีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร

ทำลายและครอบงำกลไกการ ตรวจสอบถ่วงดุล -- คือ ส.ส. (ใช้กุศโลบายยุบรวมพรรค) ส.ว. (ซื้อ, แทรกแซง) และองค์กรอิสระ (ซื้อ, แทรกแซง และเข้ากำกับตั้งแต่ขั้นสรรหาและขั้นเลือกในวุฒิสภา)

* ทำลายหลักสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน ครอบงำสื่อ ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนั้น ระบอบทักษิณยังทำลาย "วัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย" อย่างถึงราก

ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
มีพฤติกรรมจาบจ้วง ใช้วาจาไม่เหมาะสม ละเมิดพระราชอำนาจ ซ้ำซ้อน หลายเรื่อง
อภิมหาฉ้อราษฎร์บังหลวง
สมัยก่อน "โคตรโกง" แต่สมัยนี้ "โกงกันทั้งโคตร" หนักไม่หนักคิดดูก็แล้วกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ต้องมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ทรงแช่ง
ขายสมบัติของชาติ
เป็นการขายโดยผ่านนโยบายแปรรูป รัฐวิสาหกิจ ยึดสมบัติชาติเป็นสมบัติตัวและพวกพ้อง ผ่านทางการกระจายหุ้นในตลาด และให้ Nominee ทั้งไทยและฝรั่งเข้ามาถือครอง ดึงต่างชาติเข้ามาร่วมถือครองรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติชาติ
ขายสถานีโทรทัศน์ และดาวเทียม ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเรื่องความมั่นคง ให้ต่างชาติ

แบ่งแยกดินแดน
กระบวนทัศน์แบบพ่อค้าทำให้ ปัญหาภาคใต้ถึงวิกฤต และแบ่งแยกคนในชาติเป็นฝ่ายไทยรักไทย กับฝ่ายไม่ใช่ไทยรักไทย ตอนแรกคิดว่าโจรกระจอก เด็ดแต่ตัวหัว ๆ สัก 200 กว่าคนก็พอ
ทะเลาะกับมาเลเซีย และโลกมุสลิม
ไม่กล้าลงไปภาคใต้ ไม่เน้นพัฒนาภาคใต้จริง ๆ จัง ๆ เพราะภาคใต้ไม่เลือกไทยรักไทย

ทำลายวินัยการคลัง
สร้าง ธรรมเนียมใหม่ "การคลังที่ไม่ต้องผ่านสภาฯ" คือ ใช้เงินหวย ภายใต้การบริหารของเพื่อนร่วมรุ่นนรต. 26 ที่กลายเป็นกระเป๋าเงินติดสอยห้อยตามโตงแตงไปทุกที่ ทำตัวเป็นพระโพธิสัตว์แจกเงินเป็นว่าเล่น ทั้ง ๆ ที่เป็นเงินที่ต้องแลกด้วยการตกต่ำทางด้านศีลธรรมจริยธรรมของสังคม

ทะเลาะกับมาเลเซียทำปัญหาใต้ลุกลาม
เอาใจสิงคโปร์ให้มามีอธิปไตยเหนือดินแดนไทยบางส่วน เพราะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน ทำให้มาเลเซียยิ่งไม่พอใจ

ส่งสัญญาณอุ้มฆ่า, ฆ่าตัดตอน
ส่งเสริมกลไกรัฐตำรวจ และสร้างกองกำลังติดอาวุธของตนเอง เช่น กรณีชรบ.(ตำรวจบ้าน)เชียงราย มาบุกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์

ทำลายรากเหง้า-จิตวิญญาณของชาติ
เป็นการทำลายชาติ อย่างสมบูรณ์แบบในขั้นสุดท้าย จนไม่เหลือสิ้นกระทั่งจิตวิญญาณ นั่นคือละเมิดขนบธรรมเนียม ประเพณี ซึ่งเป็นสายใยยึดโยงชาติ ที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณ แล้วสร้างแบบแผน-ธรรมเนียมใหม่ ให้คนในชาติหลงมัวเมาในวัตถุ หนี้สิน กระแสบริโภคนิยม

มอมเมาให้คนในชาติหลงยึดกับตัวบุคคล ผู้เป็นผู้นำหลักหนึ่งเดียว แล้ว ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก
รื้อทิ้งระบบคุณธรรม และมาตรฐานจริยธรรม
ตอกย้ำค่านิยมใหม่ให้แพร่หลาย จากเดิมนับถือคนดี มาเป็นนับถือความรวย

นายก รัฐมนตรีเดินแต่ห้างเอมโพเรียม สยามพารากอน กินกาแฟร้านแบรนด์เนมนอก ซื้อสบู่ราคาก้อนละ 2,000 บาท วันว่างก็ออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนเศรษฐี หยุดลองวีคเอนด์ก็ไปต่างประเทศ (ลอนดอน, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, สิงคโปร์)
กลุ่มทุนของ ทักษิณ

กลุ่มชิณวัตร ดามาพงศ์
กลุ่ม มาลีนนท์
กลุ่ม โพธารามิก
กลุ่ม เจียรวนนท์
กลุ่ม มหากิจศิริ
กลุ่ม จึงรุ่งเรืองกิจ จุฬางกูร
กลุ่ม วงศ์สวัสดิ์และเทพกาญจนา
จะเห็นว่าการฝั่งลึกของรากเหง้าของระบอบทักษิณนั้นจะแก้ปัญหาได้ยาก นอกจากการเมืองใหม่เท่านั้น

5 จุดเปลี่ยนหลักของทักษิณ

1) ทักษิณมีแนวคิดที่ปรับโครงสร้างองค์กรบริหารราชการใหม่หมด คือ เดิมมีกระทรวงทั้งสิ้น13 กระทรวง1 ทบวงและ 1 สำนักนายก
เปลี่ยนเป็น 18 กระทรวง 1 ทบวง และ 1 สำนักนายก
2) ทักษิณใช้การแก้ปัญหาแบบประชาสงเคาะห์ แก้ปัญหาโดยเอาใจคนจน รากหญ้า เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ

3) การให้ประเทศไทยมีรายได้จากภาคธุรกิจอื่นนอกจากการส่งออก
4) การจัดองค์กรรวม คือ จะต้องรวมการเงิน หมายถึงสำนักงบประมาณ เรื่องงานหมายถึงสภาพัฒน์ เรื่องเงินคือ สำนักงบประมาณ
และคน หมายถึง สำนักข้าราชการพลเรือน

5) มุ่งแนวรุกมากกว่ารับและกำหนดขอบเขตที่แน่นอน
ความรุนแรงและอันตรายต่อสถาบันสามสถาบันและ ประเทศไทย ที่ทักษิณลำดับไว้เป็นรูปธรรม
1) สร้างความแตกแยกในสังคม ให้ประชาชนไม่รักกันทะเลาะกันมากเท่าไหร่ยิ่งเข้าแผนของไอ้เลว
2) จัดตั้งกลุ่มที่สามารถชี้นำชาวบ้านรากหญ้าเพื่อมาสร้างความแตกแยก
ปัจจุบันคือ นปก และ นปช
3) พัฒนาการต่อสู้ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
เหตุการ์ณ 7 ตุลา
4) ยกระดับความรุนแรงให้สูงขึ้น

5) ทำให้เกิดการจราจลและเกิดการเผา

6) ทำให้เกิดสงครามการเมือง

7) รัฐจะใช้อำนาจปราบปรามและฆ่าคนที่ต่อต้านทั้งหมดก่อนที่จะประการตัวเป็น สาธารณรัฐ

คำต่อคำ แถลงการณ์ 'ทักษิณ' แจกสื่อนอกประจานไทยทั่วโลก (คำแปล)

คำต่อคำ แถลงการณ์ 'ทักษิณ' แจกสื่อนอกประจานไทยทั่วโลก (ภาษาอังกฤษฉบับเต็ม-คำแปล)

คำต่อคำ แถลงการณ์ 'ทักษิณ' แจกสื่อนอกประจานไทยทั่วโลก (คำแปล)

วูดซัม แมเนอร์
เซอร์เรย์, อังกฤษ
22 ต.ค. 51

เรียน เพื่อนสื่อมวลชนต่างประเทศ

สิ่ง ที่ผมกำลังเขียนถึงพวกคุณในวันนี้เพื่อให้ความกระจ่างในข้อเท็จจริงบางอย่าง ข่าวพาดหัวที่มีการรายงานว่าผมถูกตัดสินว่ามีความผิดจากการทุจริตต้องโทษจำ คุก 2 ปีจากการซื้อที่ดินของภรรยาผม,
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

สิ่ง ที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้คือความจริง ผมถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี ไม่ใช่เพราะข้อหาทุจริต เหตุผลเดียวที่ผมถูกสั่งจำคุก เพราะในช่วงเวลาที่ภรรยาของผมซื้อที่ดินโดยการเปิดประมูลนั้น ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ผมได้ฟังคำตัดสินเมื่อวันก่อนและจนถึงตอนนี้
ผมยังคงสับสน เพราะไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการฉ้อฉล คอร์รัปชั่น หรือกระทั่งการใช้อำนาจในทางมิชอบที่เกี่ยวเนื่องกับประมูล คำถามคือ ภรรยาของผมเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและตัดสินใจยื่นประมูลที่ดินดังกล่าว เป็นผู้ยื่นเสนอราคาจำนวนมากแก่ผู้ขายซึ่งคือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มากกว่าผู้ยื่นประมูลรายอื่นๆ เป็นผู้เซ็นสัญญาซื้อขายกับผู้ขาย จ่ายเงินค่าที่ดินโดยที่สามีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย ยกเว้นเมื่อต้องเซ็นชื่อยินยอมในเอกสาร
ในแง่ของข้อ กล่าวหาเรื่องอิทธิพลอำนาจที่ผมอาจมีเหนือกองทุนฟื้นฟูฯ มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไม่ได้มี อำนาจควบคุมโดยตรงเหนือกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ศาลไม่ได้พบว่าการซื้อขายที่ดินของภรรยาผมมีอะไร ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเป็นการกระทำนอกกฎหมาย เขา ไม่ได้ตัดสินว่าเธอมีความผิด เพราะเธอไม่ใช่นักการเมือง แต่ผมเป็น ผมเชื่อว่าพวกคุณจะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เหลืออย่างอิสระเยี่ยงผู้สื่อข่าว มืออาชีพปฏิบัติกัน แต่น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมอาชีพของคุณส่วนใหญ่ในประเทศไทยปฏิเสธที่จะทำ เช่นนั้น

สิ่ง ที่ผมจะสามารถทำความเข้าใจได้ดีที่สุดก็คือ ผมถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงอย่างง่ายๆ เพียงเพราะผมเป็นนักการเมืองคนหนึ่งเท่านั้นเอง ผมผิดเพราะผมเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ ผมได้รับเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีถึงสองสมัยเพราะเสียงส่วนใหญ่จาก ประชาชน

ถ้าหากผมจะมีความผิดอะไรสักอย่าง นั่นก็คงเป็นสิ่งที่ผมได้แสดงออกมาให้ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยกลุ่มที่อยู่ในชนบทและไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ได้เห็นว่าพวกเขาสามารถเรียกร้องและมีสิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลของพวกเขาจัด ทำนโยบายที่มีประสิทธิภาพและทำโครงการต่างๆที่จะยังผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ ของพวกเขาดีขึ้น

ผม ยอมรับคำตัดสินนี้ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน รู้สึกโล่งใจสำหรับภรรยาที่ผมดึงเธอเข้าไปสู่ความยากลำบากมากทีเดียว เพราะความทะเยอทะยานทางการเมืองของผมในการที่จะนำความยิ่งใหญ่และความเป็น อยู่ที่ดีมาสู่ประเทศและประชาชนของผม ทั้งรู้สึกนึกขัน ปนขมขื่นกับคำตัดสินที่ไร้เหตุผล และรู้สึกกังวลแทนนักการเมืองในประเทศไทยว่า พวกเขาสามารถเดินเข้าคุกไปได้ง่ายๆเพียงเพราะภรรยาที่โชคร้ายของพวกเขา พยายามทำตามกฎหมาย

สำหรับพวกคุณที่อาจไม่คุ้นเคยกับ ประเทศไทย ภาครัฐและภาคเอกชนในไทยที่กำลังดำเนินธุรกิจหลายๆ ด้าน ตั้งแต่ สื่อสารโทรคมนาคม ธนาคาร ไฟฟ้าหรือแม้กระทั่งปั๊มน้ำมัน


ผมไม่ ทราบว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีกับทิศทางที่ประเทศไทยกำลังมุ่งไป ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกขับพ้นจากตำแหน่ง เพียงเพราะว่าเขาทำรายการโทรทัศน์ แต่กลุ่มคนที่ล่วงละเมิดผิดกฎหมายและยึดครองทำเนียบรัฐบาลกลับได้รับความ คุ้มครองจากศาล

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผม ล้วนแต่เป็นการกระทำที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งเป็นการสมคบกันของบรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ทั้งหลายผู้เชื่อในทุกสิ่งอย่าง ยกเว้นประชาธิปไตย ผมเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา เพียงเพราะผมเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งส่งเสริมความหวังและความภาคภูมิใจของคนยากคนจนในประเทศของผม

ประเทศ ไทยเป็นและจะยังคงเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม คนจำนวนไม่มากที่ไม่สามารถเผชิญกับความจริงได้ กำลังขัดขวางเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดพี่น้องชาวไทยจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ และการสิ้นสุดของฝันร้ายอยู่ไม่ไกล

ผมขอขอบคุณที่ให้โอกาสผมได้ร่วมแบ่งปันข้อเท็จจริงกับคุณ

ด้วยความนับถือ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


จดหมายแถลงการณ์ของ 'ทักษิณ' ที่แจกสื่อมวลชนต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
Woodsome Manor
Surrey, England
22 of October, 2008

Dear My Friends in International Media,
I am writing to you today to clarify few facts, The news headlines have reported that I have been convicted of corruption for two years stemming from the purchase of land by my wife, Khunying Potjaman Shinawatra.

What you have read is true, I was convicted for two years, but not because of corruption charge. The only reason I was sentenced to Jail is because at the time my wife bought the land through the open bid, I was the Prime Minister.

I listened to the judgment yesterday and even now I am still confused ; there is no evidence of fraud, corruption nor abuse of power in relation to the bid in question; my wife was the one who in volved and made decision to bid for the land, offered a lot more seller, Financial Instit ution Development Fund (FIDF), than other bidders, signed the contract with the seller, paid for the land with no involvement from her husband except when he was required to sign a spousal consent form, In terms of any alleged influence I may have had no direct supervisory power over the FIDF. Interestingly, the Court did not find the sale transaction of my wife unlawful or illegal, they did not convict her because she is not a politician; nevertheless, I was . I trust that you will independently verify the above facts as professional journalists often do. Unfortunately, most of you professsional colleagues in Thailand refuse to do so.

The best. I can comprehend is that I was convicted simply because I was a politician . In that case I was quite guite guilty cause I was quite a successful politician, I got elected twice by the majority of thai people as Prime Minister.

If I were to be guilty of anything, that would be what I have shown to the Thai people, especially those underprivileged rural thais that they can, and have the right to, demand their government to provide effective policy and programs to improve their lives.

I received this judgment with mixed feeling; relief for my wife as I pulled her into enough troubles because of my politcal ambition to bring greatness and well-being to my country and my people, amused and bitter with the illogical of the judgment, and worry for those politicians in Thailand that they could go to jail simply because their unhappy spouses may sought to manipulate the law.

For those of you who may not be too familiar with Thailand, state offices and enterprises in Thailand are doing so many businesses from telecommunication, banking, power generator or even owning gas stations.


I do not know should I laugh or cry to see the direction Thailand is moving forward: a democratically elected leader was put out of job because he cooked on a TV show but those who unlawfully trespassed and occupying the government house got protection from the Court.

Whatever happen to me is a political driven actions collaborated by various group of privileged elites who believe in anything but democracy. I am a threat to them because I represent the principle of liberal democracy which promote hope and pride of the poor of my country.


Thailand is and will remain a great and beautiful country. Few people cannot face the face,obstructing the will of majority of the people. I believe that at the end Thai people will win over this struggle. And the end of their nightmare is not far.

I thank you for the opportunity to share the facts with you.

Truly Yours,
Dr. Thaksin Shinawatra

ถลกหนัง"ทักษิณ-ซุกหางเห่า"ภาค ๒

เปลวสีเงิน
ถลกหนัง"ทักษิณ-ซุกหางเห่า"ภาค ๒
25 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&iDate=25/Oct/2551&news_id=165749&cat_id=200

วันนี้ จะยังไม่คุยอะไร ต้องการให้ท่านได้อ่านแถลงการณ์ "ซุกหางเห่า" ภาค ๒ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผมคัดลอกจาก "มติชน" และพร้อมกันนี้ ก็ไม่จำเป็นที่ผมต้องพูดอะไร เพราะมีคน "แกะลาย" ให้เห็นลาย "โจรทรยศชาติ" ไว้เสร็จสรรพ!

เท้าความนำเรื่องไว้นิดนะครับ คือหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูก "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง" ตัดสินจำคุก ๒ ปีโดยไม่รอลงอาญา ส่วนคุณหญิงพจมานศาลสั่งยกฟ้อง ในคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ เมื่อ ๒๑ ต.ค.๕๑

วานซืนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณก็ออกแถลงการณ์ ประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันและหยันหยามต่อคำตัดสินศาล โดยส่งให้สื่อต่างประเทศเหยียบย่ำทำลายชาติบ้านเมืองตัวเอง ดังข้อความต่อไปนี้

วูดซัม แมเนอร์

เซอร์เรย์, อังกฤษ

22 ต.ค.51

เรียน เพื่อนสื่อมวลชนต่างประเทศ

สิ่งที่ผมกำลังเขียนถึงพวกคุณใน วันนี้เพื่อให้ความกระจ่างในข้อเท็จจริง บางอย่าง ข่าวพาดหัวที่มีการรายงานว่าผมถูกตัดสินว่ามีความผิดจากการทุจริต ต้องโทษจำคุก 2 ปีจากการซื้อที่ดินของภรรยาผม, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

สิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้คือ ความจริง ผมถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี ไม่ใช่เพราะข้อหาทุจริต เหตุผลเดียวที่ผมถูกสั่งจำคุก เพราะในช่วงเวลาที่ภรรยาของผมซื้อที่ดินโดยการเปิดประมูลนั้น ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ผมได้ฟังคำตัดสินเมื่อวันก่อนและ จนถึงตอนนี้ ผมยังคงสับสน เพราะไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการฉ้อฉล คอรัปชั่น หรือกระทั่งการใช้อำนาจในทางมิชอบที่เกี่ยวเนื่องกับประมูล คำถามคือ ภรรยาของผมเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและตัดสินใจยื่นประมูลที่ดินดังกล่าว เป็นผู้ยื่นเสนอราคาจำนวนมากแก่ผู้ขายซึ่งคือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มากกว่าผู้ยื่นประมูลรายอื่นๆ เป็นผู้เซ็นสัญญาซื้อขายกับผู้ขาย จ่ายเงินค่าที่ดินโดยที่สามีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เลย ยกเว้นเมื่อต้องเซ็นชื่อยินยอมในเอกสาร

ในแง่ของข้อกล่าวหาเรื่องอิทธิพล อำนาจที่ผมอาจมีเหนือกองทุนฟื้นฟูฯ มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องชี้ให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจควบคุมโดยตรงเหนือกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ศาลไม่ได้พบว่า การซื้อขายที่ดินของภรรยาผมมีอะไรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นการกระทำนอกกฎหมาย เขาไม่ได้ตัดสินว่าเธอมีความผิด เพราะเธอไม่ใช่นักการเมือง แต่ผมเป็น ผมเชื่อว่าพวกคุณจะตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เหลืออย่างอิสระเยี่ยงผู้สื่อข่าว มืออาชีพปฏิบัติกัน แต่น่าเสียดายที่เพื่อนร่วมอาชีพของคุณส่วนใหญ่ในประเทศไทยปฏิเสธที่จะทำ เช่นนั้น

สิ่งที่ผมจะสามารถทำความเข้าใจได้ ดีที่สุดก็คือ ผมถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงอย่างง่ายๆ เพียงเพราะผมเป็นนักการเมืองคนหนึ่งเท่านั้นเอง ผมผิดเพราะผมเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ ผมได้รับเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัยเพราะเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน

ถ้าหากผมจะมีความผิดอะไรสักอย่าง นั่นก็คงเป็นสิ่งที่ผมได้แสดงออกมาให้ประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยกลุ่มที่อยู่ในชนบทและไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ ได้เห็นว่าพวกเขาสามารถเรียกร้อง และมีสิทธิ์เรียกร้องให้รัฐบาลของพวกเขาจัดทำนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และทำโครงการต่างๆ ที่จะยังผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้น

ผมยอมรับคำตัดสินนี้ ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน รู้สึกโล่งใจสำหรับภรรยาที่ผมดึงเธอเข้าไปสู่ความยากลำบากมากทีเดียว เพราะความทะเยอทะยานทางการเมืองของผม ในการที่จะนำความยิ่งใหญ่และความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่ประเทศและประชาชนของผม ทั้งรู้สึกนึกขันปนขมขื่นกับคำตัดสินที่ไร้เหตุผล และรู้สึกกังวลแทนนักการเมืองในประเทศไทยว่า พวกเขาสามารถเดินเข้าคุกไปได้ง่ายๆ เพียงเพราะภรรยาที่โชคร้ายของพวกเขาพยายามทำตามกฎหมาย

สำหรับพวกคุณที่อาจไม่ คุ้นเคยกับประเทศไทย ภาครัฐและภาคเอกชนในไทยที่กำลังดำเนินธุรกิจหลายๆ ด้าน ตั้งแต่สื่อสารโทรคมนาคม ธนาคาร ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งปั๊มน้ำมัน

ผมไม่ทราบว่าควรจะ หัวเราะหรือร้องไห้ดี กับทิศทางที่ประเทศไทยกำลังมุ่งไป ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกขับพ้นจากตำแหน่ง เพียงเพราะว่าเขาทำรายการโทรทัศน์ แต่กลุ่มคนที่ล่วงละเมิดผิดกฎหมายและยึดครองทำเนียบรัฐบาล กลับได้รับความคุ้มครองจากศาล

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผม ล้วนแต่เป็นการกระทำที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งเป็นการสมคบกันของบรรดาชนชั้นสูงที่มีอภิสิทธิ์ทั้งหลาย ผู้เชื่อในทุกสิ่งอย่างยกเว้นประชาธิปไตย ผมเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา เพียงเพราะผมเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย ซึ่งส่งเสริมความหวังและความภาคภูมิใจของคนยากคนจนในประเทศของผม

ประเทศไทยเป็นและจะยัง คงเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม คนจำนวนไม่มากที่ไม่สามารถเผชิญกับความจริงได้ กำลังขัดขวางเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุด พี่น้องชาวไทยจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ และการสิ้นสุดของฝันร้ายอยู่ไม่ไกล

ผมขอขอบคุณที่ให้โอกาสผมได้ร่วมแบ่งปันข้อเท็จจริงกับคุณ

ด้วยความนับถือ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ครับ..ผมอ่านไปก็อนาถในใจไป "ทำไม..แผ่นดินไทย ไม่มีคุณงามความดีที่จะให้คนคนหนึ่งที่ชื่อทักษิณ ได้รู้ถึงคุณแผ่นดินบ้างเชียวหรือ?" แต่ก็เหมือนฟ้าส่งใบเสร็จมาให้ คือผม

เปิดเมล์ ก็พบว่ามีท่านหนึ่งส่งข้อความมาบอกว่า "นายเสนาะ เทียนทอง" ผู้ปั้นทักษิณเป็นนายกฯ เคยเขียนไว้ในหัวข้อ "จะเอาทักษิณหรือประเทศไทย"

ช่างพอเหมาะ-พอเจาะเสียจริงๆ ผมอ่านแล้วก็ขอยกมาต่อท้าย "แถลงการณ์ซุกหางเห่า" ภาค ๒ เดี๋ยวนี้เลย

-นายเสนาะได้เขียนในหัวข้อ "จะเอาทักษิณ หรือประเทศไทย" มีเนื้อหาสาระที่สำคัญว่า รู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่ปี 2529 แบบผิวเผิน ตั้งแต่เป็นนายตำรวจติดตามรัฐมนตรี

-พ.ต.ท.ทักษิณพยายามสร้างความสัมพันธ์กับหัวหน้าพรรค คือทำธุรกิจกับการเมือง วิ่งเต้นเข้าทางผู้ใหญ่สูงสุดของพรรค

-ต่อมาตนย้ายไปเป็นเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณได้สนับสนุนปัจจัยการเมืองผ่านไปทาง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณจึงได้เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรี

-เมื่อก่อนเกิดวิกฤติ ค่าเงินบาท นายอำนวย วีรวรรณ รมว.คลังในขณะนั้นลาออก มีการคิดกันว่าจะให้ตำแหน่งนี้กับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยซ้ำ ตนได้ไปทาบทามคนที่น่าเชื่อถือในสังคม โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รับปากว่าจะเข้ามาช่วยเป็น รมว.คลัง

-ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณไปนำนายทนง พิทยะ ผู้บริหารธนาคารทหารไทยมารับตำแหน่งนี้แทน โดยที่ตนไม่รู้เรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณไปซุบซิบกับ พล.อ.ชวลิต และนายโภคิน พลกุล อดีต รมต.สำนักนายกฯ แล้วจึงมีคำสั่งแต่งตั้งนายทนง

-ก่อนเงินบาทลอยตัว ผมไม่รู้เรื่องด้วย เพราะอยู่นอกวงของพวกเขา คนที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าเงินบาทในขณะนั้นมี 4 คนคือ พล.อ.ชวลิต พ.ต.ท.ทักษิณ นายทนง และนายโภคิน

-ส่วนจะรู้เห็นกันขนาดไหน ผมไม่รู้ เขาบอกว่าเขาไม่รู้ อันนี้ไม่มีใบเสร็จ แต่ถ้าถามผมว่า ผลที่เกิดหลังค่าเงินบาทลอยตัวออกมาอย่างไร

"มันส่อชัดว่าทักษิณและบริษัทรอดวิกฤติคนเดียว คือผลลัพธ์มันสะท้อนชัดอยู่แล้ว การที่มีคนไปซื้อประกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทเอาไว้มากๆ หรือไปซื้อดอลลาร์เอาไว้มากๆ ก่อนประกาศลอยค่าเงินบาท ก็เหมือนจุดไฟเผาบ้านตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน เศรษฐกิจของชาติพังเสียหาย แต่ตัวเองรอดพ้นวิกฤติเพราะได้ประกัน" นายเสนาะกล่าว

-นายเสนาะกล่าวว่า หากต้องการจะรู้ทันทักษิณ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนอย่างไร เพราะลักษณะเฉพาะและตัวตนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการใช้อำนาจและบริหารราชการแผ่นดินของทักษิณ ทั้งหมดนั้นประกอบขึ้นมาเป็นระบอบทักษิณ ซึ่งมีทั้งระบบการใช้อำนาจและการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ร่วมกัน

-พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนมีวุฒิการศึกษา แต่ขาดวุฒิภาวะการเป็นผู้นำ ไม่มีสภาวะผู้นำโดยเฉพาะในระดับประเทศ เป็นคนไม่มีประสบการณ์ในการบริหารราชการ แม้เคยรับราชการตำรวจก็อยู่ไม่นาน และใช้เวลาว่างไปกับการประกอบธุรกิจ

-พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนักเสี่ยงโชค ขาดความรอบคอบ เคยประสบปัญหาทางธุรกิจ แลกเช็คและถูกฟ้องเช็คเด้ง นิยมบริหารธุรกิจแบบคิดไวทำไว โดยใช้การตลาดเป็นเครื่องมือ

-การจดทะเบียนคนจนนั้น ผมเคยแนะนำว่ามันทำไม่ได้ ไปประกาศเฉยๆ ไม่ได้ เอามาขึ้นทะเบียนเฉยๆ คนที่เป็นหนี้สินอยู่ที่ไม่ใช่คนจนก็ไปจดทะเบียนด้วย มันจะบานปลายไปใหญ่

"พี่ไม่เห็นด้วย มองด้วยจิตสำนึกมันปฏิบัติไม่ได้ มันได้แค่โชว์ตัวเลขตอนเลือกตั้ง จากนั้นไม่มีผลจริง" แต่ทักษิณตอบว่า

"โธ่...พี่เหนาะ คนตาบอดมันกลัวเสือเหรอ ถ้าเราไม่พูดแบบนี้เราจะได้เสียงเหรอ"

-เขา พูดอย่างนี้แสดงว่าไม่ได้จริงใจกับนโยบาย ประกาศไปก่อนค่อยหาวิธีการทำการตลาดทีหลัง ไปเสี่ยงเอาข้างหน้าขอให้ได้คะแนนเสียงไว้ก่อน

-ไม่สนวิธีปฏิบัติราชการ แม้แต่โครงการเอสเอ็มแอล ผมก็เตือนว่าเข้าข่ายซื้อเสียงเพราะอยู่ในภาวะเลือกตั้ง ทักษิณตอบว่า

"โธ่...อำนาจอยู่ที่เรา กกต.ก็ของเรา คนก็ของเรา"

" ล่าสุดก่อนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 มีการกระทำผิดกฎหมาย คือขนคนมาฟังการปราศรัยโดยจ้างมา มันผิดกฎหมายแน่นอน แต่ กกต.กลับเฉย" นายเสนาะกล่าว

-นายเสนาะกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณเคยบอกรัฐมนตรีในรัฐบาลว่า "ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอให้ทำตามก็พอ"

-หาก รัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนที่คิดมาก รอบคอบ คอยตักเตือน จะอยู่ไม่ได้เลย คนที่อยู่ได้จะต้องตอบ "เยส" อย่างเดียว เช่น นายพินิจเคยพูดว่า "ท่านนายกฯ ผมไม่เคยเห็นใครคิดได้ดีเท่านี้เลย" หรือนายเนวินก็มักพูดว่า "ดีนายๆ"

-ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีบางคนในช่วงเทศกาลเลือกตั้งมักมีบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินอยู่เต็ม รถ จึงได้รับการฟูมฟักอย่างดี เหนียวแน่น ถูกเรียกใช้งานบ่อยๆ ในช่วงหลัง นายเสนาะกล่าวว่า

-ยิ่งกว่านั้น ยังมีการใช้ระบบธุรกิจครอบครัวมาจัดการผลประโยชน์ในรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ขนคนที่เคยทำงานกับตัวเองในบริษัทแบบยกชุด วางคนของตัวเองไปในทุกกระทรวง โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ

-แต่ทุกคนในกระทรวงจะรู้ดีว่า คนคนนี้คือคนของเขา จะทำอะไรก็ต้องผ่านคนคนนี้ เรียกว่ามีสองสามคนไปดูแลผลประโยชน์ทุกกระทรวง

-เป็น เสมือนหลงจู๊ แล้วยังส่งคนไปยึดตำแหน่งใน กมธ.ชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนฯ ใน ครม.ก็ไม่ต่างกัน ทุกโครงการที่จะมีการอนุมัติ ถ้ารัฐมนตรีคนไหนเสนอเรื่องขอใช้งบกลางที่จัดสรรไว้มหาศาล ก็ต้องไปเคลียร์กับคนของเขาให้เรียบร้อยก่อน

-รัฐมนตรีหลายคนจะมีคนของเขาเข้ามาบอกว่า "เดี๋ยวทำงบฯ จะเอากี่พันล้าน แต่ต้องเอาเข้าพรรค 10 เปอร์เซ็นต์" หมายความว่าจะไปทำอะไรขึ้นมาก็ได้ ไปเขียนโครงการมา

นายเสนาะกล่าวว่า

-ถ้า รัฐมนตรีคนไหนทำไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้ เวลาทำโครงการก็ต้องจ้างที่ปรึกษาที่เป็นคนของตัวเอง แล้วใช้วิธีที่เก่งที่สุด คือยกเว้นระเบียบพิเศษ ยิ่งใช้วิธีขีดเส้นตายว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้ เหมือนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อจะได้ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบพิเศษ

-นโยบาย 10 เปอร์เซ็นต์ รัฐมนตรีต้องทำโครงการ โดยตบแต่งงบประมาณขึ้นมาก่อนว่ามูลค่าของโครงการจะครอบคลุม 10 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องหักเข้าพรรค จากนั้นไปตกลงกับคนของเขาผ่านคุณหญิง เมื่อเรียบร้อยเมื่อใดก็ส่งมาให้ตัวตายตัวแทนทางการเมืองที่เขาไว้ใจ

-พอเข้า ครม. นายกฯ จะเสนอโครงการและอนุมัติให้เองเสร็จสรรพ รัฐมนตรีไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย ทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ ใครเข้าใจว่า 10 เปอร์เซ็นต์มีอยู่เท่าไร คงต้องไปถามคุณหญิง

นายเสนาะกล่าวว่า

-สิ่ง ที่สุดทนจริงๆ คือ กรณีผู้ว่าฯ สตง.ที่ถูกแทรกแซงการทำงาน แทรกแซงองค์กรอิสระ และละเมิดพระราชอำนาจ มันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่สำคัญ ที่ทำให้ตนลุกขึ้นอภิปรายเมื่อ 8 มิ.ย.2548 การประกาศตัดขาดแตกหักกลางสภาฯ พูดได้ว่า ถ้ามันเอาชีวิตได้มันเอาไปแล้ว มันแค้น แต่ก็ไม่กล้า

-ตอนหลังคนของ พ.ต.ท.ทักษิณก็ติดต่อมาหลายครั้ง ตนพูดตรงๆ ไปว่า

"เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว เมื่อไม่ยอมลดละเองจนเราต้องแตกหักไปสู่สาธารณชนแล้ว สิ่งสำคัญนายกฯ ก็ต้องแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดให้ได้"

-และตนยังพูดอีกว่า "ถ้าบอกจะกินข้าวกันตอนนี้ มันยังไงล่ะ ให้พี่เป็นผู้เป็นคนดีกว่า อย่าให้พี่เป็นหมาเลย"

-นายเสนาะกล่าวว่า ก่อนที่จะเกิดปัญหาทั้งหมดตนก็พยายามไปเตือน แต่เรื่องที่เตือนก็เป็นการขัดผลประโยชน์เขาทุกเรื่อง เช่นคิดว่ารัฐมนตรีคอรัปชั่น ตนก็ไปเตือนเพราะคิดว่าไม่รู้ ที่ไหนได้มันสั่งเอง ขนาดกลายเป็นว่ารัฐมนตรีคนไหนไม่ทำตามสั่ง ภายหลังก็อยู่ไม่ได้

-ความขัดแย้งในปัจจุบัน สาเหตุมาจากตัวปัญหาคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ คนคนนี้โกงเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ เมื่อมีอำนาจก็โกงอีก อันตรายต่อบ้านเมืองสุดๆ พ.ต.ท.ทักษิณน่ากลัวเพราะเป็นคนมีวุฒิการศึกษา จ้องวางแผนเอาเปรียบคนอื่น ถือว่าต่ำต้อยเหลือเกินในการเป็นผู้นำประเทศ

"ผมจำคำพูดของทักษิณที่เคยบอกว่า พี่เหนาะผมพร้อมแล้ว สมบัติส่วนหนึ่งผมให้ลูก อีกส่วนเก็บไว้สำหรับตายาย กินจนตายก็ไม่หมด สมบัติอีกส่วนจะทำเพื่อบ้านเมือง จะใช้หนี้แผ่นดิน

คำพูดนั้นๆ ผมเคยหลงคิดว่าคนคนหนึ่ง รวยแล้วกลับใจ คิดใช้หนี้แผ่นดิน ตอนนี้ผมรู้ความจริงแล้วว่า รวยจากโกงชาติ กล้าทำแม้เผาบ้านเมืองเพื่อเอาประกัน คนรวยคนนี้รวยแล้วไม่รู้จักพอ ไม่ใช้หนี้แผ่นดินยังไม่พอ มันยังโกงกิน ทรยศต่อแผ่นดิน" นายเสนาะกล่าวและว่า

-ตนเคยพูดและเตือนกับคุณหญิงอ้อว่า "น้อง ถ้ามันได้มาอีกแสนล้าน เอาไปทำไม" เขาพากันตอบว่า "ก็รู้ แต่ในเมื่อเล่นการเมืองมันต้องควักเงิน ก็ต้องถือว่าเป็นธุรกิจ"

-เคยเตือนหนักๆ ถึงขั้นว่า "ในอนาคตถ้ามันจะเดือดร้อนหนักๆ คือคนเป็นหัวนะ" เขาก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า

"ก็รู้ ถ้าพี่ทักษิณจะลง ต้องให้พรรคไทยรักไทยมีอำนาจอย่างน้อยสองสมัยถึงจะปลอดภัย"

ครับ.. ใครช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษตอบ "แถลงการณ์ทักษิณ" ให้สื่อนอกได้รู้ทันต่อแถลงการณ์ลวงโลกของไอ้กากเดนมนุษย์ตัวนี้หน่อยเป็นไร ที่ซุกหางเห่าเอาดีใส่ตัวว่า "เพราะความทะเยอทะยานทางการเมืองของผม ในการที่จะนำความยิ่งใหญ่ และความเป็นอยู่ที่ดีมาสู่ประเทศและประชาชนของผม" นั้น แท้จริงแล้ว ๕ ปีที่มันบริหารประเทศ เป็น ๕ ปีที่ ๒ ผัว-เมียอัปรีย์ มันทำกาลีกับบ้านเมืองสถานเดียว.


แม้นสถานการณ์บ้านเมือง สิ่งแวดล้อม สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนขึ้นมาก

แม้นสถานการณ์บ้านเมือง สิ่งแวดล้อม สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนขึ้นมาก
จน หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ทำไมจึงวุ่นวาย ปั่นป่วนขนาดนี้?!? คงต้องอธิบายว่า ความไม่จีรังคือความจริงที่จีรัง..วันก่อนที่เห็นคนเดือนตุลาสาปแช่งคนอย่าง สมัคร สุนทรเวช หรือแม้แต่ประณามตำรวจชื่อ สล้าง บุนนาค วันนี้เรายังได้เห็นได้ยินเขาจับเข่าคุยกันเป็นพันธมิตรทางการเมืองได้ แล้วนับประสาอะไรกับการที่เห็นคนใส่เสื้อแดง "เทิดทูน" นักโทษหนีคดีอย่าง ทักษิณ ชินวัตร หรือคนผูกคอสีเหลืองวันนี้กอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับกลุ่มเอ็นจีโอ โดยมี ทำเนียบรัฐบาล เป็นฐานที่มั่น ในขณะที่ รัฐบาลพลัดถิ่นต้องอาศัยสนามบินดอนเมืองทำงาน... การเสพข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในวันนี้ จึงสมควรต้องพิจารณาเลือกเชื่อและหาเหตุผลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจคล้อย ตามอย่างระมัดระวัง เพื่อมิให้กลายเป็น "เหยื่อ" ของเกมการเมือง... จดหมายฟ้องสื่อจากลอนดอน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า แถลงการณ์ทักษิณเขียนเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้ประเทศไทย โกหกหน้าด้านๆ เพื่อเอาตัวรอด หากใครเลือกเสพเฉพาะแถลงการณ์ของนักโทษหนีคุก ย่อมจะต้องรู้สึกสงสารในชะตากรรมของนักธุรกิจหมื่นล้านที่ทำคุณกับประเทศ บ้านเกิดไม่ขึ้น ต้องกลายเป็นเหยื่อของอมาตยาธิปไตย หรือพรรคข้าราชการถึงขั้นไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ยิ่งเห็นภาพที่เผยแพร่ออกมา สองผัวเมียนุ่งขาวห่มขาวเข้าวัดสวดมนต์ภาวนา หากลืมไปว่าก่อนจะมีวันนี้ ทั้งคู่ทำร้ายประเทศไทยไว้แค่ไหน ก็คงน้ำตาคลออยากเปล่งวาจา "อโหสิกรรม" ให้แน่นอน...แต่ความจริงอีกด้าน คนไทยไม่ต้องไปค้นหาอ่านที่ไหน กรณ์ จาติกวณิช ส.ส.ปชป. ช่วยเขียนรื้อฟื้นความหลังออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หากเกรงว่า ปชป.เป็นพรรคฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณเสมอมาล่ะก็ แค่เปิดหนังสือพิมพ์ย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี 2548 ก็พอ เชื่อว่า ความจริงวันนี้ ไม่ต้องรอถึง 1 พ.ย.2551 สังคมไทยก็จะร้อง..อ๋อ..คนรวยแล้วโกงแถมหน้าด้านอวดอ้างเอาบุญเอาคุณนั้น หน้าตาเหลี่ยมอย่างนี้นี่เอง... เสียงคร่ำครวญว่าถูกการเมืองเล่นงานบ้าง ตุลาการวิบัติบ้าง ล้วนเป็นความพยายามดิ้นรนปกติธรรมดาของ โจรที่ไม่เคยสำนึกยอมรับผิด ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่ไม่เห็นปฏิกิริยาตอบโต้ของสถาบันตุลาการในกรณีอย่าง นี้ ที่สำคัญอีกไม่นานเกินรอ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ต้องเผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตัวขององค์คณะทั้ง 9 คนสู่สาธารณะอยู่แล้ว การไม่เต้นไปตามเพลงของ "โจรมากเหลี่ยม" ถือเป็นการคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือมากกว่า... ส่วนสังคมจะตั้งคำถามกับผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย 4 คนหรือไม่อย่างไรนั้น เป็นอิสรภาพแห่งความคิดที่ห้ามกันไม่ได้ โดยเฉพาะ สมชาย พงษธา และ ประพันธ์ ทรัพย์แสง ที่ใครเห็นชื่อแล้วก็อ้าปากค้างด้วยความเซอร์ไพรส์ เฝ้ารออยากเห็นอยากอ่านคำวินิจฉัยส่วนตัวเสียจริงๆ... เสียงข้างน้อย 4 คน ที่ยังมี วัฒนชัย โชติชูตระกูล กับ พิชิต คำแฝง ทำไมจึงอยากอ่านคำวินิจฉัยของท่านสมชายและท่านประพันธ์?!? คำตอบง่ายๆ สมชายเป็นหนึ่งในพยานปากสำคัญกรณีติดสินบนตุลาการคดียุบพรรคไทยรักไทยที่แสนอื้อฉาว แม้ลงท้ายจับมือใครดมไม่ได้ แต่คณะกรรมการที่มี วิรัช ลิ้มวิชัย ซึ่งปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาเป็นประธานชุดสอบสวนนั้น ก็ลงความเห็นว่าคดีมีมูล..ส่วน ประพันธ์เป็นอดีตประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ตัดสินจำคุก ปปช.ในความผิดฐานขึ้นเงินเดือนตัวเอง และตอนนั้นเป็นเสียงเดียวที่ไม่รอลงอาญาอีกต่างหาก..ฉะนั้นคำวินิจฉัยของ เสียงข้างน้อยย่อมต้องน่าสนใจกว่าเสียงข้างมาก ในสายตาของสังคมไทยที่ลุ้นแทบจะขาดใจ เมื่อเห็นเสียงฉิวเฉียด 5 ต่อ 4 ที่ตัดสินทักษิณติดคุกทำผิดกฎหมาย ปปช.มาตรา 100 นั่นเอง... การตอบโต้คนขี้ฮกอย่างทักษิณไม่ใช่หน้าที่ของตุลาการ แต่เป็นภาระความรับผิดชอบของรัฐบาล ในฐานะผู้บริหารประเทศที่ต้องรักษาชื่อเสียงเกียรติยศโดยรวมของประเทศชาติ ประชาชน งานนี้ยังไม่เห็น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำหน้าที่สมกับความเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คงจะไปบังคับขู่เข็ญไม่ได้หรอกนะ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ สุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิกาคณะรัฐมนตรี ชงเรื่องถอนเครื่องราชอิสริยาภรณ์คืนจากทักษิณ แล้ว นายกฯ ไม่เซ็นล่ะก็ บันทึกไว้วันนี้เลยว่า "ผัวเจ๊แดง" งานเข้าแน่ เพราะเป็นไปตามระเบียบของงานกองอาลักษณ์และเครื่องราชฯ ทุกประการ ที่คนถูกพิพากษาจำคุกต้องถูกริบเครื่องราชฯ คืน.. งานแบบนี้นักการเมืองอาจไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่ระดับเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่เป็นลูกหม้อของสำนักงานแห่งนี้ และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองนิติธรรมรู้เรื่องกฎหมายมากที่สุดคนหนึ่งมา ก่อน ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ล่ะก็ น่าจะสวมเสื้อสีแดงไปทำงานให้รู้แล้วรู้เรื่องเสียเลยนะเจ้าคะ... บันทึกบรรทัดสุดท้าย..ขอร่วมสวดมนต์ภาวนาต่อพระสยามเทวาธิราช ขออย่าให้ประเทศไทยต้องถอยหลังเข้าคลอง ด้วยเหตุอันไม่พึงปรารถนาเล้ย..สาธุ...

กัมพูชา..กับ "ไทย 2 ฝ่าย"

การเมือง

ท่านขุนน้อย

27 ตุลาคม 2551 กองบรรณาธิการ

กัมพูชา..กับ "ไทย 2 ฝ่าย"
ถือ ว่าเป็นเรื่องที่ดี...ที่บรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ว่าในระดับผู้นำต่อผู้นำ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนหรือระดับเจ้าหน้าที่คณะกรรมการชายแดน (อาร์บีซี) ที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันสองวันมานี้เป็นไปด้วยดี หรือ เป็นไปอย่างฉันมิตร ดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาได้กล่าวเอาไว้เอง...ถ้าหากเป็นยังงี้ซะ ตั้งแต่แรก...ก็คงไม่ต้องเสียเวลาให้ใครก็ไม่รู้??? ออกมาคำรามว่า พร้อมจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับประเทศไทย หรือต้องยิงกันจนบาดเจ็บล้มตายไปข้าง...
-----------------------------------------------------
สรุป เอาเป็นว่า...อะไรต่อมิอะไรเท่าที่ผ่านมา ก็คงต้องปล่อยให้มันเลยตามเลยไปก็แล้วกัน แม้นว่า...จนกระทั่งบัดนี้...บรรดานักสังเกตการณ์ต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ยังคงงงๆ อยู่ว่า เมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นเพราะผู้นำกัมพูชาอย่าง สมเด็จฮุน เซน เกิดอาการประจำเดือนไม่มา หรือเป็นเพราะริดสีดวงทวารกำเริบ หรือไม่? อย่างไร? ก็มิอาจทราบได้ จู่ๆ ถึงได้ออกมาฟาดงวงฟาดงา ประกาศว่าจะทำสงครามเต็มรูปแบบกับประเทศไทย เพียงเพราะข้ออ้างว่าด้วยกรณีทหารไทยไม่กี่สิบนาย เข้าไปกอบกู้วัตถุระเบิด ในพื้นที่บริเวณที่ประเทศไทยยังอุตส่าห์ใช้คำสุภาพๆ เรียกว่า พื้นที่ทับซ้อน ขณะที่กัมพูชาแสยะปาก โมเม แบบรวบหัวรวบหาง ว่าเป็นอาณาเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์...
-------------------------------------------------
ยิ่ง ไปกว่านั้น...ถ้ามองเลยไปถึงท่าทีของประมุขกัมพูชาอย่าง สมเด็จนโรดม สีหนุ ก็สรุปไม่ได้เช่นกันว่า จะเป็นเพราะมะเร็งในถุงอัณฑะกำเริบ หรือเป็นเพราะ ต่อมริษยา ทำงานผิดปกติ ระยะหลังๆ มานี้ จึงชั่งกระทบกระเทียบเปรียบเปรย เหน็บแนม ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยมีส่วนไม่น้อย ในการช่วยประคับประคอง กอบกู้ ให้เกิดเอกภาพ และความสมานฉันท์ ขึ้นมาในกัมพูชา ตั้งแต่ยุคที่ เขมร 3 ฝ่าย ยังรบกันไม่เลิก...โดยเฉพาะครั้งล่าสุด ถึงแม้นว่าจะเกิดกรณี ไทย 2 ฝ่าย กระทบกระทั่งกันมานาน แต่สำหรับคนที่เป็นถึงองค์พระประมุขของประเทศ ก็ไม่น่าที่จะแสดงความกระหาย กระเหี้ยนกระหือรือ ยุให้ตำรวจไทยกระทืบราษฎร แบบไร้ลักษณะอาการของผู้ที่พึงมีขัตติยะ มานะกษัตริย์ เอาเลยแม้แต่น้อย...
-------------------------------------------------
อย่าง ไรก็ตาม...แม้นว่าการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา จะหวนคืนกลับมาสู่บรรยากาศปกติ เป็นไปอย่างฉันมิตร และแสดงออกถึงความยึดมั่นอยู่ในสันติวิธีด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ในเวทีหารือระดับคณะกรรมการชายแดน ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชานั้น...รายงานข่าวบางช่วง บางตอน ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ ฉบับวันเสาร์ที่ผ่านมา ถึงสีสันบรรยากาศประชุม ได้ระบุถึงปรากฏการณ์บางสิ่ง บางอย่าง อันเป็นอะไรที่...ก่อให้เกิดความตะขิดตะขวง น่าฉงน สนเท่ห์ใจอยู่ไม่น้อย...
-----------------------------------------------
รายงานที่ว่าเป็นไปดังนี้... ระหว่าง การประชุม ได้มีผู้นำใบปลิวมาแจกจ่ายให้แก่สื่อมวลชน ทั้งของกัมพูชา และสำนักข่าวต่างประเทศที่มาติดตามทำข่าวกันเป็นจำนวนมาก โดยใบปลิวดังกล่าว เป็นภาพแผนที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร และมีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ อ้างว่า...เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา นอกจากนี้ยังพาดพิงไปถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ว่าอยู่เบื้องหลังม็อบคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก จนทำให้รัฐบาลไทยต้องยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ (ในขณะนั้น) ได้ลงนามไว้...
---------------------------------------------------
อัน ที่จริง ใบปลิว มันก็แค่ใบปลิวนั่นแหละ...ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะต้องหยิบมาถือสา หาความ หรือจะต้องเอามาใส่ใจอะไรมากมายนัก...แต่ก็อย่างว่า ถ้าหากใบปลิวที่ว่านี้ มันแจกกันในฝั่งไทย หรือแจกกันแถวๆ ตลาดโรงเกลือ ก็คงพอเป็นอันเข้าใจได้ เพราะมันคงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงของพวกที่ชอบ ป่วนกรุง หรือ ป่วนป๋า มาโดยตลอด พวกที่ชอบหลุดปากกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม ด้วยถ้อยคำว่า มือที่มองไม่เห็น ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ หรือ พวกชนชั้นสูง ฯลฯ อะไรประมาณนั้น...ประเภทนี้นี่แหละที่ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ เป็นต้องยัดเยียดให้กับ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หรือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ กันเต็มๆ...
----------------------------------------------------
แต่ อย่างที่รายงานข่าว ไทยโพสต์ ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า มันดันบุกเข้าไปแจกถึงเมืองเสียมราฐโน่น แล้วก็แจกในบริเวณที่ประชุมของคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชาซะอีกต่างหาก แม้นว่า พลโท วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 หนึ่งในคณะกรรมการชายแดนฝ่ายไทย ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ จะสรุปว่า แผนที่ที่ปรากฏในใบปลิวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการประชุมอาร์บีซีครั้งนี้ และแผนดังกล่าวไม่มีคุณค่าทางกฎหมาย หรือทางปฏิบัติใดๆ แต่ก็นั่นแหละ...ลักษณะอาการในแนวนี้ มันทำให้อดคิด อดตั้งข้อสังเกตขึ้นมาไม่ได้ว่า...ไปๆ มาๆ แล้ว พวกที่ชอบ ป่วนกรุง ในเมืองไทย กับพวกที่ชอบป่วนชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อยู่ในประเทศกัมพูชา มันมีอะไรโยงใย เกี่ยวดองเป็นญาติห่างๆ กันในทางไหนหรือไม่? ประการใด? ถึงทำให้มันพูดจาภาษาเดียวกัน คิดคล้ายๆ กัน หรือ มีศัตรูรายเดียวกัน ...อย่างแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้!!!
---------------------------------------------------
แน่ นอนว่า...ถ้าหากมันเป็นเช่นนั้น ก็แทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เสียเวลาปวดหัว ว่าเหตุใด??? ในขณะที่รัฐบาลไทย อันเป็นรัฐบาลแทบจะชุดเดียวกัน กับรัฐบาลที่ได้ให้ความสนับสนุนกัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว กำลังอยู่ในภาวะที่ถูกบด ถูกบี้ จนแทบอุจจาระแตกอุจจาระแตนไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้งสาม รวมไปถึงผู้บัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการกระทำของรัฐบาล อันเนื่องมาจากการปราบปรามราษฎร เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จู่ๆ...ผู้นำกัมพูชาก็เกิดอาการ สติแตก ซะยังงั้น!!! ออกมาประกาศพร้อมจะทำสงครามกับประเทศไทยเต็มรูปแบบ เคลื่อนกำลังทหารเข้ามาประชิดพรมแดน ดึงความสนใจกองทัพไทยให้ต้องเบนไปกระจุกอยู่ที่ชายแดนกันเป็นหลัก...
----------------------------------------------------
ความ น่าตะขิดตะขวง น่าฉงน สนเท่ห์เช่นนี้...มันอาจจะเป็นความสนุก ความเมามันซ์ซ์ซ์ โดยเฉพาะของไอ้มือใบปลิวที่สิงสถิตอยู่ ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว...ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณค่าทางกฎหมาย ทางปฏิบัติ หรือในทางใดๆ ก็ตาม แต่มันเป็นสิ่งที่... ไม่น่าสบายใจ กันซักเท่าไหร่นัก พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากต้องเจอกับอาการทางประสาทของผู้นำเขมรล้วนๆ มันคงไม่เท่าไหร่...ในแง่ชาติต่อชาติ ที่ต่างก็ต้องยึดถือปฏิบัติตาม กฎ กติกา สากล ยังไงๆ ก็คงพอพูดจากันได้ แต่ถ้าหากต้องเจอกับอาการเคียดแค้น พยาบาท ชิงชัง แถมโลภซะอีกด้วย...ของ คนไทยใจเขมร เข้าไปสอดแทรกอยู่ด้วย...อันนี้...ลำบาก!!! ถ้าหากปล่อยเอาไว้แบบเลยตามเลย...อาจจะเจ๊งโดยยังไม่ทันได้รบกับเขมรเอาเลย ก็ไม่แน่...???
---------------------------------------------------------
ปิด ท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก วิลล์ โรเจอร์ นักเขียนอเมริกัน... "นักการเมืองก็คือจุดเริ่มต้นของสงคราม...และนักการทหารก็คือจุดลงท้ายที่จะ ทำให้สงครามจบลงไปได้..."

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ตุลาเลือด

Version 2

ดาวน์โหลดได้ที่

--------------------------

ดาวน์โหลดได้ที่

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เด็กปีศาจกับพฤติกรรมผีเจาะปากให้มาพูด (บทความที่ปลื้มควรอ่าน)

เด็กปีศาจกับพฤติกรรมผีเจาะปากให้มาพูด (บทความที่ปลื้มควรอ่าน)
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2551 18:15 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

.
รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


“คนๆนี้ ผีเจาะปากมาให้พูดหรือเช่นไร” สำนวนคนไทยโบราณ

การมีสื่อให้ได้แสดงความคิดเห็นของตนสู่สาธารณะ ถือเป็นอำนาจทางวาทกรรมชนิดหนึ่งซึ่งปัญญาชนที่ได้รับโอกาสและอภิสิทธิ์เช่น นี้พึงสังวรและตระหนักถึงความรับผิดชอบที่ “ปาก”ของตนเองมีต่อสังคมให้มากๆ

ผู้เขียนได้รับคำบอกเล่าให้ฟังรายการ “เดอะนิวส์ โชว์” ของ ม.ล.ณัฐกรณ์ (ปลื้ม) เทวกุลที่ออกอากาศเมื่อ 9 ต.ค.51 ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 – 14.00 น. ทางคลื่น 97.0 MHz. พอได้ฟังแล้วผู้เขียนมีความรู้สึกทันทีว่า “ไม่ปลื้ม” ไปกับ ปลื้ม... คนๆนี้ “ผีเจาะปากให้มาพูดหรือเช่นไร”

มีประเด็นรายการดังกล่าวอยู่ 2 ประเด็นหลักที่เป็นสาเหตุของความ“ไม่ปลื้ม”ของผู้เขียน กล่าวคือ

1. หมอ และ นักบิน ไม่ใช่ เทวดา และ ไม่ใช่ เทวกุล

บุคคลที่อยู่ในอาชีพทั้ง 2 แบบหรืออาจจะรวมอาชีพอื่นๆ เช่น นักจัดรายการวิทยุ หรือพิธีกร ทางโทรทัศน์ เข้าไปด้วยก็ได้ โดยพื้นฐานเขาเหล่านั้นก็ยังมีความเป็น “คน” ซึ่งก็หมายความว่ายังมี รัก โลภ โกรธ และ หลงอยู่ การปฎิเสธการรักษาในกรณีที่ไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน หรือ การมีความกังวลใจที่จะขับเครื่องบินให้นักการเมืองฝ่ายที่เหยียบย่ำกองเลือด เข้าสภา ในแง่มุมหนึ่งถือได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ที่ยังมีความรู้สึกแบบมนุษย์ ปุถุชนอยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่ประการใด

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการแสดงให้สังคมได้รับรู้ว่า หากคนใดประพฤติชั่ว แม้ว่าจะยังไม่ถูกฟ้องร้องลงโทษตามกฏหมาย แต่การกระทำดังกล่าวในฐานะที่เป็น “คน” ก็มีสิทธิที่จะแสดงออกถึง “อารยะขัดขืน” ว่าเขาเหล่านั้นมีความไม่พอใจมากน้อยเพียงใด แน่นอนเขาเหล่านั้นทราบว่าการขัดขืนของพวกเขาอาจติดตามด้วยการลงโทษหรือการ ตำหนิจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่เขาเหล่านั้นก็ยังกระทำตามสำนึกของตนเองที่มีอยู่ ทำไมหรือ นั่นก็เพราะว่านี่เป็นการแสดงออกของความเป็น “มนุษย์”ที่แท้ และเป็นการแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์แห่งการลงโทษทางสังคมต่อผู้ที่ทำร้ายเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ถ้า ปลื้ม จะ “ไม่ปลื้ม” เพราะเขาเหล่านั้น ไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ ผู้เขียนคิดว่า ปลื้ม คิดใหม่เสียดีกว่า

ผู้ป่วย ผู้โดยสาร มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันก็จริงอยู่ แต่ ปลื้มทำไมไม่บอกกับผู้ฟังไปด้วยว่า “สิทธิ” ต้องมาคู่กับ “หน้าที่” หรือแค่นี้ก็คิดไม่ออกแล้ว

ถ้าตำรวจอยากจะได้สิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตำรวจก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้อง Serve and Protect ประชาชน มิใช่ไปรังแกเข่นฆ่าประชาชน ตำรวจมีสิทธิอะไรถึงไปทำเช่นนั้น นักการเมืองก็เช่นกัน เขาเหล่านั้นพูดอยู่เสมอๆว่าผมได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน เป็นตัวแทนของประชาชนผู้ทรงเกียรติ แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับไม่เคยรักษาไว้ซึ่งเกียรติของความนักการเมืองที่ควร มีจิตสาธารณะและอุดมการณ์อันสูงส่งเพื่อส่วนรวมไว้เอาไว้เลย แต่กลับกระทำการไปในทางตรงกันข้าม ดังจะเห็นได้จากกรณีการรับฟังการแถลงนโยบายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51ที่ผ่านมา พวก เขาเหล่านั้นได้เข้ามาประชุมสภาพร้อมกับแขนขาและชีวิตของประชาชนที่สูญเสีย ไปทั้งในขณะที่เข้ามาและออกไปจากรัฐสภา จะมีการประชุมสภาอะไรที่ไหนในโลกนี้ที่สำคัญและมีค่ามากกว่าชีวิตของผู้คน

ปลื้มช่วยบอกให้ฟังหน่อยได้ไหม?

2. วันนี้ (9 ต.ค.51)ปลื้มบอกว่าปลื้มหมดศรัทธากับระบบจริงๆ


ปลื้มพูดอยู่หลายประเด็นในเรื่องที่ปลื้มมีศรัทธากับระบบ ตัวอย่างเช่น
ปลื้มมีศรัทธากับตำรวจเพราะอยากเป็นกำลังใจ(ให้ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน)ต่อไป
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะแกนนำพันธมิตรถูกยกเลิกข้อหากบฏโดยศาล
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะนักบินไม่ยอมขับเครื่องบินให้กับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน
ปลื้มหมดศรัทธาเพราะอาจารย์โรงเรียนแพทย์ 8 สถาบันที่ออกมาตอบโต้ว่าจะไม่รับรักษา คณะรัฐมนตรี ส.ส.ร่วมรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ที่แต่งเครื่องแบบและแจ้งชั้นยศเพื่อตอบโต้การกระทำรุนแรงโดย การเข่นฆ่าประชาชนของตำรวจเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 รายและบาดเจ็บ พิการ มากกว่า 400 คน

ดูเหมือนว่า ปลื้ม ไม่ปลื้มจริงๆ

ผู้ เขียนไม่แน่ใจว่าระบบที่ปลื้ม ไม่ปลื้มนั้น เป็นระบบเดียวกับระบบที่ ธงชัย วินิจจะกูล ประภาส ปิ่นตบแต่ง หรือ เหล่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ไม่ปลื้มด้วยหรือไม่

เพราะหากปลื้ม ไม่ปลื้มเพราะบุคคลข้างต้นไม่รักษากฎหมาย และสร้างแต่ “อนารยะมวลชน” ผู้เขียนคิดว่า ปลื้ม คิดผิดก็คิดใหม่ได้มันไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่ประการใด แม้ปลื้มจะเรียนจบจากเมืองนอกมาก็ตาม

ระบบจะเป็นระบบได้ก็เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กติกาและเคารพกติกาเหมือน กัน หากฝ่ายหนึ่งไม่เคยเคารพกติกา จะหวังว่าอีกฝ่ายจะต้องเคารพกติกาไปตลอดโดยไม่มีการขัดขืนเลยดูจะเป็นระบบ ที่ห่างไกลจากประชาธิปไตยไปไกลอยู่ทีเดียวมิใช่หรือ

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตำรวจสามารถที่จะทำร้ายประชาชนโดยไม่มีเหตุ อันควรได้เพียงแค่รอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแต่เพียงผู้เดียว ถ้าปลื้มจะบอกว่าตำรวจเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อน ผู้เขียนและคงจะมีคนอีกมากกมายลุกขึ้นมาบอกว่าปลื้มพูดเท็จ

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กล่าวหาใครที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับ รัฐบาลว่าเป็นกบฏโดยง่าย ศาลอุทธรณ์ก็ได้ให้เหตุผลที่ยกเลิกข้อหากบฏไว้ว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อน ลอย

ระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาให้หมอและนักบินไม่สามารถที่จะปฏิเสธสำนึกความเป็น “มนุษย์”ที่มีอยู่ในตัวตน

ปลื้ม ควรมีสติในการพูดจาให้มากกว่านี้และจงรีบขับไล่ปีศาจให้ออกจากใจและปากของตน ไปโดยเร็ว ถ้าหากปลื้มคิดจะเป็นปัญญาชนสาธารณะที่สมควรได้รับการยกย่องจากสังคม

*หมายเหตุ - เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

มาทบทวนความชั่วของระบบทักษิณที่ตรวจสอบโดย คตส กันอีกครั้ง

การตรวจสอบการซื้อขายหุ้นและโอนหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
ผลการตรวจสอบ
การหลีกเลี่ยงภาษีของญาติ บุตรธิดา และบริษัท ของครอบครัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวมเป็นภาษีและเงินเพิ่มที่ต้องชำระ
๓๓,๑๐๘ ล้านบาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การให้เงินกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศแก่รัฐบาลสหภาพพม่าของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
ผลการตรวจสอบ
กรณีนี้มีการสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank) ให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ
ของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ในจำนวนเงินกู้ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การจ้างก่อสร้างและจัดซื้อวัสดุและอุปกรณ์บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร จำกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผลการตรวจสอบ
การเริ่มต้นโครงการมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้นั้นเป็นผู้ควบคุมสั่งการในการประกวดราคา ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงที่เข้าข่ายการฮั้ว คือในการยื่นซองเสนอราคา บริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแต่ผู้เดียวในประเทศไทยไม่ได้มายื่นซองประกวดราคาแต่ได้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอีก ๔ รายให้มายื่นซองเสนอราคา และส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ยี่ห้อเดียวกันผู้มายื่นซองเสนอราคาจำนวน ๓ ราย ได้ใช้หนังสือค้ำประกันจากธนาคารสาขาเดียวกัน โดยบริษัทที่ชนะการประกวดราคาเป็นผู้ดำเนินการค้ำประกันให้ปรากฏจากการตรวจสอบกระแสทางเดินเงินพบว่า การซื้อเครื่องมือวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ผ่านบริษัทคนกลาง ทั้งที่บริษัทที่ประมูลได้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่าย และบริษัทคนกลางได้รับผลประโยชน์ไปประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทจากวงเงินตามสัญญาเฉพาะส่วนนี้ ๘๓๓ ล้านบาท และพบว่ามีการถอนเงินออกไปในลักษณะปกปิดการได้มาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การไต่สวนกรณีกล่าวหา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับพวกกระทำผิดทางอาญา กรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ผลการตรวจสอบ
นักการเมือง ข้าราชการ และบุคคลอื่น ร่วมกันกระทำความผิดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ ทำให้ บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่
จำกัด (บทม.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) และประชาชนได้รับความเสียหาย ด้วยการจัดหาและติดตั้งสายพานลำเลียงกระเป๋าและสัมภาระผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด (CTX ๙๐๐๐ Dsi) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในราคาแพงกว่าปกติไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาทนอกจากนี้ ยังมีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อช่วยเหลือผู้รับจ้างมิให้เป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาและไม่ต้องเสียค่าปรับ ทำให้บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) ได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท ถือว่าบุคคลดังกล่าวมีเจตนาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหาย๑๔แก่ บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด (บทม.) บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด (มหาชน) (ทอท.) และประชาชน อันเป็นมูลความผิดทางอาญา
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การไต่สวนกรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้างท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ผลการตรวจสอบ
การดำเนินการออกแบบและกำหนดเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคาของบริษัท อิเล็คโทรวัตต์คอนซัลติ้ง เซอร์วิสเซสส์ (ประเทศไทย) จำกัดและเจ้าหน้าที่ของ บทม. โดยมิชอบ โดยเปลี่ยนชนิดของวัสดุท่อร้อยสายไฟฟ้า ซึ่งวัสดุที่เปลี่ยนราคาแพงกว่าวัสดุเดิมไม่ต่ำกว่า ๒ เท่าตัว และมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ และกฎหมายอาญาอื่น ความเสียหายที่เกิดขึ้นประมาณ ๒๐๐ ล้านบาท
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

การไต่สวนกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและภรรยาในการเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาซื้อขายที่ดินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ที่ดินถนนรัชดาภิเษก) ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
ผลการตรวจสอบ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดทางอาญาที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๐ ความเสียหายเท่ากับมูลค่าของที่ดินจำนวน ๔ โฉนดเนื้อที่ ๓๓-๐-๗๘.๙ ไร่ บริเวณถนนรัชดาภิเษก ซึ่งยังประมาณราคาตลาดมิได้ แต่ราคาที่เกิดปรากฏตามสัญญาที่เป็นส่วนของการกระทำผิดเป็นเงิน ๗๗๒ ล้านบาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การไต่สวนกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย ๓ ตัว และ ๒ ตัวของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ผลการตรวจสอบ
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกอายัดทรัพย์ได้ร่วมกับพวก รวม ๔๙ คนกระทำการที่เป็นความผิดทางอาญา และก่อให้เกิดความเสียหาย
แก่รัฐ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการไต่สวนมีพยานหลักฐานบ่งบอกชัดเจนทั้งเอกสารและพยานบุคคลว่ามีการกระทำผิดทางอาญาจริง และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ดังนี้ ๑๕ ความเสียหายของสำ นักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นเงิน ๑๖,๐๒๗,๕๐๕,๒๓๕.๙๔ บาท ความเสียหายของกระทรวงการคลัง ในส่วนที่ไม่ได้ภาษีอากรที่จะต้องได้ตามประมวลรัษฎากร เป็นเงิน ๘,๙๗๐,๗๔๐,๘๒๒.๖๒ บาท
กระทรวงมหาดไทยต้องขาดประโยชน์ในการไม่ได้รับภาษีการพนันตามพระราชบัญญัติการพนันฯ เป็นเงิน ๑๒,๗๙๒,๑๕๒,๕๘๑.๕๐ บาท
รวมเป็นความเสียหายของรัฐทั้งสิ้นในการกระทำผิดทางอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับพวก เป็นเงินทั้งสิ้น ๓๗,๗๙๐,๓๙๘,๖๔๐.๐๖ บาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การไต่สวนกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับพวก
กรณีกระทำความผิดโครงการจัดซื้อต้นกล้ายาง และการดำเนินการโครงการปลูกยาง
๙๐ ล้านต้น ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผลการตรวจสอบ
การอนุมัติโครงการและอนุมัติการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่ชอบด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนรวม
เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๔ และการขอรับการสนับสนุนจาก สกย. ใช้เงิน CESSไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓ มูลค่าของการอนุมัติให้ใช้เงินในโครงการนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับการผลิตพันธุ์ยางมีมูลค่า๑,๔๔๐ ล้านบาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การไต่สวนกรณีทุจริตเกี่ยวกับการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร
ผลการตรวจสอบ
การดำเนินการจัดซื้อยานพาหนะดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย ซึ่งดำเนินการโดยบุคคลหลายฝ่าย มีมูลน่าเชื่อว่า เป็นการกระทำร่วมกัน
มีเป้าหมายอันเดียวกัน ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ และกฎหมาย โดยมีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของสินค้า วิธีการ และราคาไว้ล่วงหน้า ส่อไปในทางมีเจตนาทุจริตเป็นเหตุให้มีการจัดซื้อในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเป็นจำนวนเงิน ๑,๙๐๐ ล้านบาทเศษ

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การไต่สวนกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคณะกรรมการบริหาร และพนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นพนักงานหรือเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น
การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ผลการตรวจสอบ
การให้เงินกู้โดยทุจริตของผู้บริหารธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) มีมูลค่าการกู้ประมาณ ๕,๑๘๕ ล้านบาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การไต่สวนกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง (ในส่วนของการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตเกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมและเรื่องอื่นๆ)
ผลการตรวจสอบ
(๑) แก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid) เพื่อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนซึ่งเป็นการแก้ไขสัญญาโดยมิได้ดำเนินให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้รัฐเสียผลประโยชน์ตลอดอายุสัมปทานเป็นเงิน ประมาณ ๗๑,๖๗๗ ล้านบาท
(๒) แก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอกชน ทำให้รัฐเสียหาย
ประมาณ ๗๐๐ ล้านบาท
(๓) ตราพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมและได้มีมติคณะรัฐมนตรีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) เสียหายประมาณ ๓๐,๖๖๗ ล้านบาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การไต่สวนกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ผลการตรวจสอบ
เป็นการดำเนินการโดยทุจริตซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาท

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
การไต่สวนกรณีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและพวกร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนโดยการเคหะแห่งชาติ โครงการบ้านเอื้ออาทรระยะที่ ๔ ฐานเป็นพนักงานหรือเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ผลการตรวจสอบ
การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการรับซื้อโครงการจากการรับซื้อเป็นรายโครงการ (Turn Key) เป็นการรับซื้อโดยจัดสรรหน่วยดำเนินการ
ให้ผู้ประกอบการ (Bid Bond Turn Key) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมดำเนินงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถประเมินเป็นตัวเงินได้ไม่น้อยกว่า ๔๑๕.๑๕ ล้านบาททั้งนี้ มีความเสียหายที่ยังไม่สามารถประเมินเป็นเงินได้อีกไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท