Loading...

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แถลงการณ์ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 3/2551

แถลงการณ์ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 3/2551

ชมรม นักธุรกิจมีความเชื่อว่า นักธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่สังคมต้องการความสงบ และอยากเห็นเรื่องยุติเสียที โดยให้ความยุติธรรมกับทุกๆฝ่าย เมื่อได้เห็นการที่อดีตนายกฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หลังจากไม่ให้การต่อศาล หนีศาลไปต่างประเทศ ทนายในคดีมีพฤติกรรมพยายามให้สินบน ศาล 2 ล้าน บาทจนถูกพิพากษาให้จำคุกแล้ว ไม่เข้ารับฟังคำพิพากษาของศาล หนีโทษไปต่างประเทศ แต่กลับให้พวกพ้อง จัดรายการโทรทัศน์ของรัฐแบบสัญจร แล้วกล่าวกับประชาชนกลุ่มหนึ่ง ว่า ท่านโดนยัดเยียดคุก 2 ปี เพราะกระบวนการ ยุติความเป็นธรรม และอีกหลายประเด็นนั้น เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งในหลายๆประการ ดังนี้

1. ท่านควรยึดหลักการประชาธิปไตย ที่สื่อความ 2 ด้าน ทุกครั้งที่มีปัญหาในประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยแท้จริง เขาจะต้องพร้อมตอบผู้เห็นต่าง และผู้รู้ทัน อย่างเปิดเผยกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้นำสหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ หรือกระทั่ง อลัน กรีนแสปนอดีตผู้ว่าการธนาคารกลาง หรือประธานเลห์แมน บราเธอรส์ ผู้เป็นศูนย์กลางแห่งความขัดแย้ง จะพร้อมตอบทุกคำถาม แม้เป็นคำถามจากผู้เห็นต่าง ก็เพราะจะทำให้ พูดเท็จไม่ได้ ด้วยจะถูกจับได้ การที่ท่านไม่เคยตอบกระทู้ในสภา ไม่ตอบการซักถามของศาล แต่ต้องพูดฝ่ายเดียวมาตลอดนั้น ท่านไม่ควรจะอ้างว่า ท่านเป็นตัวแทนระบอบเสรีประชาธิปไตย

2. ท่านควร เริ่มเคารพรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม โดยท่านมีพฤติกรรม ซุกหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งลูก คนใกล้ชิด และกองทุนลับ จนบัดนี้ ยังไม่มีคำตอบว่า เมื่อพ่อแม่โอนหุ้นมูลค่า 700 ล้านบาท แล้ว ทำไม 1 วันก่อนหน้านั้น ลูกจึงต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงิน 4,500 ล้าน บาทให้กับแม่ด้วย อันเป็นช่องทางจ่ายปันผลทั้งหมด กลับไปให้แม่ และเมื่อมีการขายหุ้น ก็มีการโอนไปซื้อสโมสรฟุตบอลโดยท่าน เป็นการผิดรัฐธรรมนูญเรื่องการเปิดเผยทรัพย์สินอย่างซ้ำซาก ภรรยาของท่านถูกตัดสินแล้วว่ามีการซื้อขายหุ้นปลอมในตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้เงินของภรรยาท่านจ่ายแทนพี่บุญธรรม และรับเอาเช็คจ่ายคนรับใช้ผู้โอนหุ้นเข้าบัญชีภรรยาเพียงเพื่อหนีภาษี ซื้อที่ดินจากหน่วยงานของรัฐ โดยมีการปรับเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ เช่นยกเลิกราคากลาง ขึ้นเงินมัดจำ และยกเลิกข้อจำกัดความสูงอาคารหลังภรรยาซื้อไว้ โดยทุกกรณีท่านมิได้ชี้แจงหลักฐานโต้แย้ง แต่กลับจัดหาพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เพียงเพื่อให้ปกป้องตนเอง การที่อดีตผู้นำประเทศ เป็นแบบอย่างของการไม่เคารพกฎหมาย จะทำให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือในเรื่อง นิติรัฐ ได้อย่างไร ?

3. ท่านไม่สมควรที่จะกล่าวหาว่า ต้นตอวิกฤตชาติ เกิดจากรัฐประหาร 19 กันยายน เพราะท่านเองเป็นผู้ที่ได้รับอำนาจจากระบอบประชาธิปไตย กลับได้ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ด้วย พฤติกรรมของท่านเอง ท่านละเลยเรื่องการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินตามรัฐธรรมนูญ มีการทำรายการที่มีความขัดแย้งของประโยชน์ของรัฐกับส่วนตัวมากมาย ทั้งการลดส่วนแบ่งรายได้ของภาครัฐในมือถือระบบพรีเพดเพื่อความได้เปรียบของ กิจการของท่าน การให้ภาครัฐเท่านั้นที่รับภาระภาษีสรรพสามิตทั้งๆที่ได้ส่วนแบ่งรายได้ส่วน น้อย ซื้อที่ดินจากหน่วยงานภาครัฐ ฯลฯ กดดันและแทรกแซงองค์กรอิสระและหน่วยงานภาครัฐเพื่อตนเอง ทั้ง ปปง. ปปช. อสส. ดีเอสไอ กลต. ฯลฯ จึงเป็นเหตุให้การรัฐประหารชั่วคราวเป็นที่ยอมรับจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

ทาง ด้านเศรษฐกิจเอง วิกฤตเศรษฐกิจในโลกเองก็เกิดจาการกู้เกินตัว ใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งชมรมนักธุรกิจเห็นว่า หากดูจากพฤติกรรมการบริหารงานประเทศโดยการสร้างหนี้ และซ่อนหนี้ทั้งระดับภาครัฐ และหนี้ประชาชน เพื่อมุ่งกระตุ้นการบริโภคจนมักจะเกินตัวตลอดมา ในวิกฤตการเงินโลกเช่นนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบหนึ่ง เหมือนสมัยที่ท่านเป็นรองนายกฯในรัฐบาลก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 ที่ผ่านมา

โชคดีที่ประเทศไทยมีรัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาบริหารบ้านเมือง ได้ล้างหนี้กองทุนน้ำมัน ได้ลดหนี้ตั๋วเงินคลังจาก 2.5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 1.7 แสนล้านบาท ฯลฯ ท่านจึงไม่ควรสร้างภาพว่า เป็นการยึดอำนาจเพื่อเอา นายกฯ ที่บ้างานออกไป แล้วเอาคนแก่ที่ควรจะเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาเป็นแทนเป็นต้นตอวิกฤต ด้วยสถานการณ์วิกฤตการเงินโลกในครั้งนี้ ได้ช่วยให้คนไทยเข้าใจแล้วว่า เศรษฐกิจพอเพียง ได้สร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงให้ประเทศรอดจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ได้เป็น อย่างดี และกำลังเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆที่กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ในขณะนี้อีก ด้วย

ชมรม นักธุรกิจฯขอเรียกร้อง สังคมไทยได้เสียหายเพราะปัญหาของท่านคนเดียวมามากและมานานแล้ว ในเมื่อท่านไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพศาล โดยท่านไม่ได้ใช้ ความจริง โต้แย้ง ท่านก็ไม่สมควรปลุกปั่นสร้างพวกพ้องบนข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเพื่อสร้างปัญหา อีกต่อไป และไม่สมควรส่งสาส์นใส่ร้ายประเทศไทยซึ่งเป็นแผ่นดินแม่ของคนไทยเราทุกคนออก ไปทั่วโลกอีกด้วย

ชมรมนักธุรกิจฯประกาศจุดยืนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการจัดตั้ง สสร. 3 ซึ่งมีเป้าหมายจะแก้กฎให้ปกป้องการทำความผิด และจะรณรงค์ในหมู่นักธุรกิจและประชาชนทั่วไปให้ร่วมต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อความประสงค์ดังกล่าวทุกรูปแบบ

ชมรมนักธุรกิจฯขอเรียกร้องให้นักธุรกิจและประชาชนได้แสดงพลัง ส่ง email ต่อ ส่งแฟกซ์ต่อ เพื่อแสดงจุดยืนว่า เราต้องการ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องการระบบนิติรัฐ และต้องการความสงบ ประเทศต้องเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจ คุณธรรม และความรักสามัคคีไปเท่าไรแล้ว เพียงเพราะคนๆเดียวต้องการใช้ปกป้องความผิดของตนเอง จึงขอให้ท่าน

หยุดทำร้ายประเทศชาติเสียที

คนเราอาจลวงตนได้ตลอดเวลา แต่จะลวงคนไม่ได้ทั้งโลกา

คนเราอาจลวงตนได้ตลอดเวลา แต่จะลวงคนไม่ได้ทั้งโลกา

“ความจริงที่ตกหล่นไป จากจดหมายของอดีตนายกฯ ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของแผ่นดินแม่”
จากจดหมายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งส่งออกไปผ่านสื่อมวลชนทั่วโลกทำให้ข้อเท็จจริงสับสน ทำให้คนไทยต้องทนอยู่กับการต่อสู้กับความเท็จ และการใช้ความจริงเพียงครึ่งเดียวอีกนานเท่าใด
สิ่งที่น่าเศร้าใจและน่าแปลกใจคือ อดีตนายกรัฐมนตรีของเรายังไม่มีความเข้าใจในเรื่อง “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” และ “บุคคลที่เกี่ยวโยงกัน” หลังจากที่ได้ถูกร้องเตือน ตำหนิ ต่อต้าน กล่าวหา และในที่สุดถูกพิพากษาโทษเป็นที่สิ้นสุด
ท่านอ้างในจดหมายของท่านว่า
“ผมถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี ไม่ใช่เพราะข้อหาทุจริต เหตุผลเดียวที่ผมถูกสั่งจำคุก เพราะในช่วงเวลาที่ภรรยาของผมซื้อที่ดินโดยการเปิดประมูลนั้น ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ผมได้ฟังคำตัดสินเมื่อวันก่อนและจนถึงตอนนี้ ผมยังคงสับสน เพราะไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการฉ้อฉล คอร์รัปชั่น หรือกระทั่งการใช้อำนาจในทางมิชอบที่เกี่ยวเนื่องกับประมูล คำถามคือ ภรรยาของผมเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและตัดสินใจยื่นประมูลที่ดินดังกล่าว เป็นผู้ยื่นเสนอราคาจำนวนมากแก่ผู้ขายซึ่งคือ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มากกว่าผู้ยื่นประมูลรายอื่นๆ เป็นผู้เซ็นสัญญาซื้อขายกับผู้ขาย จ่ายเงินค่าที่ดินโดยที่สามีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆเลย ยกเว้นเมื่อต้องเซ็นชื่อยินยอมในเอกสาร”
น่าเสียดาย ที่ท่านจงใจไม่เอ่ยถึง สาระและหลักฐานหลายประการตามคำพิพากษา หลายประการที่จะทำให้ไม่มีความสับสน และเห็นถึงความเป็นธรรมอย่างยิ่งของกระบวนการยุติธรรมของประเทศดังต่อไปนี้
1. ดังที่ท่านกล่าวว่า ภรรยาซื้อกองทุนฟื้นฟู แต่สิ่งสำคัญคือ กองทุนฟื้นฟูฯ ก็เป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งท่านขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลหน่วยงานของรัฐทั้งปวงอยู่ แล้ว
2. กองทุนฟื้นฟูฯได้จัดประมูลครั้งแรกในวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 โดยกำหนดราคาขั้นต่ำ 870 ล้านบาท และผู้เข้าประมูลจะต้องวางเงินมัดจำการยื่นซอง 10 ล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้แสดงความจำนงจะซื้อ 8 ราย แต่มีผู้ลงทะเบียนยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำ 10 ล้านบาท เพียง 3 ราย คือ แต่ผู้ลงทะเบียนยื่นซองเสนอราคาทั้ง 3 รายดังกล่าว ไม่เสนอราคาประมูลมาให้พิจารณาจึงมีการยกเลิกการประมูลขายที่ดินขั้นต้น (โดยไม่ทราบเหตุผลใดๆ)
3. ต่อมากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวใหม่ โดยกันส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ออก แล้วประกาศประมูล เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 โดยกำหนดให้ผู้เข้าประกวดราคาต้องวางเงินมัดจำการยื่นซองเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเกิน 10% ตามที่ระบุในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นระเบียบที่นำมาใช้ในการปฏิบัติ
4. ในครั้งนี้ มีผู้ซื้อแบบ 4 ราย แต่มีผู้ยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำการยื่นซอง 3 ราย คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 730,000,000 บาท, บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 750,000,000 บาท และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสจำเลยที่ 1 เสนอราคา 772,000,000 บาท เป็นผู้ประมูลสูงสุด และชนะการประมูล
5. เป็นที่สังเกตว่าราคาประมูลของอีก 2 รายที่แพ้การประมูลมีราคาเป็น “จำนวนกลมๆ” ซึ่งไม่เป็นลักษณะปกติของการประมูลแบบปิดซองประมูล ซึ่งมักจะมีหลักเศษๆ เพื่อหวังจะชนะรายอื่นๆด้วยเศษๆส่วนเพิ่มนั้นๆ
6. มีการยกเลิกข้อจำกัดเรื่องความสูงในการก่อสร้างอาคาร ภายหลังที่จำเลยที่ 2 ประมูลได้ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น
7. ศาลได้พิพากษาโดยยึดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์สำคัญในการห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้โอกาสจากการมีอำนาจใน ตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ จากหน่วยงานของรัฐ ที่ตนมีหน้าที่กำกับดูแล หรือควบคุม อันอาจทำให้เกิดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของรัฐ โดยถือว่าการกระทำของคู่สมรสเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง ดังในกรณีนี้ กองทุนฟื้นฟูฯมีหน้าที่จะประมูลขายให้ได้ราคาสูงสุดเพื่อบรรเทาความเสียหาย และ คุณหญิงพจมาน ซื้อเพื่อเป็นธุรกิจ จึงน่าจะมีความประสงค์จะให้เป็นภาระต้นทุนที่ต่ำ อันเป็นความขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของรัฐโดยชัดแจ้ง
8. ศาลจึงได้ตัดสินลงโทษท่านจำคุก 2 ปี ฐานมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 ว่าด้วยการกระทำอันทำให้เกิดการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างของรัฐกับส่วน บุคคลเจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้ศาลจะให้ความกรุณาไม่พิพากษาเอาโทษท่าน ในกรณีที่มีการไม่กำหนดราคาขั้นต่ำของที่ดินพิพาท ในการประกวดราคา มีการเพิ่มเงินมัดจำในการยื่นซองประกวดราคาเป็น 100 ล้านบาท และมีการยกเลิกข้อจำกัดในเรื่องความสูงในการก่อสร้างอาคารบริเวณที่ดินที่ ขายแก่ภรรยาของท่าน ทำให้ที่ดินพิพาทมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม ด้วยเห็นว่ายังไม่พอให้รับฟังว่าเป็นการกระทำ หรือท่านมีส่วนกระทำ หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับท่าน แต่ก็นับว่าเป็นการส่อถึงข้อพิรุธในการซื้อขายที่ดินพิพาท ระหว่างกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กับภรรยาของท่าน ซึ่งสนับสนุนว่า “ความขัดกันของประโยชน์” อาจได้เกิดขึ้นแล้ว ในฐานที่ท่านเป็นผู้มีอำนาจและอิทธิพลสูงเหนือทั้งหน่วยงานของรัฐ และธุรกิจภาคเอกชน
9. ท่านยังได้ปกปิดบิดเบือนว่า “ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยถูกขับพ้นจากตำแหน่ง เพียงเพราะว่าเขาทำรายการโทรทัศน์” แต่ท่านอดีตผู้นำในการเป็นถึงสัญลักษณ์ของรายการโทรทัศน์ดังกล่าว อาจมีความขัดกันของประโยชน์ กับผู้สนับสนุนรายการ เวลาการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์ ฯลฯ นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานการปลอมแปลงการจ้างงาน ซึ่งเปลี่ยนเป็นค่าเดินทางโดยให้คนขับรถเป็นผู้รับ แม้บางวันจะเป็นการถ่ายทำที่บ้านของตน ข้อเท็จจริงเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตัดสินคดีความอย่างยุติธรรมเพื่อไม่ ให้เกิดโอกาสแห่งความขัดกันของประโยชน์ของภาครัฐกับประโยชน์ของส่วนตัว
10. ท่านมักจะอ้างว่าเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย แต่ในระยะเวลากว่า 5 ปีที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลีกเลี่ยงการตอบกระทู้ในสภา ยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จัดการเลือกตั้งปลอม ครอบงำคณะกรรมการอิสระผู้จัดการการเลือกตั้ง ใช้สื่อสารเยี่ยงเผด็จการด้วยการสื่อความข้างเดียว ไม่ยอมให้มีการโต้วาทีในกระบวนการการเลือกตั้ง ไม่เคารพกฎหมายด้วยการใช้กลอุบายของภรรยาซื้อขายหุ้นแทนการโอนหุ้นเพื่อ เลี่ยงภาษี ยังมีพฤติกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยการซุกหุ้นและสินทรัพย์ในต่างประเทศ ที่ใช้ซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ และซื้อตัวนักกีฬาและผู้บริหารเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นดังกระบวนการฟอกเงินสกปรกเป็นเงินสะอาด เช่นกรณีวินมาร์ค ไม่รับฟังและปิดกั้นสื่อสารมวลชนต่อประชาชนที่แสดงความเห็นทางการเมืองที่ แตกต่างอย่างสงบและปราศจากอาวุธ มีปัญหาทนายความพยายามติดสินบนศาลยุติธรรม ใช้อำนาจที่ได้จากประชาชนแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงปัญหาความขัด กันของประโยชน์ภาครัฐกับประโยชน์ส่วนตน
โดยล่าสุด มีแผนที่ท่านจะกล่าวกับประชาชนโดยฝ่ายเดียวผ่านสื่อของรัฐ ทั้งๆที่ท่านหลบหนีในการชี้แจงให้ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม หลบหนีการชี้แจงต่อสภาผู้แทนซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐด้วย แต่ท่านยังคงสื่อความโดยไม่ให้ความจริงที่ไม่ครบถ้วนเพียงเพื่อปกป้องตนเอง โดยการทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยซึ่งเป็นแผ่นดินแม่ของท่าน
ยากที่จะเข้าใจว่าเป็นการสะท้อนถึงจิตประชาธิปไตย หรือเป็นการสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนและสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพียงเพื่อปกป้องความผิดของท่านกันแน่ และยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความไม่เข้าใจและไม่ยอมรับในหลักการของการต้องระมัด ระวังไม่ให้เกิดความขัดกันของผลประโยชน์ ซึ่งบทบาทของรัฐบาล ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ก็มักจะสบสน และมีโอกาสเกิดความขัดกันของประโยชน์สูง ด้วยเหตุ “นายกรัฐมนตรีเป็นน้องเขยของนักโทษแผ่นดิน”
หวังอย่างยิ่งว่าท่านจะเริ่มทำความเข้าใจถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของ ประชาธิปไตย ที่มุ่งสร้างให้เกิดระบบการปกครองที่มีความสมานฉันท์ท่ามกลางความแตกต่างทาง ความคิดของประชาชนตามจิตวิญญาณแบบเสรีประชาธิปไตย เป็นกระบวนที่ให้ได้มาซึ่งผู้นำมีมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมและจริยธรรม โดยมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง มิใช่เป็นเพียงช่องทางธุรกิจโดยการผูกขาดอำนาจทางการเมืองแต่อย่างใด
การดำรงอยู่ในความเท็จมากมาย โดยยังเชื่อว่า ท่านเป็นตัวแทนของหลักการแห่งระบอบเสรีประชาธิปไตย แต่ด้วยการใช้ประชาธิปไตยเยี่ยงเผด็จการผูกขาด คงต้องใช้การหลอกตัวเองอยู่มาก แต่ไทยทนเชื่อว่า “คนเราอาจลวงตนเองได้ตลอดเวลา แต่จะลวงคนไม่ได้ทั้งโลกา” หวังว่า ความถูกต้อง คุณธรรม ความยุติธรรม จะได้รับการปกป้องให้อยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป
ไทยทน

ความจริง (ที่หายไป) วันนี้ จากรายการโฟนอินของนักโทษกิตติมศักดิ์

ความจริง (ที่หายไป) วันนี้ จากรายการโฟนอินของนักโทษกิตติมศักดิ์

ได้เห็นสาระของรายการ ความจริง (ที่หายไป) วันนี้ที่จัดให้มีโฟนอินของนักโทษหนีคุกกิตติมศักดิ์แล้วรู้สึกหนักใจครับ มีประโยคเด็ดๆ เช่น โดนยัดเยียดคุก 2 ปี เพราะกระบวนการยุติความเป็นธรรม ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ ชดใช้กรรมที่ตัวเองไมได้ก่อ” “รัฐประหาร 19 กันยาฯ คือต้นตอวิกฤติชาติ แค่ต้องการจะจัดการกับคนๆ เดียว แต่ทำประเทศชาติเสียหาย และ พระบารมีกับพลังของประชาชนจะช่วยให้กลับไทยได้

ในขณะที่สังคมเรียกร้อง สานเสวนาเพื่อสันติ ได้รับการตอบรับกล่าวขานไปทั่ว ก็เพราะหลักการประชาธิปไตยยอมรับความเห็นต่าง และใช้ความเห็นต่างในทาง กำกับดูแล และ ตรวจสอบ ความคิดกันโดยการเสวนาบน ความจริง แทนที่จะเป็นการปล่อยหรือกระพือ ความแตกต่าง จนเป็น ความแตกแยก ด้วย ความเท็จ

ด้วยผู้ที่เสวนา ย่อมต้องพูดด้วยกันกับผู้ที่เห็นต่าง ไม่ใช่พูดคนเดียว เพราะเป็นที่รู้กันว่า คนเราอาจ โกหก ได้ แต่ยากที่จะโกหกต่อหน้า คนรู้ทัน

ในอารยประเทศที่ เขาเป็นประชาธิปไตยแท้ กรณีมีผู้สงสัยอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กรณีมีผู้ตำหนิทหารอเมริกันที่มีปัญหาการดูแลเชลยศึกอิรัก กรณีมีผู้กล่าวหาว่านายกฯอังกฤษเดินตามก้นสหรัฐอเมริกาเกินไปในเรื่องสงคราม อิรัค กรณีสงสัยว่าวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์จะมีส่วนเกิดจากอดีตผู้ว่าการธนาคาร กลาง อลัน กรีนแสปนผู้เป็นปราชญ์เศรษฐกิจ หรือกรณีคนจำนวนมากไม่พอใจประธานเลห์เมบราเธอร์สที่เพิ่งล้มละลายไป ทุกคนที่ถูกสงสัยซักถาม พร้อมตอบทุกคำซักถาม จึงเป็น สานเสวนาเพื่อสันติ อย่างแท้จริง

เพราะทุกกรณี มีผู้ไม่พอใจจำนวนมาก แม้ว่าจะมากหรือน้อยกว่า ผู้ไม่สนใจ + ผู้ไม่พอใจ ก็ยังสำคัญที่จะต้อง สานเสวนา ให้โปร่งใส ให้ผู้คนเห็นมากมาย เพราะถ้าไม่ สานเสวนา ให้โปร่งใส ให้เป็นที่รู้กัน แต่ ปกปิด สื่อความข้างเดียวในกลุ่ม ประชาชนของตนเอง ก็จะเกิด ความแตกแยก ในหมู่ประชาชน

พฤติกรรมของท่านในครั้งนี้ยืนยันว่าท่านไม่เคยเปลี่ยนแปลง นิยมพูดกับประชาชน ฝ่ายเดียว

...ตอนเป็นนายกฯ ไม่เคยตอบกระทู้ในสภา

...เมื่อสภาจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยุบสภาหนี

...ศาลเรียกหลักฐาน และสอบปากคำ ให้โอกาสโต้แย้งข้อสงสัย ก็ ไม่ตอบ

... หนีศาล หนีคุกไปต่างประเทศ แต่ใช้วิธีโทรศัพท์เข้ามาหาประชาชนเป็นพวก ให้ข้อมูลไม่ครบกับประชาชนกลุ่มหนึ่ง ให้ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม

ผมเห็นว่า พฤติกรรมของท่าน ขัดกับหลักการและกระแส สานเสวนาเพื่อสันติอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกลุ่มผู้เรียกร้องการ สานเสวนาเพื่อสันติ ทั้งท่าน ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล รศ.ดร.โคทม อารียา ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้อาวุโสของสังคมผู้เสนอความคิด น่าจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การพูดความจริง (ที่หายไป) วันนี้ แบบคนเดียวเช่นนี้ สำหรับผู้เป็นศูนย์กลางความคิดต่างเช่นนี้ แทนที่จะเป็นรูปแบบ เสวนา จะนำไปสู่สันติได้อย่างไร

จริงๆแล้ว อดีตผู้นำรักษาศักดิ์ศรีพูดจา ความจริง ให้ครบด้าน สังคมก็ยังควรยอมรับ แต่เผิญเป็นความเท็จ เพราะมี ความจริง (ที่หายไป) อันเป็นสาระสำคัญจำนวนมาก

1. โดนยัดเยียดคุก 2 ปี เพราะกระบวนการยุติความเป็นธรรมจริงๆแล้ว ท่านย่อมไม่ถูกตัดสินติดคุก โดยใช้คำว่า โดนยัดเยียด ถ้าท่านไม่ทำผิด ศาลก็ให้โอกาสมาให้การอยู่แล้ว แต่ท่านก็หนีศาล แล้วจะมาพูดอะไรคนเดียว สามีเป็นนายกฯ มีอำนาจเหนือหน่วยราชการ รวมถึง ธปท. และกองทุนฟื้นฟูฯใช่หรือไม่ ? มีอำนาจบารมีเหนือเอกชนมากมายใช่หรือไม่ ? แล้วให้ภรรยาเข้าประมูลการขายที่ดิน กองทุนฟื้นฟูฯ ย่อมเป็นเหตุให้เกิด ความขัดกันของผลประโยชน์ อย่างชัดเจน ดังพิรุธที่เห็นว่า รอบแรกมีผู้สนใจ 8 ราย มีผู้ลงทะเบียนยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำ 10 ล้านบาทแล้ว 3 ราย แต่กลับไม่มีใครประมูลเลย ต่อมายกเลิกราคากลาง 870 ล้านบาท กลับมีการเพิ่มเงินวางประกันเป็น 100 ล้านบาท ทำให้ผู้ประมูลน้อยลง เสนอตัวเลขกลมๆถ้วนๆราวไม่แข่งจริง จนภรรยาท่านชนะการประมูล แล้วหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐยกเลิกข้อจำกัดความสูงอาคารของพื้นที่ดังกล่าวหลังจากภรรยาของท่านซื้อไปแล้ว ความจริงที่หายไป ทำให้สิ่งที่ท่านพูดคนเดียวกลายเป็น ภาพเท็จ ไป

2. ต้องระเหเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ ชดใช้กรรมที่ตัวเองไมได้ก่อความผิดหลายครั้งที่ได้ทำ ยากที่จะยอมรับว่าเป็น ความบกพร่องโดยสุจริต อีกต่อไป ตั้งแต่ซุกหุ้นในชื่อคนรถ คนใช้ ซื้อสนามกอล์ฟ NPL ก็ในชื่อคนรถคนใช้ (หวังเป็น Strategic NPL ชัก ดาบ ไม่จ่ายหนี้แล้วขอส่วนลด ??) โอนหุ้นจากคนใช้ให้ คุณบรรณพจน์ ก็ปลอมการซื้อขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ด้วยเงินคุณหญิงทั้งหมด เพื่อเลี่ยงภาษี ภรรยาก็ประมูลที่ดินอย่างมีสติ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ประมูลเองบ่อยๆ ไม่ได้หาซื้อที่ดินทั่วๆไปบ่อยๆ แต่เจาะจงซื้อที่ดินงามจากภาครัฐและมีนโยบายรัฐเปลี่ยนเงื่อนไขความสูงอาคาร ในภายหลัง ฯลฯ คงไม่เหมาะที่จะพูดเท็จว่า ชดใช้กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ เพราะ ท่านมักจะก่อ ร่วมกับภรรยาของท่าน และโนมินีของท่านมากมาย

3. รัฐประหาร 19 กันยาฯ คือต้นตอวิกฤติชาติ ไม่มีใครอยากเห็นรัฐประหารอีก แต่นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย ไม่ตอบกระทู้ในสภาฯ ปกปิดหุ้นไม่เคารพรัฐธรรมนูญ แล้วใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ส่วนตัวนับแสนล้านบาท และใช้อำนาจรัฐกดดันองค์กรอิสระ และหน่วยราชการ เช่น ปปง. ปปช. สรรพากร สำนักงานอัยการฯ กลต. ฯลฯ ไม่มีใครทำให้ประชาธิปไตยสั่นคลอนได้นอกจากผู้ได้อำนาจจากประชาธิปไตยและใช้ ไปในทางที่ผิดจริงๆ ประชาชนไม่นิยมรัฐประหาร กลับยอมรับรัฐประหาร 19 กันยาฯ ด้วยดอกไม้ทั่วไป เพราะหนักใจกับท่านจริงๆ

ท่านว่า เป็นการยึดอำนาจเพื่อเอา นายกฯ ที่บ้างานออกไป แล้วเอาคนแก่ที่ควรจะเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาเป็นแทนลืมบอกไปว่า บ้าเอาอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์งานของตัวไป ลดส่วนแบ่งรายได้รัฐสัมปทานมือถือ เพิ่มประโยชน์ส่วนตัว ปล่อยกู้ธนาคาร EXIM Bank เพื่อเอื้อรัฐบาลพม่าซื้อธุรกิจจากดาวเทียมของตัว ให้ ทศท. รับภาระภาษีสรรพสามิต 100% ทั้งที่ ทศท. ได้ส่วนแบ่งรายได้ส่วนน้อย ฯลฯ

และโชคดีที่เราได้ รัฐบาลขิงแก่ บริหารบ้านเมืองด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในยุคฟองสบู่โลกพองตัว ทั่วโลกกำลังมีปัญหา เกาหลีและอินโดนีเซียลูกโป่งแตกซ้ำ แต่ประเทศไทยรอด ก็เพราะเราได้รัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ รัฐบาลเป่าลูกโป่งอย่าง ท่าน ที่บริหารบ้านเมืองโดยพร้อมเอาประเทศไปเสี่ยง เพื่อสร้างความนิยมปกป้องตัวเอง และหากินส่วนตัวไปด้วยกัน กองทุนหมู่บ้านเติบโตคู่กับการขยายผู้ใช้มือถือ สะสมหนี้ตั๋วเงินคลังอย่างต่อเนื่องสูงสุดเป็นประวัติการณ์จาก 5 หมื่นล้านบาท เป็น 2.5 แสนหมื่นล้านบาทในช่วง 5 ปี สะสมหนี้กองทุนน้ำมันนับแสนล้านบาท ให้คนยังจับจ่ายเต็มที่ต่อไป หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากมาย หนี้ซ่อนมากมาย เช่นกองทุนศูนย์กลางราชการอีกร่วม 2 หมื่น ล้านบาท ฯลฯ ปัญหาซับไพรม์ที่อเมริกาว่าแย่แล้ว ดูภาระของการเคหะฯเนื่องจากโครงการบ้านเอื้ออาทรจะยิ่งเลวร้าย โกงกันตั้งแต่ก่อนเสร็จโครงการมหาศาล ฯลฯ

ดีใจที่ท่านสารภาพว่า ตนอยู่ที่อังกฤษ ไม่มีอะไรทำจึงไปซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตีมาบริหารเป็นการสารภาพตรงกับที่ชาวโลกรู้อยู่ว่า ท่าน คือผู้ซื้อ ไม่ใช่ ลูก ของท่าน ยืนยันว่า ที่ลูกถือหุ้นก่อนขาย ก็คือถือแทน ท้ายที่สุดพอลงจากตำแหน่งแล้ว ก็เอาเงินนั้นกลับมาใช้เอง แล้วเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าตัวนักกีฬา เอาเงินที่ไหนซื้อผู้จัดการอย่างเสวน เป็นการฟอกเงินใช่ไหม ? ปปง. ทำไมไม่ตรวจสอบ ? เอาเงินสกปรกมาเพิ่มมูลค่า เมื่อขายไปจะเป็นเงินสะอาดใช่หรือไม่ ?

ท่านยังพูดอีกว่า อยู่ เมืองนอกก็มีนักธุรกิจ ผู้นำหลายประเทศสนใจมาติดต่อไปเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ ช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้เขา ซึ่งคิดดูก็น่าภูมิใจ แต่ก็เศร้าใจที่ทำให้ประเทศไทยไม่ได้ ทำให้นึกถึงช่วงที่ท่านตั้ง ชินอินเตอร์ ท่านทำให้ทุกคนเชื่อว่า ท่านเก่งโทรคมนาคมอย่างในไทย จะไปทำได้อีกในหลายๆประเทศ ปรากฏว่า หลอกเงินสถาบันมากมายไปขาดทุนกับท่าน ใครหา Google เก่งๆ ลองดูคำประเภท ชินอินเตอร์ เชนนิงตัน อินโฟเซล แล้วจะงงว่ามีอะไรซ่อนเร้น โดยมีการเปลี่ยนผู้สอบบัญชีช่วงนั้นด้วย ที่ชินอินเตอร์ขาดทุนจนล้มละลาย เพราะจ่ายสินบนเอาธุรกิจไม่ได้อย่างเมืองไทยใช่ไหม ? หรือเพราะถ่ายเทประโยชน์ออกไปอีกด้วย ?

แล้วท่านอ้างว่าจะไปทำ ช่วย ประเทศอื่น เขาจะยอมให้ท่านทำเช่นนี้หรือ ? นอกจากจะเอาเงินสกปรกที่ได้จากโกงประเทศไทยไปช่วยเขา หาทาง ฟอกเงิน อีก ก็เป็นกรรมของไทยต่อไป

ในช่วงที่ท่านบริหารไทยเราเองต้องมีหนี้เพิ่ม เช่นตั๋วเงินคลัง กว่า 2 แสนล้านบาท หนี้ซ่อนทั้งกองทุนน้ำมัน กองทุนศูนย์ราชการ กองทุนวายุภักย์ รวมอีกกว่า 2 แสน ล้านบาท ขายสมบัติชาติมากมาย และใช้เงินไปแล้ว ก็ทำให้ดูว่าใช้จ่ายได้มากกว่ารัฐบาลอื่นๆ แต่ใช้ทรัพยากรและขายสมบัติของชาติมากมาย สร้างหนี้ซ่อนหนี้มากมาย ถ้าท่านอยู่ช่วงลูกโป่งเศรษฐกิจโลกพองตัว ประเทศไทยวิกฤตอีกครั้งแน่นอน

4. แค่ต้องการจะจัดการกับคนๆ เดียว แต่ทำประเทศชาติเสียหาย ยิ่งเห็นพฤติกรรมซ้ำซาก ไม่ยอมเลิกทำบาปกับประเทศในวันนี้ ยิ่งยืนยันว่า ต้องจัดการให้อยู่ หลังจากองค์กรภาครัฐเช่น ปปง. สำนักงานอัยการฯ ดีเอสไอ กลต. สรรพากร ถูกครอบงำ แต่กระบวนการยุติธรรมยังดำเนินไปตามหน้าที่ ตรงไปตรงมา จนท่านไม่สามารถตอบได้ กลับตั้งกลุ่มแก๊งใช้การโกหก บอก ความจริง (ที่หลายส่วนหายไป) เอาการเมืองแก้ปัญหาความทุจริตของท่าน ช่างเป็นอันตรายต่อประเทศไทยจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่า คนๆเดียว จะกล้าลงทุนทำประเทศ แตกแยก อยู่ในความเท็จ ทะเลาะกัน เพื่อปกปิดการทุจริตของคนๆเดียวอีกนานแค่ไหน

5. พระบารมีกับพลังของประชาชนจะช่วยให้กลับไทยได้ผมว่าท่านพูดถูก เพราะพระองค์ทรงคุณธรรม ยุติธรรม และเมมตาธรรม ผมยึดถือคำสอนที่พระองค์ทรงสอนให้พสกนิกรไทยอยู่ตลอดว่า รู้รักสามัคคี และ การสุจริตเป็นเรื่องธรรมดา

ท่านควรกลับใจ ต่อสู้ความด้วยหลักฐาน และเหตุผล ใช้ความจริงครบด้านเผชิญความจริง ถ้าท่าน ถูก ทุกคนก็ศรัทธา ถ้าท่าน ผิด ก็ยอมเข้าคุก ให้ประชาชนเห็นข้อมูลเท่ากัน โดยไม่มีความแตกแยก และ เห็น คุณค่า ของ ความชอบธรรมให้คู่กับแผ่นดินไทย หลังจากนั้น ท่านก็จะมีชีวิตที่สง่างามขึ้น และบ้านเมืองก็จะมีมาตรฐานคุณธรรมสูงขึ้น และสงบสุขร่มเย็นต่อไป

ไทยทน